ถ้าคุณดูแลร้านค้าออนไลน์อยู่ คุณน่าจะต้องรับมือกับหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการเปิดตัวสินค้า การตลาด การดูแลลูกค้า และงานอื่นๆ อีกมากมาย โชคดีที่ตอนนี้มีโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ให้เลือกใช้ ซึ่งช่วยให้คุณทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง แม้จะเป็นทีมเล็กๆ หรือทำคนเดียวก็ตาม
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์สามารถช่วยทำงานอีคอมเมิร์ซแบบอัตโนมัติได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสต๊อกสินค้า การบริการลูกค้า การสร้างคอนเทนต์ หรือการสรุปรายงานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ และคุณยังสามารถเริ่มต้นด้วยโปรแกรม AI ฟรีได้ เพื่อลดการลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก
บทความนี้จะพาคุณไปดูกรณีการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สำหรับร้านค้าออนไลน์ในปีนี้ รวมถึงวิธีเลือกโซลูชัน AI ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
โปรแกรม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอีคอมเมิร์ซ
AI ช่วยให้มนุษย์มีเวลาโฟกัสกับงานที่ถนัดที่สุด และสิ่งนี้เห็นได้ชัดมากกับโปรแกรม AI ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยเฉพาะ
Notion: เครื่องมือจัดการโปรเจกต์สำหรับร้านค้าออนไลน์
Notion คือระบบจัดการโปรเจกต์แบบครบวงจรที่มาพร้อมเครื่องมือ AI ทรงพลังในทุกฟังก์ชันการใช้งาน ตัวอย่างเช่น เครื่องมือ Projects ใช้ AI เพื่อช่วยจัดการเวิร์กโฟลว์ ทำเครื่องหมายงานที่เสร็จแล้ว และสร้างรายงานโดยอัตโนมัติ ขณะที่ Notion AI Assistant สามารถสรุปโน้ต ดึงประเด็นสำคัญ สร้างรายการงานที่ต้องลงมือทำ และช่วยงานอื่นๆ ได้อีกมาก
การผสานความยืดหยุ่นของการจัดการโปรเจกต์เข้ากับความช่วยเหลือจาก AI ทำให้ Notion เป็นโซลูชันด้าน productivity ที่เหมาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ คุณสามารถวางแผนเปิดตัวสินค้า จัดการปฏิทินคอนเทนต์ ติดตามสต๊อกสินค้า และรวมทรัพยากรหรือเอกสารของทีมทั้งหมดไว้ใน workspace เดียวได้อย่างเป็นระบบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ที่ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง
ที่มา: Notion
ราคา: Notion มีแพ็กเกจฟรีที่ฟีเจอร์จำกัด พร้อมทดลองใช้ Notion AI แพ็กเกจแบบเสียเงินเริ่มต้นที่ $12 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน สำหรับ Plus ปัจจุบัน Notion AI ใช้งานได้เฉพาะแพ็กเกจ Business ราคา $24 ต่อผู้ใช้ต่อเดือน และ Enterprise ที่คิดราคาตามการใช้งาน
ข้อดี: มีเทมเพลตเวิร์กโฟลว์อีคอมเมิร์ซพร้อมใช้งาน อินเทอร์เฟซสะอาด ใช้งานง่าย เหมาะกับการทำงานร่วมกันแบบไม่ต้องออนไลน์พร้อมกัน
ข้อเสีย: ต้องใช้เวลาเรียนรู้พอสมควร ไม่มีโหมดออฟไลน์ ไม่เหมาะกับชุดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มากหรือซับซ้อน
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- สมัคร Notion สร้าง workspace ใหม่ และเพิ่มสมาชิกทีม
- สร้างหน้า Notion แยกเป็นฐานข้อมูล เช่น ฐานข้อมูลสินค้า ฐานข้อมูลออเดอร์ และฐานข้อมูลลูกค้า
- ตั้งค่าแดชบอร์ดเพื่อติดตามตัวชี้วัดสำคัญด้านยอดขาย การตลาด การดำเนินงาน และการซัพพอร์ตลูกค้า
Otter: การถอดเสียงและการวิเคราะห์การประชุมด้วย AI
Otter ช่วยถอดเสียงจากไฟล์เสียงแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณโฟกัสกับบทสนทนาได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมทีมผ่าน Zoom หรือการสัมภาษณ์แบบเจอหน้ากัน
หลังจาก Otter ประมวลผลไฟล์เสียงแล้ว AI จะใส่ไทม์สแตมป์ให้กับบทสนทนา และจัดระเบียบเนื้อหาตามผู้พูด ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณระบุว่า Speaker 1 คือ Bob ระบบจะค้นหาและแทนที่คำว่า “Speaker 1” เป็น “Bob” ทั้งเอกสารโดยอัตโนมัติ
Otter ยังสรุปเนื้อหาการสนทนาให้พร้อมใช้งาน โดยมีหัวข้อ ประเด็นหลักที่พูดคุย และคำถามที่ถูกถาม รวมถึงแสดงสัดส่วนเวลาที่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนพูด ช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของการประชุมได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับทีมอีคอมเมิร์ซที่ต้องการโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการสื่อสารภายในทีม
ที่มา: Otter
ราคา: เวอร์ชันฟรีของ Otter มีความสามารถจำกัด และให้เวลาถอดเสียง 300 นาทีต่อเดือน โดยจำกัดที่ 30 นาทีต่อหนึ่งการสนทนา แผนแบบเสียเงินเริ่มต้นที่ $16.99 ต่อเดือน หรือ $100 ต่อปี โดยคิดค่าบริการแบบรายปี
ข้อดี: ถอดเสียงได้รวดเร็วและแม่นยำ มีคำแนะนำจาก AI เพื่อไฮไลต์ประเด็นสำคัญ
ข้อเสีย: ตัวเลือกการส่งออกและแก้ไขไฟล์มีจำกัดในเวอร์ชันฟรี
เริ่มต้นใช้งาน
- สมัครใช้งาน Otter และเชื่อมต่อกับ Zoom หรือแอปปฏิทิน เพื่อให้ระบบเข้าร่วมและบันทึกวิดีโอคอลกับทีม ซัพพลายเออร์ หรือ ลูกค้าโดยอัตโนมัติ
- บันทึกและถอดเสียงการโทรฝ่ายบริการลูกค้า เพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพและฝึกอบรมทีม
- บันทึกและถอดเสียงการประชุมกับเวนเดอร์หรือผู้ผลิต เพื่อเก็บรายละเอียดการเจรจา สเปกสินค้า และไทม์ไลน์การจัดส่ง
- ใช้ Otter ระหว่างการประชุมวางแผนสินค้า หรือ ประชุมกลยุทธ์การตลาด เพื่อสร้างโน้ตการประชุมอัตโนมัติ
- ทบทวนบทสนทนาที่ถอดเสียงแล้ว เพื่อหาปัญหาของลูกค้า ปัญหาจากซัพพลายเออร์ และการตัดสินใจของทีม เพื่อนำไปปรับปรุงธุรกิจ
