หากกำลังสนใจธุรกิจ B2B ก็ถือว่าเป็นความสนใจที่มีเหตุผล เพราะการจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้กับธุรกิจอื่นย่อมหมายถึงออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าและถี่กว่าการขายให้กับผู้บริโภครายบุคคล ทำให้กำไรที่ได้ก็สูงกว่าตาม และด้วยการประมาณการว่า 75% ของยอดขาย B2B เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ โอกาสในการเติบโตจึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง นับได้ว่าเป็นชพื้นที่ที่น่าตื่นเต้นมาก
ผู้ประกอบการอาจกำลังพิจารณาขยายธุรกิจไปสู่การซื้อขายแบบ B2B หรือบางทีธุรกิจอาจก้าวกระโดดไปเรียบร้อยแต่กลับพบอุปสรรค ซึ่งภูมิทัศน์ธุรกิจนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เรามักติดตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับ B2B อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังจะชอบเรียนรู้จากแบรนด์ที่ใช้ Shopify เพื่อรับมือกับความท้าทายในโลกของอีคอมเมิร์ซ B2B และบรรลุผลลัพธ์ที่อยากบอกต่อให้โลกรู้ด้วย
บล็อกนี้จึงจะรวบรวมเรื่องราวความสำเร็จมาให้ 10 เรื่อง ทั้งแบรนด์อายุ 100 ปีที่มีโมเดลธุรกิจสมัยใหม่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้บุกเบิก DTC ดิจิทัลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ก้าวไปสู่การเชี่ยวชาญ B2B
มาสำรวจเส้นทางของธุรกิจเหล่านี้อย่างใกล้ชิดไปด้วยกัน
ตัวอย่างธุรกิจ B2B แบรนด์เด่นและเรื่องราวความสำเร็จบน Shopify
ไม่นานมานี้เราเคยทำยอดขาย B2B ด้วยการคุยโทรศัพท์พร้อมไปกับการพิมพ์คีย์บอร์ด แต่อีคอมเมิร์ซ B2B ก็เป็นพื้นที่ที่ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันผู้นำธุรกิจก็มีเครื่องมือที่น่าตื่นเต้นมากมายให้ใช้งาน
นี่คือ 10 เรื่องราวที่โดดเด่นของแบรนด์ที่ผลักดันความพยายาม B2B ไปสู่อนาคตด้วยฟีเจอร์ที่ Shopify มีให้
1. Filtrous
ตั้งแต่ David Yadzi เริ่มก่อตั้ง Filtrous จากในโรงรถ บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ก็ได้เติบโตกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ระดับโลก แต่ด้วยแพลตฟอร์ม B2B ที่ทางบริษัทใช้งานอย่าง BigCommerce กลับกลายเป็นว่า Filtrous ขาดความยืดหยุ่นที่จำเป็นในการควบคุมเว็บไซต์อย่างเต็มที่ ทำให้การเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ทำได้ยาก การจัดการประสบการณ์ลูกค้าใช้เวลานาน และบ่อยครั้งที่ผู้ซื้อที่ไม่พอใจต้องหันมาสั่งซื้อผ่านฝ่ายบริการลูกค้า ทำให้การดำเนินงานยิ่งช้าลง
จากนั้น Shopify ก็เข้ามามีบทบาทเมื่อ Filtrous ย้ายมาใช้บริการ B2B บน Shopify และใช้ประโยชน์จากประสบการณ์การซื้อชั้นนำของเรา ทำให้ภายในระยะเวลาเพียง 63 วัน ก็สามารถเปิดตัวหน้าร้านขายส่งได้สำเร็จ ด้วยอินเทอร์เฟซที่คล่องตัวและเป็นมิตรกับลูกค้าหลังจากย้ายมา Shopify แล้ว Filtrous ได้รับอัตราคอนเวอร์สชันออร์แกนิกที่พุ่งขึ้นถึง 27% และเมื่อหน้าร้านใหม่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทีมบริการลูกค้าของ Filtrous ก็สามารถประหยัดเวลาการทำงานแบบแมนนวลไปได้ถึงอีกประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และอีกประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับทีมขาย
2. DAISO
ร้านค้าปลีกอเนกประสงค์ญี่ปุ่น DAISO ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดด้วยการสร้างเว็บไซต์โดยเฉพาะสำหรับออเดอร์ B2B ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามทางบริษัทยังคงต้องการโซลูชันสำหรับการสั่งซื้อ B2B ขนาดเล็ก และเผชิญปัญหาการบูรณาการอันเนื่องมาจากปริมาณออเดอร์ที่สูง
ในที่สุดแบรนด์จึงตัดสินใจเปิดตัว DAISO Online Shop เพื่อรองรับออเดอร์ B2B ที่มีปริมาณน้อยกว่าและเบาบางกว่า โดย DAISO ปรับปรุงการซิงค์ข้อมูลกับสต๊อกสินค้าของร้านค้าจริงอย่างมีนัยสำคัญและขยายฟังก์ชันการทำงานโดยขับเคลื่อนด้วย Shopify Plus ซึ่งก็ส่งผลให้แค็ตตาล็อกสินค้าขนาดใหญ่ของ DAISO ที่มี SKU ถึง 76,000 รายการอยู่แทบปลายนิ้วของผู้ซื้อได้ในทันที
เมื่อพิจารณาทิศทางในอนาคต DAISO ก็วางแผนที่จะผสานการช้อปปิ้งในร้านและออนไลน์ด้วยการเสนอตัวเลือกซื้อออนไลน์รับที่ร้าน (Buy Online, Pick Up in-store หรือ BOPIS) และรวมแพลตฟอร์ม B2B กับ B2C เข้าด้วยกัน ซึ่งก็ได้ริเริ่มการใช้งานการคำนวณค่าจัดส่งอัตโนมัติโดยใช้เครื่องมือ Shopify Plus Script Editor แล้ว
3. Who Gives A Crap
แบรนด์ออสเตรเลีย Who Gives A Crap ที่ถูกก่อตั้งในปี 2012 ปรับโฉมตลาดกระดาษชำระด้วยการเพิ่มองค์ประกอบการกุศล นั่นคือทางบริษัทจะบริจาคกำไรกว่า 50% เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขาภิบาลในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งธุรกิจก็ได้รับความนิยม แต่ความท้าทายใหม่ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อ Who Gives A Crap ต้องการขยายไปสู่ตลาดขายส่ง แต่ช่องทางออนไลน์กำลังรับภาระหนักจากยอดขายลูกค้าด้วยเครื่องมือที่ทำให้กระบวนการเป็นอัตโนมัติและเครื่องมือการปรับแต่งมีจำกัด
Who Gives A Crap จึงร่วมมือกับ Shopify ในปัจจุบัน เมื่อบริษัทสามารถการเข้าถึงฟีเจอร์ expansion store ก็ทำให้สร้างร้านค้าออนไลน์ที่ปรับแต่งเฉพาะสำหรับตลาดใหม่ที่ต้องการเข้าไปได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และอื่น ๆ โดยร้านค้าทั้งหมดใช้ Shopify admin เดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการบริหารช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั้งหมดจากแหล่งข้อมูลเดียว ในขณะเดียวกันตัวแบรนด์ก็ยังจะสามารถจัดการกับความต้องการที่พุ่งสูงได้สำเร็จด้วย เช่น การซื้อตุนในช่วง COVID-19 โดยใช้การคำนวณการวางแผนสต๊อกสินค้าอัตโนมัติของ Shopify Flow