เคล็ดลับ: เพื่อบันทึกการประชุมทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามจริยธรรม ควรขอความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้เข้าร่วมทุกคนก่อนทำการบันทึก พร้อมสื่อสารให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการบันทึก และกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการจัดเก็บ การเข้าถึง และระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลให้ชัดเจน
Claude: ผู้ช่วย AI ขั้นสูงสำหรับร้านค้าออนไลน์
Claude คือผู้ช่วย Generative AI (GenAI) และตระกูลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่พัฒนาโดย Anthropic บริษัทวิจัยและพัฒนา AI คุณสามารถใช้ Claude เพื่อเขียนคำอธิบายสินค้าอีคอมเมิร์ซ หรือช่วยระดมไอเดียสำหรับแคมเปญการตลาดได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังสามารถนำ Claude ไปผสานเป็นแชตบอทบนร้านค้าออนไลน์เพื่อทำงานด้านซัพพอร์ตลูกค้าแบบอัตโนมัติ เช่น ติดตามสถานะออเดอร์ ตอบคำถามที่พบบ่อย แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องให้ลูกค้า
ที่มา: Anthropic
ราคา: Claude มีแพ็กเกจฟรีที่จำกัดการใช้งานและให้เข้าถึงโมเดลเริ่มต้น แพ็กเกจแบบชำระเงินเริ่มต้นที่ $20 ต่อเดือน ซึ่งเปิดให้ใช้โมเดล Claude ทุกตัว เพิ่มโควตาการใช้งาน และฟีเจอร์ขั้นสูง
ข้อดี: สร้างคำตอบแบบ long-form ได้คุณภาพสูง สรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ดี มีความสามารถด้านการให้เหตุผลที่แข็งแรง
ข้อเสีย: ยังมีข้อจำกัดการใช้งานแม้ในแพ็กเกจแบบเสียเงิน ประสิทธิภาพอาจไม่สม่ำเสมอในบางอุตสาหกรรมเฉพาะทาง
เริ่มต้นใช้งาน
- สมัครใช้งาน Claude และสร้าง workspace
- ใช้ Claude ดึงอินไซต์จากข้อมูลดิบ เช่น รายการสินค้า และข้อมูลยอดขาย หรือสรุปสัญญากับซัพพลายเออร์
- เขียนคำอธิบายสินค้า อีเมลถึงลูกค้า คอนเทนต์เว็บไซต์ และโพสต์โซเชียลมีเดีย
- ติดตั้ง AI แชตบอทเพื่อจัดการคำถามลูกค้าและแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย
ต่อไปคือการเปรียบเทียบเครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่กล่าวถึงข้างต้น
|
เครื่องมือ |
ใช้งานง่าย |
กรณีใช้งานด้านอีคอมเมิร์ซ |
ตัวเลือกการเชื่อมต่อ |
ราคา |
แพ็กเกจฟรี |
|
Notion |
ปานกลาง |
การจัดการโปรเจกต์ การติดตามสต็อก การทำงานร่วมกันของทีม ปฏิทินคอนเทนต์ |
Slack และ Google Drive รวมถึง Google Docs และ Google Sheets และอื่นๆ เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Zapier หรือ Make หรือสคริปต์ Node.js แบบกำหนดเอง |
เริ่มต้นประมาณ 384 บาทต่อเดือน |
มี |
|
Otter.ai |
ง่าย |
บันทึกและถอดเสียงการคุยกับซัพพลายเออร์หรือลูกค้า สรุปการคุยด้านการขาย |
Zoom Google Meet และ Microsoft Teams เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Zapier หรือ Make |
เริ่มต้นประมาณ 540 บาทต่อเดือน |
มี |
|
Claude |
ง่าย |
แชตบอทบริการลูกค้า การสร้างคอนเทนต์ การวิจัยสินค้าและตลาด |
Slack Intercom และ HubSpot CRM เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน API Zapier หรือ Make |
เริ่มต้นประมาณ 640 บาทต่อเดือน |
มี |
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับการตลาดอีคอมเมิร์ซ
การทำการตลาดที่ได้ผลต้องเริ่มจากการเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงพวกเขาในช่องทางที่ใช่ และสร้างการมีส่วนร่วมจนเปลี่ยนเป็นลูกค้า รวมถึงรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านการตลาดเหล่านี้สามารถช่วยคุณได้
Shopify Inbox: ตัวสร้างแชทบอทสำหรับการมีส่วนร่วมของลูกค้า
Shopify Inbox คือเครื่องมือแชตของระบบแอดมิน Shopify ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม ช่วยให้คุณพูดคุยกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ขณะที่พวกเขากำลังเลือกดูสินค้าบนเว็บไซต์ของคุณ เป็นไอคอนแชตเล็กๆ ที่มักเห็นอยู่มุมจอของเว็บอีคอมเมิร์ซ พร้อมข้อความอย่าง “ต้องการความช่วยเหลือไหม” หรือ “ทักมาหาเราได้เลย”
ดังนั้น ถ้าลูกค้ามีคำถามอย่าง “เสื้อตัวนี้มีสีฟ้าไหม” พวกเขาก็สามารถส่งข้อความผ่านกล่องแชตได้ทันที ทีมซัพพอร์ตของคุณจะได้รับการแจ้งเตือน และสามารถตอบกลับแบบเรียลไทม์ หรือเลือกใช้ AI เข้ามาช่วยตอบคำถามแทนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แบรนด์กระเป๋าหนัง Oak & Elk ใช้ผู้ช่วยอัจฉริยะของ Shopify Inbox เพื่อจัดการคำถามซ้ำๆ ที่ตอบได้ง่าย โดยตั้งค่าคำตอบอัตโนมัติสำหรับคำถามอย่าง “จัดส่งใช้เวลากี่วัน” หรือ “กระเป๋าทำจากวัสดุอะไร” เมื่อลูกค้าคลิกเลือกคำถามเหล่านี้ แชตบอทก็จะส่งคำตอบที่ถูกต้องให้ทันที
ที่มา: Oak & Elk
ช่วยประหยัดเวลาได้มากก็จริง แต่ความสามารถของ Shopify Inbox ไม่ได้มีแค่นั้น กรณีการใช้งานที่พบบ่อยยังรวมถึง
- แสดงข้อความต้อนรับแบบเป็นมิตรให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์
- เสนอลิงก์ส่วนลดให้ลูกค้า
- แนะนำสินค้าที่เหมาะกับความสนใจของลูกค้า
- เปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นผู้ซื้อด้วยการช่วยเหลือแบบเฉพาะบุคคล
คุณสามารถจัดการบทสนทนาได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและผ่านแอป Shopify Inbox บนมือถือ รองรับการมอบหมายให้สมาชิกทีมหลายคนดูแลแชตคนละส่วน พร้อมกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังตั้งเวลาที่เปิดให้แชตสดได้ และใช้คำตอบที่สร้างโดย AI ในช่วงนอกเวลาทำการได้ด้วย
ราคา: Shopify Inbox รวมอยู่ในทุกแพ็กเกจของ Shopify โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ข้อดี: สร้างมาให้ทำงานร่วมกับ Shopify โดยตรง ทำให้เห็นข้อมูลลูกค้าแบบครบถ้วนขณะคุยแชต เช่น ชื่อ สินค้าในตะกร้า และประวัติการสั่งซื้อ ช่วยให้คุณให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วและเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ข้อเสีย: ไม่รองรับการเชื่อมต่อกับบริการของบุคคลที่สาม ถ้าต้องการฟีเจอร์ขั้นสูง อาจต้องใช้แพลตฟอร์มบริการลูกค้าแบบเสียเงิน เช่น Gorgias หรือ Zendesk