ดังนี้เอง การใช้งาน Shopify ของ Who Gives A Crap จึงทำให้มีอัตราคอนเวอร์สชันเพิ่มขึ้นถึง 15% แบบปีต่อปี (year-over-year หรือ YoY) และมูลค่าตลอดอายุการเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 20% ด้วย
4. TileCloud
เพียงไม่กี่ปีหลังเปิดตัว TileCloud มีรายได้เกิน 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 36 ล้านบาท) เพื่อรักษาทิศทางการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ธุรกิจบ้านและสวนสัญชาติออสเตรเลียจึงกระโดดมาใช้ Shopify ในปี 2020
TileCloud เริ่มใช้งานชุดฟีเจอร์ B2B ของ Shopify โดยใช้งาน Shopify Functions เพื่อปรับแต่งกระบวนการชำระเงิน ทำให้สามารถใช้งานส่วนลดหลายรายการได้โดยอัตโนมัติ ทั้งยังใช้ Shopify Plus เพื่อดูรายงานกิจกรรมแบบกำหนดเองเพื่อมองเห็นข้อมูลลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย
โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า เมื่อ TileCloud ขยายฐานลูกค้า B2B ได้กว่า 24% และตัวชี้วัดสำคัญอย่างมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยและอัตราคอนเวอร์สชันพุ่งสูงขึ้น และในปัจจุบัน ด้วยหน้าร้านออนไลน์ที่รองรับลูกค้า B2B TileCloud ก็สามารถดูแลผู้ซื้อมูลค่าสูงด้วยราคาเฉพาะตัว ข้อความที่ตรงเป้าหมาย และโปรโมชันพิเศษต่าง ๆ
5. The Somewhere Co.
The Somewhere Co. มองหาโซลูชัน B2B ที่จะเข้ากันได้ดีกับสไตล์และฟังก์ชันการทำงานของเว็บไซต์ DTC ของแบรนด์ เนื่องจากเว็บไซต์ B2B เก่าของแบรนด์จากออสเตรเลียสำหรับคนเดินทางนี้ทั้งล้าสมัยและใช้งานยาก การตอบสนองความต้องการของผู้ค้าส่งจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะเมื่อมีแผนการเพิ่มสต๊อกสินค้าอย่างมีนัยสำคัญมาเพิ่มความท้าทาย
ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน The Somewhere Co. ก็ย้ายมา Shopify และปรับปรุงการดำเนินงาน B2B อย่างรวดเร็ว โดยฟังก์ชัน quick-add ที่มีเฉพาะใน Shopify Plus ทำให้ผู้จัดจำหน่ายเพิ่มสินค้าหลักลงในตะกร้าได้ง่ายกว่าที่เคย ในขณะที่เว็บไซต์ B2B เองก็ดูดีขึ้นมาก เมื่อผู้ค้าส่งสามารถเลื่อนเมาส์ไปที่สินค้าและดูคำอธิบาย ราคาขายส่ง และราคาขายปลีกแนะนำได้ นอกจากนี้ The Somewhere Co. ยังบูรณาการแอปอย่าง Klaviyo เพื่อให้ลูกค้า B2B ใหม่ ๆ ถูกเพิ่มเข้าเมลลิสต์โดยอัตโนมัติด้วย
ในระหว่างการเปิดตัวคอลเลกชันที่มีแค็ตตาล็อกเพิ่มขึ้นถึง 50% ทีม Somewhere Co. กลับใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีในการเปิดตัว SKU ใหม่กว่า 220 รายการ ซึ่งก่อนจะใช้งาน Shopify การเปิดตัวนี้อาจใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง เห็นได้ชัดว่าทีมขายส่งของพวกเขามีอิสระในการมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเมื่อรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
6. SodaStream