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- ติดตั้ง Shopify Inbox จาก Shopify App Store
- ตั้งค่าการแชตและรูปแบบการแสดงผลในหน้า Shopify admin ที่เมนู “Apps and sales channels”
- กำหนดค่ากล่องข้อความ เช่น การแจ้งเตือน ข้อความตอบกลับด่วน และการตั้งค่าข้อความ
- เปิดใช้งานแชตบนร้านค้าออนไลน์ พร้อมปรับแต่งปุ่มแชตและข้อความทักทาย
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีมงานมีสิทธิ์ที่จำเป็นในการใช้งาน Shopify Inbox
เมื่อทุกอย่างพร้อม ลูกค้าจะสามารถติดต่อคุณผ่านร้านค้าออนไลน์ได้ทันที และคุณสามารถจัดการและตอบข้อความได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์และมือถือ
HubSpot: แพลตฟอร์มการตลาดแบบครบวงจร
ฟีเจอร์หลักของ HubSpot ครอบคลุมทั้งระบบการตลาดอัตโนมัติ การจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และเครื่องมือด้านการขาย โดยมี AI ฝังอยู่ทั่วทั้งแพลตฟอร์ม ช่วยให้คุณทำงานอัตโนมัติได้หลากหลาย ตั้งแต่แคมเปญอีเมลมาร์เก็ตติ้ง ไปจนถึงการรักษาลูกค้า
ด้วยแพลตฟอร์มการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ HubSpot คุณสามารถสร้างอีเมลสำหรับฝ่ายขาย คอนเทนต์การตลาด บทความบล็อก meta description โพสต์โซเชียลมีเดีย CTA ไปจนถึงหน้าเว็บทั้งหน้าได้อย่างรวดเร็ว เพียงพิมพ์คำสั่งเป็นข้อความ
นอกจากนี้ AI ของ HubSpot ยังดึงข้อมูลจากระบบขายและ CRM ที่เชื่อมต่อกันมาใช้วิเคราะห์อินไซต์ และช่วยปรับประสบการณ์การสื่อสารกับลูกค้าให้เป็นแบบเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
ที่มา: HubSpot
ราคา: HubSpot มีเครื่องมือ AI ด้านการตลาดบางส่วนให้ใช้งานฟรี และคิดราคาตามผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้งาน แพ็กเกจแบบมีค่าบริการของ Marketing Hub เริ่มต้นที่ 15 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ต่อเดือน
ข้อดี: เป็นแพลตฟอร์มแบบ all-in-one ที่รวมเครื่องมือการตลาดและ AI ไว้อย่างครบถ้วน มีแพ็กเกจให้เลือกตั้งแต่เจ้าของธุรกิจรายเดียวไปจนถึงระดับองค์กร ขยายการใช้งานได้ง่ายตามการเติบโตของธุรกิจ
ข้อเสีย: โครงสร้างราคาค่อนข้างซับซ้อน ฟีเจอร์ A/B testing ใช้ได้เฉพาะแพ็กเกจระดับสูง ซึ่งเริ่มต้นที่ 890 ดอลลาร์ต่อเดือน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการ onboarding และการซัพพอร์ตด้านเทคนิค
การเริ่มต้น:
- สมัครบัญชี HubSpot และเชื่อมต่อกับร้านอีคอมเมิร์ซของคุณ
- สร้างข้อเสนอทางการตลาดแบบเฉพาะบุคคลด้วยเครื่องมือ personalization ซึ่งช่วยสร้างเซกเมนต์ลูกค้าและวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อระบุผู้ซื้อที่มีแนวโน้มตัดสินใจสูง
- ใช้เครื่องมือสร้างคอนเทนต์ด้วย AI ของ HubSpot เพื่อเขียนคำอธิบายสินค้า อีเมล นิวส์เลตเตอร์ โพสต์โซเชียลมีเดีย และบล็อก
- ติดตามผลลัพธ์ ระบุแคมเปญที่ได้ผลดีที่สุด และคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนทางการตลาด (ROI) ด้วยการวิเคราะห์เชิงทำนาย
Buffer: การจัดการโซเชียลมีเดียที่ขับเคลื่อนด้วย AI
Buffer ช่วยทำให้งานสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์อีคอมเมิร์ซบนโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องอัตโนมัติ ฟีเจอร์หลักประกอบด้วยมุมมองแบบบอร์ด เครื่องมือสร้างและจัดการคอนเทนต์ เทมเพลตโซเชียลมีเดีย การตั้งเวลาโพสต์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม
ด้วย Buffer คุณสามารถร่างและตั้งเวลาโพสต์เพื่อเผยแพร่อัตโนมัติบนหลายแพลตฟอร์มได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ผู้ช่วย AI ยังช่วยคิดไอเดีย พร้อมเขียนแคปชันและแฮชแท็กสำหรับโพสต์โซเชียลของคุณได้อีกด้วย
ที่มา: Buffer
นอกจากนี้ เครื่องมือยังติดตามการมีส่วนร่วมสำหรับแคมเปญหลายๆ แคมเปญในแดชบอร์ดเดียว
ราคา: Buffer มีแผนฟรีสำหรับช่องทางสูงสุด 3 ช่องทาง แผนแบบเสียเงินเริ่มต้นที่ 6 ดอลลาร์ต่อช่องทางต่อเดือน
ข้อดี: ใช้งานง่าย เครื่องมือกำหนดเวลา ราคาไม่แพงสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดเล็ก
ข้อเสีย: เครื่องมือการวิเคราะห์ขั้นสูงและการทำงานร่วมกันมีให้เฉพาะในแผนแบบเสียเงิน
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- สร้างบัญชี Buffer และเชื่อมต่อบัญชีโซเชียลมีเดียของแบรนด์ เช่น Instagram TikTok Pinterest และ LinkedIn
- ใช้ผู้ช่วย AI เพื่อช่วยเสนอไอเดียคอนเทนต์ เขียนแคปชัน หรือสร้างแฮชแท็ก
- ตั้งเวลาและเผยแพร่โพสต์ จากนั้นติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญเพื่อนำมาปรับกลยุทธ์
นี่คือการเปรียบเทียบอย่างรวดเร็วของเครื่องมือการตลาด AI ที่แสดงรายการข้างต้น
|
เครื่องมือ |
ใช้งานง่าย |
กรณีใช้งานด้านอีคอมเมิร์ซ |
ตัวเลือกการเชื่อมต่อ |
ราคา |
แพ็กเกจฟรี |
|
HubSpot |
ปานกลาง |
อีเมลกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้ง การขาย การตลาด และ CRM สำหรับอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ด้วย AI เช่น อีเมล คำอธิบายสินค้า หน้าโปรดักต์ และ CTA |
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อีเมล SMS โซเชียลมีเดีย และอื่นๆ เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Shopify App Store หรือ HubSpot ecosystem |
เริ่มต้นประมาณ 480 บาทต่อผู้ใช้ต่อเดือน |
มี |
|
Shopify Inbox |
ง่าย |
คำถามที่พบบ่อยของสินค้า แชตบอท โฟลว์การสนทนา และการเชื่อมต่อ Instagram และ WhatsApp |
เครื่องมือที่มากับ Shopify โดยตรง |
ฟรี |
มี |
|
Buffer |
ง่าย |
การสร้างคอนเทนต์อีคอมเมิร์ซ การตั้งเวลาโพสต์โซเชียลมีเดีย และการติดตามเอ็นเกจเมนต์ |
Instagram TikTok Pinterest Facebook LinkedIn YouTube และอื่นๆ เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Zapier หรือ Make |
เริ่มต้นประมาณ 190 บาทต่อช่องทางต่อเดือน |
มี |
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์: เครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดสำหรับงานดูแลลูกค้าอีคอมเมิร์ซ
การให้บริการลูกค้าที่รวดเร็วและเชื่อถือได้คือหัวใจสำคัญของการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ช่วยลดเวลาในการตอบกลับ ด้วยการตอบคำถามอัตโนมัติสำหรับปัญหาที่ลูกค้าพบได้บ่อย เช่น การติดตามสถานะคำสั่งซื้อ หรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสินค้า
โปรแกรม AI สองตัวนี้ช่วยยกระดับกระบวนการดูแลลูกค้าของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Botpress: เครื่องมือสร้างแชตบอทแบบไม่ต้องเขียนโค้ด
Botpress เป็นแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพ่นซอร์สสำหรับสร้างเอเจนต์อัจฉริยะ ที่ช่วยให้คุณสร้างแชตบอทที่ปรับแต่งได้อย่างยืดหยุ่น ใช้เทคโนโลยี NLP เพื่อให้แชตบอทเข้าใจเจตนาของลูกค้าได้ดีขึ้น และตอบคำถามได้แม่นยำมากขึ้น
คุณสามารถใช้ Botpress เพื่อทำงานดูแลลูกค้าแบบอัตโนมัติ เช่น ตอบคำถามที่พบบ่อย จัดการคำขอคืนสินค้า ติดตามออเดอร์ หรือแนะนำสินค้าที่เหมาะสม ตัวแก้ไขแบบไม่ต้องเขียนโค้ดช่วยให้สร้างบทสนทนาแบบหลายขั้นตอนได้ง่าย
ที่มา: Botpress
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ระดับแอดวานซ์ ก็สามารถใช้ความสามารถในการปรับแต่งขั้นสูงผ่าน API และการเชื่อมต่อระบบต่างๆ ได้เพิ่มเติม Botpress ยังรองรับงานบริการลูกค้าหลายภาษา จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าที่ขายไปยังหลายประเทศ
ราคา: Botpress มีเวอร์ชันโอเพ่นซอร์สให้ใช้งานฟรีสำหรับผู้เริ่มต้น และมีแพ็กเกจแบบเสียเงินที่มาพร้อมฟีเจอร์ขั้นสูง เริ่มต้นที่ประมาณ 2,850 บาทต่อเดือน
ข้อดี: เครื่องมือสร้างแชตบอทแบบไม่ต้องเขียนโค้ด ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้หลากหลายมากขึ้น เชื่อมต่อกับเครื่องมือภายนอกได้ไม่ซับซ้อน
ข้อเสีย: การตั้งค่าขั้นสูงมีเส้นการเรียนรู้ค่อนข้างสูง การเชื่อมต่อแบบกำหนดเองอาจต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- สมัครใช้งาน Botpress และสร้างบอทตัวใหม่
- กำหนดว่างานบริการลูกค้าใดบ้างที่ต้องการทำอัตโนมัติ เช่น การตอบ FAQ หรือการติดตามออเดอร์ แล้วตั้งค่าโฟลว์บทสนทนาให้สอดคล้อง
- เชื่อมต่อแชตบอท AI เข้ากับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และระบบอื่นๆ เช่น CRM หรือระบบคลังสินค้า เพื่อดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์
- ทดสอบบอทด้วยการตั้งคำถามเหมือนลูกค้าจริง เพื่อดูว่าทำงานตามโฟลว์ที่ตั้งค่าไว้หรือไม่
- นำแชตบอทไปใช้งานบนเว็บไซต์ แอป และโซเชียลมีเดียของร้าน
Kustomer: แพลตฟอร์มการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI
Kustomer รวมบทสนทนากับลูกค้าจากหลายช่องทาง เช่น อีเมล แชต SMS และโซเชียลมีเดีย ไว้ในไทม์ไลน์เดียว ทำให้เห็นภาพรวมของการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างครบถ้วน พร้อมรายงานเชิงลึก เพื่อให้คุณสามารถมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่เป็นส่วนตัวและเชิงรุกมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ทีมซัพพอร์ตสามารถเห็นประวัติของลูกค้าแต่ละรายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อที่ผ่านมา บทสนทนาเดิม ความชอบ หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ เมื่อมีลูกค้าติดต่อเข้ามา ทีมงานจึงเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที และแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่มา: Kustomer
ราคา: Kustomer มีแพ็กเกจสมัครสมาชิก 2 ระดับ คือ Enterprise และ Ultimate โดย Enterprise เริ่มต้นที่ประมาณ 2,850 บาทต่อที่นั่งต่อเดือน ส่วน Ultimate ซึ่งรวมฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น skill-based routing และ real-time pulse dashboard ราคาอยู่ที่ประมาณ 4,450 บาทต่อที่นั่งต่อเดือน
ข้อดี: CRM แบบรวมศูนย์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมซัพพอร์ต จัดเส้นทางบทสนทนาอัตโนมัติตามพฤติกรรมของลูกค้า แดชบอร์ดปรับแต่งได้ตามความต้องการ
ข้อเสีย: การปรับแต่งขั้นสูงอาจต้องพึ่งทีมเทคนิค ราคาสูงสำหรับสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อมต่อกับระบบอื่นมีข้อจำกัดหรือถูกจำกัดบางส่วน
ธีเริ่มต้นใช้งาน
- ขอเดโมหรือทัวร์ผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์ของ Kustomer
- เลือกแพ็กเกจที่เหมาะสม และเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้ากับร้านอีคอมเมิร์ซของคุณ
- ตั้งค่า AI assistant และฝึกเวิร์กโฟลว์ AI จากปัญหาลูกค้าที่พบบ่อย พร้อมนำเข้าข้อมูลซัพพอร์ตในอดีตเพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้า
- ออนบอร์ดทีมบริการลูกค้าให้ใช้งานแพลตฟอร์ม Kustomer
ต่อไปคือการเปรียบเทียบแบบสรุปของ โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ด้านงานบริการลูกค้าที่กล่าวถึงข้างต้น
|
เครื่องมือ |
ใช้งานง่าย |
กรณีใช้งานด้านอีคอมเมิร์ซ |
ตัวเลือกการเชื่อมต่อ |
ราคา |
แพ็กเกจฟรี |
|---|---|---|---|---|---|
|
Botpress |
ปานกลาง |
ค้นหาสินค้าแบบกำหนดเอง การจัดการคืนสินค้า แชตหลายภาษา |
ช่องทางแชตต่างๆ CRM ระบบอีคอมเมิร์ซ Google services และอื่นๆ เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Botpress Hub หรือ Shopify App Store |
เริ่มต้นประมาณ 2,850 บาทต่อเดือน |
ใช่ (โอเพนซอร์ส) |
|