ตั้งแต่ปี 1903 SodaStream ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนน้ำประปาเป็นเครื่องดื่มอัดลม แต่เมื่อ SodaStream เริ่มโครงการ B2B ขนาดใหญ่ โซลูชันอีคอมเมิร์ซเก่าของกลับไม่เพียงพออีกต่อไป สินทรัพย์และโซลูชันบางส่วนของ SodaStream อยู่ใน AdobeCommerce ในขณะที่บางส่วนอาศัยโซลูชันตามเครื่อง ซึ่งขัดกันกับความต้องการความคล่องตัวที่มีมากขึ้นและการปรับตัวให้เข้ากับตลาดและกลุ่มประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปของแบรนด์ นั่นจึงเป็นโอกาสให้ Shopify ได้เข้ามาช่วยเหลือ
SodaStream ร่วมมือกับ Shopify สำหรับหน้าศักราช B2B ใหม่และปรับปรุงกระบวนการสำหรับร้านค้าปลีกขนาดเล็กในทันที เว็บไซต์ที่ทันสมัยทำให้การจัดการข้อมูลลูกค้าทำได้ดีขึ้นและให้บริการทั้งตลาด B2B และผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ Shopify ยังจะช่วยให้บริษัทขยายไปยังต่างประเทศด้วย โดยภายใน 4 ปี SodaStream ขยายไปเป็นเว็บไซต์ 16 แห่งใน 15 ประเทศ
7. DARCHE
DARCHE เป็นผู้นำในตลาดกิจกรรมกลางแจ้งและแคมป์ปิ้งของออสเตรเลียตั้งแต่ปี 1991 โดยทางแบรนด์สร้างฐานในฐานะผู้ค้าส่งผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างกันสาดรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เต็นท์ และเฟอร์นิเจอร์แคมป์ปิ้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป DARCHE กลับต้องเผชิญกับความจริงที่ยากลำบากสำหรับบริษัทขายส่ง เมื่อเว็บไซต์ B2B ที่มีกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการเป็นอย่างมาก
แทนที่จะสู้ต่อด้วยฟังก์ชันการค้นหาที่อ่อนแอ หน้าเว็บที่โหลดช้า และการทำงานที่แย่จนต้องประมวลผลคำสั่งซื้อ B2B ส่วนใหญ่แบบแมนนวล DARCHE กลับเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ Shopify ใหม่ในปี 2023
DARCHE ปรับปรุงอย่างรวดเร็วโดยใช้ประโยชน์จากโปรไฟล์บริษัท แค็ตตาล็อกเฉพาะตัว รายการราคาเฉพาะบุคคล และกระบวนการซื้อแบบบริการตนเอง โดยการมองเห็นสต๊อกแบบเรียลไทม์ช่วยให้ทั้ง DARCHE และลูกค้าติดตามสต๊อกสินค้าได้ การสั่งซื้อกลายเป็นเรื่องง่าย และท้ายสุดก็ทำให้ DARCHE มียอดขายมูลค่าเกินกว่า 12 เดือนภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน รวมถึงรายงานการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 59% แบบ YoY
8. Brooklinen
Brooklinen ถูกก่อตั้งในปี 2014 และประสบความสำเร็จทันทีในการจำหน่ายผ้าปูที่นอนคุณภาพสูงให้กับผู้ซื้อดิจิทัล โดยตลอดมา Brooklinen มีการทำยอดขาย B2B เป็นครั้งคราวอยู่เสมอ แต่ยิ่งเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นและแบรนด์พยายามจะขยายตัวในอุตสาหกรรมการบริการ ทางบริษัทก็ตระหนักได้ว่าการจัดการยอดขายจำนวนมากทางโทรศัพท์อย่างไรเสียก็ไม่ยั่งยืน
Shopify จึงช่วย Brooklinen สร้างร้านค้าที่สองสำหรับ B2B โดยเฉพาะ โดยมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันกับเว็บไซต์ DTC และใช้งาน admin เดียวกัน ทำให้ในขณะนี้ Brooklinen สามารถมอบประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นและใช้งานง่ายสำหรับลูกค้า B2B แต่ละราย เช่น สามารถส่งอีเมลสั่งซื้อซ้ำอัตโนมัติตามระยะเวลาเฉลี่ยระหว่างออเดอร์ของผู้ซื้อแต่ละราย