Kustomer |
ปานกลาง |
AI routing ตั๋วซัพพอร์ต คำแนะนำการตอบลูกค้า ไทม์ไลน์แบบ omnichannel |
อีคอมเมิร์ซ ช่องทางสื่อสารส่วนใหญ่ (อีเมล โซเชียล เว็บ แอปแชต และเสียง) เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อ Shopify ผ่าน Shopify App Store |
เริ่มต้นประมาณ 2,850 บาทต่อที่นั่งต่อเดือน |
ไม่ |
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ ที่ดีที่สุดสำหรับงานครีเอทีฟในอีคอมเมิร์ซ
โซลูชัน AI ขั้นสูงสามารถเข้ามาเสริมงานครีเอทีฟของคุณได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นช่วยระดมไอเดียคอนเทนต์ ออกแบบแอปมือถือ หรือแม้แต่สร้างผลงานใหม่ทั้งหมด เช่น วิดีโอคลิป และคอนเทนต์รูปแบบอื่นๆ
Shopify Magic: เครื่องมือเขียนคอนเทนต์และคำอธิบายสินค้า
ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ Shopify คุณสามารถใช้ชุดเครื่องมือ AI ที่ทำงานอยู่ทั่วทั้งแพลตฟอร์มได้ Shopify Magic ช่วยให้ร้านค้าเขียน แก้ไข และปรับแต่งคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบทความบล็อก แคมเปญอีเมล หรือคำอธิบายสินค้า
ที่มา: Shopify
ฟีเจอร์หลายอย่างของ Shopify Magic เช่น การเขียนคำอธิบายสินค้าและการเขียนอีเมล ยังรองรับหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส และจีน (ตัวย่อ)
นอกจากการใช้ Shopify Magic เพื่อทำงานอัตโนมัติจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนได้ด้วย เพราะสามารถทดแทนกระบวนการที่ต้องใช้แรงงานและค่าใช้จ่ายสูง ตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องหนัง Jill’s Homestead รายงานว่าสามารถแทนที่การถ่ายภาพสินค้ามูลค่า 250 ดอลลาร์ ด้วยภาพที่ปรับแต่งด้วย AI ได้
ราคา: Shopify Magic ใช้งานได้ฟรีในทุกแพ็กเกจ Shopify โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือข้อจำกัดการใช้งาน
แพ็กเกจ Shopify Basic ประมาณ 1,250 บาทต่อเดือน Shopify Grow ประมาณ 3,360 บาทต่อเดือน Shopify Advanced ประมาณ 12,770 บาทต่อเดือน Shopify Plus เริ่มต้นที่เดือนละประมาณ 80,000 บาท
ข้อดี: เชื่อมต่อกับข้อมูลร้าน Shopify โดยตรง รองรับคอนเทนต์หลายรูปแบบและหลายภาษา ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ช่วยให้การสร้างคอนเทนต์ เช่น คำอธิบายสินค้า อีเมล หรือข้อความบนเว็บไซต์ ทำได้รวดเร็วขึ้น
ข้อเสีย: ผลลัพธ์อาจดูทั่วไปและต้องนำมาแก้ไขเพิ่มเติม เครื่องมืออื่นอาจเหมาะกับคอนเทนต์ยาว เช่น บล็อกหรือจดหมายข่าว มากกว่า
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- ล็อกอินเข้า Shopify admin ถ้าเพิ่งเริ่มใช้งาน ให้สมัครบัญชี Shopify ก่อน
- ฟีเจอร์ของ Shopify Magic ถูกผสานอยู่ในหลายส่วนของระบบ เช่น คำอธิบายสินค้า หน้าสินค้า Shopify Messaging, Shopify Inbox และตัวแก้ไขธีม
- ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการสร้างคำอธิบายสินค้า ให้ไปที่เมนู Products เลือกสินค้า แล้วคลิกไอคอน “Generate text” ในช่องคำอธิบาย
- ใส่รายละเอียดสินค้า หรือคีย์เวิร์ด เพื่อให้ AI สร้างข้อความแนะนำ
- คุณยังสามารถใช้ Shopify Magic สร้างสื่ออย่างรูปภาพและโลโก้ผ่าน media editor ได้ด้วย
Jasper: เครื่องมือสร้างคอนเทนต์สำหรับร้านค้าออนไลน์
Jasper คือแพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยเร่งและยกระดับกระบวนการสร้างคอนเทนต์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ สามารถสร้างข้อความได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่คอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะกับ SEO ไปจนถึงแคปชัน Instagram หรือข้อความโฆษณาสั้นๆ จุดเด่นสำคัญของ Jasper คือความสามารถในการเรียนรู้โทนเสียงของแบรนด์ และรักษาโทนนั้นให้สม่ำเสมอในทุกชิ้นงานที่สร้างขึ้น
เมื่อเริ่มใช้งาน คุณสามารถเลือกโทนเสียงของแบรนด์ที่มีให้ หรือให้ Jasper สแกนแอสเซตที่มีอยู่แล้ว เช่น เว็บไซต์ คู่มือสไตล์ และคำอธิบายสินค้า เพื่อเรียนรู้สไตล์การเขียนของคุณ สำหรับแพ็กเกจระดับสูง จะสามารถปรับโทนเสียงที่แตกต่างกันให้เหมาะกับแต่ละช่องทางหรือกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น ใช้โทนหนึ่งสำหรับสุนทรพจน์ของผู้บริหาร และอีกโทนหนึ่งสำหรับบทความบล็อกหรือโซเชียลมีเดีย
ที่มา: Jasper
Jasper ยังช่วยปรับคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้เหมาะกับการทำ SEO และตรวจสอบการใช้ไวยากรณ์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี AI สำหรับสร้างภาพ ช่วยให้คุณสร้างรูปภาพเพื่อใช้ประกอบคอนเทนต์หรือใช้งานอื่นๆ ได้อย่างสะดวก
ราคา: Jasper มีแพ็กเกจให้เลือก 2 แบบ คือ Pro และ Business โดย แพ็กเกจ Pro ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน หลังจากนั้นราคาประมาณ 2,200 บาทต่อเดือน ส่วนแพ็กเกจ Business เป็นราคาแบบกำหนดเอง ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละธุรกิจ
ข้อดี: สร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็วและรองรับการใช้งานในปริมาณมาก มีเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ให้เลือกหลากหลายภายในแพลตฟอร์มเดียว มีเทมเพลตที่ออกแบบมาสำหรับอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ความแม่นยำของคอนเทนต์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเครื่องมือ AI อื่นๆ
ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าแพ็กเกจแบบเสียเงินของเครื่องมือ GenAI อื่นๆ เช่น ChatGPT หรือ Gemini ฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น คู่มือสไตล์ แนวทางด้านภาพ Jasper Studio การทำงานร่วมกันในเอกสาร และฟีเจอร์อื่นๆ มีให้เฉพาะแพ็กเกจ Business เท่านั้น
วิธีเริ่มต้นใช้งาน:
- เลือกสมัครแพ็กเกจ Jasper ที่เหมาะกับขนาดทีมและความต้องการ หรือทดลองใช้แพ็กเกจ Pro ฟรี 7 วัน
- อัปโหลดเอกสารโทนเสียงของแบรนด์และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คอนเทนต์ที่ได้มีความสม่ำเสมอ
- ใช้เทมเพลตของ Jasper เพื่อสร้างคอนเทนต์ เช่น คำอธิบายสินค้า บทความบล็อก โฆษณา และอีเมล จากนั้นปรับแก้คอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้นก่อนนำไปเผยแพร่
Pictory: วิดีโอคอนเทนต์สำหรับโชว์สินค้า
Pictory เป็นทั้งเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI และระบบตัดต่อวิดีโออัตโนมัติ เพียงคัดลอกและวางคำอธิบายสินค้า ข้อความจากหน้าสินค้า ลิงก์บทความบล็อก สคริปต์วิดีโอ หรือข้อความรูปแบบอื่นๆ ระบบก็จะสร้างวิดีโอคุณภาพสูงให้สอดคล้องกับเนื้อหาเหล่านั้นได้ทันที
นอกจากนี้ Pictory ยังเหมาะกับการนำวิดีโอที่มีอยู่แล้วมาแก้ไขต่อ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสัมมนาออนไลน์ พอดแคสต์ หรือการบันทึกประชุมผ่าน Zoom ตัวระบบจะถอดเสียงออกมาเป็นข้อความ และให้คุณตัดต่อวิดีโอได้ง่ายๆ เพียงแค่ลบหรือย้ายข้อความในทรานสคริปต์ วิดีโอก็จะปรับตามโดยอัตโนมัติ
ที่มา: Pictory
วิดีโอที่สร้างด้วย AI จาก Pictory มาพร้อมองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งเสียงบรรยาย ซับไตเติล ภาพประกอบ เสียงพากย์จาก AI และดนตรีพื้นหลัง นอกจากนี้ยังสามารถใส่อัตลักษณ์แบรนด์ของบริษัทคุณได้โดยอัตโนมัติ และระบบ AI ยังช่วยตัดช่วงเงียบ รวมถึงคำฟิลเลอร์อย่าง “um” หรือ “uh” ออกไป ทำให้วิดีโอดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
ราคา: Pictory มีแพ็กเกจให้เลือก 4 ระดับ ได้แก่ Starter, Professional, Teams และ Enterprise โดย Starter ราคาประมาณ 800 บาทต่อเดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 200 นาที แบรนด์คิท 1 ชุด) Professional ราคาประมาณ 1,570 บาทต่อเดือน (ผู้ใช้ 1 คน วิดีโอรวม 600 นาที แบรนด์คิท 5 ชุด) Teams ราคาประมาณ 3,810 บาทต่อเดือน
(ผู้ใช้ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป วิดีโอรวม 1,800 นาที แบรนด์คิท 10 ชุด) Enterprise เป็นราคาปรับตามการใช้งาน พร้อมเงื่อนไขและโควตาแบบกำหนดเอง
ข้อดี: สร้างวิดีโอได้จากข้อความ สคริปต์ หรือ URL สร้างซับไตเติลและเสียงพากย์ AI ได้อัตโนมัติ ปรับฟอร์แมตวิดีโอให้เหมาะกับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้
ข้อเสีย: เสียงพากย์ AI อาจฟังดูเป็นหุ่นยนต์ในบางกรณี ไม่สามารถใช้หลายแทร็กเสียงในวิดีโอเดียวกันได้
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- สมัครใช้งาน Pictory และเริ่มจากช่วงทดลองใช้ฟรี
- ใส่สคริปต์วิดีโอหรือ URL หน้าสินค้าลงในเครื่องมือ
- เลือกหรือแก้ไขภาพ เสียงพากย์ และซับไตเติล จากนั้นปรับแต่งวิดีโอให้ตรงกับไกด์ไลน์แบรนด์ และเลือกฟอร์แมตวิดีโอที่ต้องการ
- ส่งออกวิดีโอไปยังร้านค้าออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียของคุณ
นี่คือ การเปรียบเทียบแบบสรุปของโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ด้านงานสร้างสรรค์ที่กล่าวถึงข้างต้น
|
เครื่องมือ |
ใช้งานง่าย |
กรณีใช้งานด้านอีคอมเมิร์ซ |
ตัวเลือกการเชื่อมต่อ |
ราคา |
แพ็กเกจฟรี |
|---|---|---|---|---|---|
|
Shopify Magic |
ง่าย |
คำอธิบายสินค้า คอนเทนต์การตลาดอีคอมเมิร์ซ การสร้างภาพสินค้า อีเมล และซัพพอร์ตลูกค้าผ่าน Shopify Inbox |
ใช้งานได้โดยตรงใน Shopify admin |
รวมอยู่ในแพ็กเกจ Shopify ทุกแผน ราคาเริ่มต้น ประมาณ 1,250 บาท/เดือน |
ไม่ (ทดลองใช้ฟรี 3 วัน) |
|
Jasper |
ปานกลาง |
คอนเทนต์ SEO คำอธิบายสินค้าและโฆษณา คอนเทนต์โซเชียล อีเมลการตลาด |
Google Workspace, Slack, API เชื่อม Shopify ผ่าน Zapier หรือ Make |
เริ่มต้นประมาณ 2,200 บาท/เดือน |
ไม่ (ทดลองใช้ฟรี 7 วัน) |
|
Pictory |
ง่าย |
สร้างวิดีโอสินค้า จากหน้าสินค้าหรือสคริปต์ วิดีโอเดโมหรือวิดีโอสอนใช้งาน โฆษณาวิดีโอ |
ส่งออกไปยังแพลตฟอร์มโซเชียล และหน้า Product บน Shopify |
เริ่มต้นประมาณ 800 บาท/เดือน |
ไม่ (ทดลองใช้ฟรี 14 วัน) |
เครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ
ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ เช่น ธุรกรรมการขาย ทราฟฟิกเว็บไซต์ และการโต้ตอบของลูกค้า สามารถนำมาใช้สร้างอินไซต์เชิงลึกเพื่อเพิ่มอัตรา Conversion และความสามารถในการทำกำไรได้ ตัวอย่างเช่น การดูว่าสินค้าใดขายดีที่สุดจากข้อมูลยอดขาย หรือหาจุดที่ลูกค้าหลุดออกจากเว็บไซต์จากพฤติกรรมการใช้งาน แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นไปปรับปรุงกลยุทธ์ต่อทันที
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์เหล่านี้จะช่วยคุณวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซและดึงอินไซต์สำคัญออกมา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของร้านค้า
Shopify Analytics และ Reporting Dashboards
Shopify Analytics ช่วยให้คุณเห็นข้อมูลประสิทธิภาพของร้าน Shopify แบบเรียลไทม์ รวมถึงกิจกรรมล่าสุดทั้งหมด คุณสามารถติดตามตัวชี้วัดสำคัญได้จากแดชบอร์ดที่ปรับแต่งได้ใน Shopify Admin ไม่ว่าจะเป็นยอดขายรวม อัตราคอนเวอร์ชัน แหล่งที่มาของทราฟฟิกเว็บไซต์ ยอดขายแยกตามชื่อสินค้า จำนวนผู้เข้าชมและยอดขายรวมแยกตามอุปกรณ์
ที่มา: Shopify
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและรูปแบบการขาย จากข้อมูลที่ได้ คุณสามารถปรับการจัดวางสินค้า กลยุทธ์การตลาด และการตั้งราคา เพื่อเพิ่มอัตราการแปลงเป็นยอดขาย ยอดขายรวม และมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อออเดอร์ (AOV)