ด้วยการให้ผู้ซื้อได้บริการตนเอง Brooklinen สามารถใช้เวลา 80% ไปกับการทำงานกับลูกค้า และด้วยการทำงานหลังบ้านให้เป็นอัตโนมัติ Brooklinen ก็จะมีเวลามากขึ้นในการสร้างโครงการ B2B ใหม่
9. Beard & Blade
ก่อนที่จะกลายเป็นบริษัทมีดโกนมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ที่มีฐานที่มั่นทั่วโลก Beard & Blade มักมีปัญหากับการจัดการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซและขายส่งแยกกัน ซึ่งทั้งสองก็ไม่ได้ทำงานได้ดีเท่าไหร่ด้วย
การใช้งาน Shopify จึงจะมอบเครื่องมือให้ Beard & Blade ในการซิงค์ DTC ไปกับธุรกิจขายส่งของทางแบรนด์รวมถึงธุรกิจในด้านอื่น ๆ ทำให้ในขณะนี้บริษัทสามารถดูแลผู้ซื้อปริมาณสูงด้วยการเสนอหน้าร้านที่ป้องกันด้วยรหัสผ่านเฉพาะบุคคลพร้อมความสามารถในการปรับแต่งสินค้า ราคา และปริมาณออเดอร์ ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้ซื้อสามารถเข้าสู่ระบบและติดตามออเดอร์ได้โดยง่าย
Beard & Blade เพิ่มยอดขายปลีกแบบ YoY ได้ถึง 35% นับตั้งแต่ย้ายมา แต่ความสำเร็จ B2B ของพวกเขากลับน่าประทับใจยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นรายได้ขายส่งที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่เปลี่ยนแพลตฟอร์ม หรือมูลค่าออเดอร์ขายส่งเฉลี่ย ($296 หรือราว 8,900 บาท) ที่สูงกว่ามูลค่าออเดอร์เฉลี่ยปลีก ($49 หรือราว 1500 บาท) ถึง 5 เท่า
10. AMR & Beauty
AMR Hair & Beauty เริ่มต้นด้วยการใช้ WordPress และ WooCommerce ที่ไม่มั่นคงในการจัดการยอดขาย ส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย เช่น หน้าเว็บโหลดช้าและขัดข้องบ่อยครั้งในช่วงยอดขายสูงสุด ทำให้ลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้า B2B ต้องการตัวเลือกการค้นหาและกรองที่ดีกว่าสำหรับสินค้ากว่า 6,000 รายการของแบรนด์ ในขณะที่ตัว AMR Hair & Beauty เองก็มองหาการวิเคราะห์ที่ดีกว่าเพื่อระบุจุดที่ทำให้ลูกค้าละทิ้งตะกร้าด้วย
บริษัทจึงเปลี่ยนมาใช้ Shopify ในเดือนกันยายน ปี 2023 ซึ่งประสิทธิภาพเว็บไซต์ก็ดีขึ้นอย่างมาก ความเร็วเว็บไซต์และระยะเวลาเซสชันก็พุ่งขึ้นทันที เนื่องจากเมื่อผู้ซื้อรู้ว่าเว็บไซต์ไม่ขัดข้องก็มักจะอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ได้นานขึ้นและซื้อสินค้ามากขึ้น และด้วยฟังก์ชัน B2B ที่ดีขึ้น ผู้ซื้อขายส่งยังจะสามารถกรองตัวเลือกและกำหนดเป้าหมายสิ่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำด้วย
ผลลัพธ์คือมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย B2B เพิ่มขึ้นถึง 77% ในขณะที่อัตราคอนเวอร์สชันเติบโตขึ้นกว่าอีก 93% แบบ YoY นอกจากนี้ยังจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า ซึ่งโดยมากก็สืบเนื่องจากความเร็วที่ Shopify สร้างให้สำหรับเว็บไซต์ของพวกเขา (ความเร็วการโหลดหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า)
ลักษณะสำคัญของธุรกิจ B2B ที่ประสบความสำเร็จ
เรื่องราวความสำเร็จที่ได้กล่าวถึงไปหลากหลายเรื่องมีหลายปัจจัยที่เหมือนกัน จึงจะพามาสำรวจต่อไปว่าผู้นำอีคอมเมิร์ซใน B2B ใช้เครื่องมือปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของพวกเขาอย่างไร และจะสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้อย่างไร
1. สร้างประสบการณ์ B2B ออนไลน์เฉพาะทาง
ลูกค้าขายส่งและลูกค้าธุรกิจควรสามารถเรียกดูเว็บสตอร์และค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายเท่ากับการสำรวจบนเว็บไซต์ DTC โปรดของพวกเขา ผู้ประกอบการจึงควรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน B2B โดยคำนึงถึงปัจจัยนี้ รวมถึงควรดึงดูดผู้ซื้อจำนวนมากด้วยแค็ตตาล็อกเฉพาะบุคคล รายการราคา และเงื่อนไขการชำระเงินด้วย ซึ่งก็มีวิธีในการกำหนดค่าที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจและลูกค้าอยู่หลายวิธี
ตัวอย่างเช่น En Gold ใช้ Shopify B2B สร้างร้านค้าแบบผสมผสานที่รองรับทั้ง DTC และ B2B ด้วยเนื้อหาที่ปรับแต่งเฉพาะตัว ในขณะที่ al.ive body สร้างร้านค้า B2B เพื่อเจาะจงไปที่ลูกค้าขายส่ง และหลังจากพบความยากลำบากในการจัดการ B2B ด้วยร้านค้าและสต๊อกสินค้าแยกจากแพลตฟอร์มก่อนหน้า Beard & Blade ก็รวบรวมทุกอย่างไว้บน Shopify ได้สำเร็จ
2. ปรับปรุงและดิจิทัลไลซ์กระบวนการสั่งซื้อ
ลูกค้า B2B ต้องการบริการตนเองตามสะดวก ในขณะที่ทีมขายและบริการลูกค้าเองก็ไม่ต้องการใช้เวลาทั้งหมดในการรับคำสั่งซื้อทางโทรศัพท์ การแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ที่สุดจึงจะเป็นระบบสั่งซื้อออนไลน์ที่ราบรื่นและใช้งานง่าย
ตัวอย่างคือ Brooklinen ที่รับออเดอร์ B2B มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อธุรกิจ DTC พุ่งสูงขึ้น แต่ก็รับรู้ได้ในไม่ช้าว่าการรับออเดอร์จำนวนมากทางโทรศัพท์กินเวลาทุกคนและจำกัดขนาดของธุรกิจลงไปเป็นอย่างมาก เว็บสตอร์ B2B ใหม่จึงเหมาะสมยิ่งขึ้น เมื่อผู้ซื้อบริการตนเอง และพนักงานที่มีหลุดพ้นจากหน้าที่การบริการ ทำให้มีทรัพยากรมากพอมาจัดการโครงการใหม่ ในทำนองเดียวกันนี้ DARCHE เองก็เลิกใช้การประมวลผลด้วยตนเองที่ใช้งานยากเมื่อเปิดตัวร้านค้าออนไลน์ใหม่ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นทันที
3. รวมดำเนินงาน DTC และ B2B เข้าด้วยกัน
แบรนด์มักเป็นที่กล่าวขานถึงเสมอเมื่อยกระดับเกมด้วยการรวมกระบวนการขาย DTC และ B2B เข้าในแพลตฟอร์มเดียว (หรือใช้ระบบหลังบ้านแบบรวม) ซึ่งก็สมเหตุสมผลมากเมื่อคำนึงได้ว่าการควบรวมนี้จะปรับปรุงการดำเนินงาน ช่วยให้จัดการสต๊อกสินค้าข้ามช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความซับซ้อนและต้นทุนที่มาพร้อมกับการจัดการระบบที่แยกกันลง