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นว่ามีผู้เข้าชมจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเข้ามาที่หน้าสินค้าหรือหน้าหมวดหมู่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณสามารถลองทำโฆษณารีทาร์เก็ตติ้งแบบเจาะพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมเหล่านั้นให้กลายเป็นลูกค้าได้
ราคา: Shopify Analytics ใช้งานได้ฟรีกับทุกแพ็กเกจ Shopify (ยกเว้นแพ็กเกจ Starter ซึ่งมีรายงานแบบจำกัด) แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์รายงานขั้นสูง จำเป็นต้องใช้แพ็กเกจระดับสูงอย่าง Shopify Advanced หรือ Shopify Plus
ข้อดี: ผสานอยู่ในแพลตฟอร์ม Shopify โดยตรง แดชบอร์ดศูนย์กลางสำหรับดูข้อมูลยอดขายและผู้เข้าชมจากทุกช่องทางการขาย รองรับการเชื่อมต่อกับเครื่องมือวิเคราะห์ของบุคคลที่สาม เช่น Google Analytics เพื่อเจาะลึกข้อมูลมากขึ้น
ข้อเสีย: รายงานขั้นสูงต้องใช้แพ็กเกจระดับสูง การปรับแต่งรายงานด้วย ShopifyQL หรือผ่านแผงตั้งค่าอาจต้องมีความรู้ด้านเทคนิค
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- ล็อกอินเข้า Shopify admin แล้วไปที่เมนู Analytics
- ตรวจสอบ Analytics dashboard เพื่อดูข้อมูลยอดขาย ออเดอร์ และผู้เข้าชมที่สำคัญ
- หากต้องการดูรายงานแบบละเอียด ให้ไปที่ Analytics > Reports
- คุณสามารถเลือกช่วงวันที่ของรายงานได้ด้วยการเพิ่มหรือลบตัวกรอง และถ้าใช้ Shopify Advanced หรือ Plus จะสามารถสร้างรายงานและแดชบอร์ดแบบกำหนดเองได้
Google Looker Studio: แดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลแบบภาพ
Google Looker Studio (เดิมคือ Google Data Studio) เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยแปลงข้อมูลดิบให้กลายเป็นแดชบอร์ดและรายงานแบบอินเทอร์แอคทีฟ ช่วยให้คุณติดตามยอดขาย ทราฟฟิกเว็บไซต์ พฤติกรรมลูกค้า และผลตอบแทนจากแคมเปญการตลาด (ROI) ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย
ที่มา: Looker Studio
เครื่องมือนี้สามารถดึงข้อมูลจาก Google Analytics, Google Ads, BigQuery รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง Facebook Ads และ Shopify แล้วนำมาแสดงผลในรูปแบบแดชบอร์ดได้
ราคา: Looker Studio เวอร์ชันพื้นฐานใช้งานได้ฟรีเมื่อมีบัญชี Google ส่วนเวอร์ชันแบบเสียเงิน Looker Studio Pro มีค่าใช้จ่ายประมาณ 290 บาทต่อผู้ใช้ ต่อโปรเจกต์ ต่อเดือน มาพร้อมฟีเจอร์ด้านการจัดการและการซัพพอร์ตขั้นสูง
ข้อดี: เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของ Google ได้ง่าย เช่น Google Analytics, Google Ads, Google Workspace ใช้งานง่ายด้วยระบบลากและวาง เพื่อสร้างรายงานและแดชบอร์ดแบบกำหนดเอง มีเทมเพลตสำเร็จรูปสำหรับกรณีใช้งานหลากหลาย
ข้อเสีย: ความสามารถด้านการวิเคราะห์เชิงลึกยังจำกัด เมื่อเทียบกับระบบ business intelligence ขั้นสูง บางครั้งอาจพบปัญหาการโหลดช้าหรือความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
วิธีเริ่มต้นใช้งาน
- ลงชื่อเข้าใช้ Looker Studio ด้วยบัญชี Google
- เชื่อมต่อแหล่งข้อมูล เช่น Google Analytics, Google Ads หรือแอปภายนอก
- เลือกใช้เทมเพลตจากแกลเลอรี หรือสร้างรายงานใหม่ด้วยตัวเอง
- แชร์หรือฝังแดชบอร์ด หรืออัปเกรดเป็น Pro เพื่อใช้งานฟีเจอร์ทีมขั้นสูง
นี่คือการเปรียบเทียบอย่างรวดเร็วของเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูล AI ที่แสดงรายการข้างต้น
|
เครื่องมือ |
ใช้งานง่าย |
กรณีใช้งานด้านอีคอมเมิร์ซ |
ตัวเลือกการเชื่อมต่อ |
ราคา |
แพ็กเกจฟรี |
|---|---|---|---|---|---|
|
Shopify Analytics |
ง่าย |
ติดตามยอดขาย วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ดูประสิทธิภาพการขายตามสินค้าและหมวดหมู่ วิเคราะห์ทราฟฟิกเว็บไซต์ และการจัดการออเดอร์ |
ดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายในและภายนอกทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับร้าน Shopify ของคุณผ่าน API หรือ app store |
รวมอยู่ในการสมัครสมาชิก Shopify |
ใช่ |
|
Google Looker Studio |
ปานกลาง |
ติดตามตัวชี้วัดอีคอมเมิร์ซหลัก เช่น รายได้ อัตราคอนเวอร์ชัน AOV รายงานยอดขายรายสัปดาห์ และ ROI ของแคมเปญการตลาด |
เชื่อมต่อกับเครื่องมือของ Google ได้ง่าย เช่น Analytics, Ads, BigQuery, Search Console และอื่นๆ รวมถึง Shopify ผ่านตัวเชื่อมต่อของบุคคลที่สามอย่าง Porter Metrics หรือ Supermetrics |
ฟรีด้วยบัญชี Google |
ใช่ |
วิธีเลือกเครื่องมือ AI ที่เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ของคุณ
ใช้กรอบคิดง่ายๆ นี้เพื่อเลือกเครื่องมือ AI ให้เหมาะกับขนาดร้านค้าอีคอมเมิร์ซ เป้าหมายทางธุรกิจ เทคสแตกที่ใช้อยู่ และงบประมาณของคุณ
ประเมินความต้องการของธุรกิจ
เริ่มจากการระบุว่าส่วนใดของการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซจะได้ประโยชน์จากระบบอัตโนมัติมากที่สุด ลองคิดถึงงานที่กินเวลา เช่น การติดตามสต็อกด้วยมือ การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการตอบคำถามลูกค้าที่พบบ่อย ซึ่งถ้าทำให้เป็นอัตโนมัติได้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างชัดเจน
จากนั้นพิจารณาด้วยว่าระบบอัตโนมัติเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจของคุณหรือไม่ เช่น จะช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชัน ลดการทิ้งตะกร้า หรือทำให้การจัดส่งคำสั่งซื้อเร็วขึ้นหรือเปล่า วิธีนี้จะช่วยให้คุณลงทุนกับเครื่องมือที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
ตรวจสอบการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
เลือกเครื่องมือ AI ที่เชื่อมต่อกับเวิร์กโฟลว์อีคอมเมิร์ซที่คุณใช้อยู่ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นร้านบน Shopify ควรเลือกเครื่องมือที่เชื่อมต่อกับร้าน Shopify ได้โดยตรง หรือรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Shopify API Shopify App Store หรือ Zapier
นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเครื่องมือ AI สามารถซิงก์ข้อมูลยอดขาย ลูกค้า และสต็อกสินค้าได้ดีเพียงใด รวมถึงทำงานร่วมกับเครื่องมือที่คุณใช้อยู่แล้ว เช่น CRM ระบบอีเมลมาร์เก็ตติ้ง และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล การทำเช่นนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาข้อมูลแยกส่วนและการใช้ทรัพยากรอย่างสูญเปล่า
คำนวณ ROI โดยประมาณจากการลงทุนใน AI
ขั้นสุดท้ายคือการประเมินคุณค่าทางธุรกิจที่เครื่องมือ AI มอบให้ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา การเพิ่มยอดขาย หรือการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า คุณสามารถคำนวณ ROI ได้ด้วยสูตรง่ายๆ
ROI = (รายได้ที่เพิ่มขึ้น − ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ) ÷ ค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ × 100
ตัวอย่างเช่น แชตบอท AI มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16000 บาท และช่วยลดต้นทุนงานซัพพอร์ตได้ 2000 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 64000 บาท ในกรณีนี้ ROI จะอยู่ที่ 300% โดยประมาณ
อย่าลืมพิจารณาทั้งรายได้ทางตรง เช่น ยอดขาย คอนเวอร์ชัน หรือ AOV ที่เพิ่มขึ้น และผลประหยัดทางอ้อม เช่น ค่าโฆษณาที่ลดลง หรือจำนวนการทิ้งตะกร้าที่น้อยลง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณลงทุนกับเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของร้านค้า
เคล็ดลับ: เริ่มจากเครื่องมือที่มีให้ทดลองใช้งานฟรี เพื่อวัดผลลัพธ์ก่อนขยายการใช้งานจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์
AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไรบ้าง
ธุรกิจสามารถนำ AI มาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบอัตโนมัติเพื่อลดเวลาที่ต้องใช้กับงานซ้ำๆ การใช้แชตบอท AI การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาด และอีกมากมาย
ฉันจะใช้ AI เพื่อขยายธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร
ถ้าใช้อย่างมีกลยุทธ์ AI สามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้จริง การทำงานซ้ำๆ อย่างการกรอกข้อมูลหรือจัดการใบแจ้งหนี้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่ต้องใช้ทักษะสูง ธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบจำกัดสามารถใช้เครื่องมือ CRM ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสื่อสารกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นอีเมลอัตโนมัติหรือแชตบอทบริการลูกค้า นอกจากนี้ยังสามารถใช้ AI สร้างคอนเทนต์เว็บไซต์และข้อความทางการตลาดอื่นๆ ได้ เช่น โพสต์โซเชียลมีเดียและบทความบล็อก
เครื่องมือ AI ตัวไหนดีที่สุดสำหรับเขียนแผนธุรกิจ
มีโปรแกรม AI หลายตัวที่โฆษณาว่าสามารถสร้างแผนธุรกิจได้ เครื่องมือบางตัว เช่น Upmetrics โฟกัสเฉพาะการสร้างแผนธุรกิจโดยตรง ส่วนบางตัวเป็นเครื่องมือเขียนด้วย AI ที่ช่วยจัดเรียงเนื้อหาให้ชัดเจนและเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ควรจำไว้ว่า AI เป็นตัวช่วยในการทำงานให้เร็วและเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่ตัวทดแทนความเชี่ยวชาญและการวิจัยตลาด
AI ตัวไหนดีที่สุดสำหรับธุรกิจ
เครื่องมือ AI ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของธุรกิจคุณ ตัวอย่างเช่น Shopify Magic เหมาะมากถ้าคุณต้องการสร้างคำอธิบายสินค้า หรือภาพสินค้า แต่ถ้าคุณต้องการเขียนคอนเทนต์ยาวๆ เช่น บทความหรือไกด์ Jasper และ Claude จะตอบโจทย์มากกว่า ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณต้องการทำระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติผ่านแชตบอท Chatfuel และ Botpress ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะ
ChatGPT ยังเป็น AI ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจอยู่ไหม
ChatGPT ยังเป็นผู้ช่วย AI ที่ได้รับความนิยมและใช้งานได้หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการระดมไอเดีย การสร้างคอนเทนต์ และการตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเฉพาะทางอย่าง Jasper Shopify Magic และ Claude มีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยตรงมากกว่า เช่น การเรียนรู้โทนแบรนด์ การเชื่อมต่อในแพลตฟอร์ม และการเขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าโดยเฉพาะ
โปรแกรม Generative AI 5 อันดับแรกสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอะไรบ้าง
โปรแกรม Generative AI ที่ได้รับความนิยมสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ได้แก่
- Shopify Magic เหมาะสำหรับคำอธิบายสินค้าและอีเมล
- Jasper สร้างคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบตามโทนแบรนด์
- Claude เด่นด้านการเขียนเนื้อหายาวและการวางแผนธุรกิจ
- Pictory แปลงบทความหรือสคริปต์ให้เป็นวิดีโอ
- ChatGPT ผู้ช่วยอเนกประสงค์สำหรับการรีเสิร์ช ระดมไอเดีย เขียน และเขียนโค้ด
โปรแกรม AI ทำร้านออนไลน์ที่เหมาะกับธุรกิจมีอะไรบ้าง
ตัวอย่างโปรแกรม AI ที่เหมาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ได้แก่
- ด้านประสิทธิภาพการทำงาน: Notion Claude Otter
- ด้านการตลาด: HubSpot Buffer Jasper
- ด้านบริการลูกค้า: Botpress Kustomer
- ด้านงานครีเอทีฟ: Shopify Magic Pictory Jasper
- ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล: Shopify Analytics Google Looker Studio