ตัวอย่างเช่น En Gold ที่พบว่าการจัดการทั้ง DTC และ B2B ง่ายขึ้นด้วยร้านค้าแบบผสมผสานบนแพลตฟอร์มเดียวผ่านการใช้งาน Shopify B2B และ al.ive body ที่พบว่าการรวม DTC และการขายส่งเข้าในระบบหลังบ้านเดียวกันผ่าน Shopify ทำให้ประหยัดเวลาได้มาก
4. บรรลุการเติบโตของยอดขายอย่างมีนัยสำคัญในส่วน B2B
เมื่อแบรนด์ B2B ปรับแต่งกระบวนการสั่งซื้อเฉพาะบุคคลและทำให้ผู้ซื้อมีเว็บไซต์ที่ทำงานราบรื่นใช้งาน ก็มักจะเพิ่มยอดขายได้ครั้งใหญ่ เช่น Beard & Blade ที่มีรายได้ขายส่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้งาน Shopify ได้หนึ่งปี เช่นเดียวกับ En Gold ที่เพิ่มยอดขายแบบ YoY ขึ้นถึง 45% และ SodaStream ที่พร้อมบุกเบิกแหล่งรายได้ใหม่หลังจากที่เปลี่ยนกระบวนการต่าง ๆ ให้เป็นแบบดิจิทัล และก้าวเข้าสู่ B2B โดยมุ่งเน้นไปที่ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
5. ปรับปรุงประสบการณ์และความสัมพันธ์กับลูกค้า B2B
ลูกค้า B2B คาดหวังประสบการณ์การช้อปปิ้งที่คล้ายกับการช้อปปิ้งออนไลน์ส่วนตัวมาก ความง่ายในการใช้งานและการปรับแต่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ
แค็ตตาล็อกควรค้นหาได้ง่าย ในขณะที่การชำระเงินควรราบรื่นและปรับได้สำหรับลูกค้าแต่ละราย ผู้ประกอบการจึงควรมองหาแพลตฟอร์ม B2B ที่เก่งในการเก็บข้อมูลลูกค้า เนื่องจากจะให้เครื่องมือในการสร้างคำแนะนำเฉพาะบุคคล จดจำคำสั่งซื้อที่ผ่านมา และเร่งการชำระเงิน เป็นความรู้สึกเป็นส่วนตัวที่ทำให้ผู้ซื้อกลับมาใช้บริการซ้ำ
Brooklinen ใช้ Shopify Plus เพื่อสร้างเว็บสตอร์ B2B ที่สะท้อนร้านค้า DTC ยอดนิยมของตนเอง ด้วยการให้ผู้ซื้อขายส่งบริการตนเองเหมือนกับที่ทำในการช้อปปิ้งส่วนตัว Brooklinen เองจึงก้าวหน้าอย่างมากในอุตสาหกรรมการบริการ
6. ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์แพลตฟอร์มเพื่อการปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพ
แบรนด์ในเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ล้วนใช้ฟีเจอร์อย่าง Shopify Plus, B2B บน Shopify, Checkout Extensibility และ expansion stores รังสรรค์ออกมาเป็นสิ่งพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็น En Gold ที่ใช้ฟีเจอร์ปรับแต่งการชำระเงินเพื่อจัดการความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น การคำนวณค่าจัดส่งตามขนาดออเดอร์ ความสามารถในการปรับแต่งเว็บไซต์โดยอัตโนมัติตามประเภทลูกค้า (ขายส่งหรือปลีก) เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้สำหรับ DARCHE หรือ al.ive body ที่ใช้ Shopify Functions เพื่อปรับปรุงการชำระเงิน ก็ชัดเจนว่าฟีเจอร์เหล่านี้ได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง
หากกำลังมองหาการปรับแต่งเว็บสตอร์เฉพาะสำหรับ B2B อยู่ ก็มีโอกาสสูงที่ Shopify ฟีเจอร์ที่ต้องการรออยู่แล้ว
มาปลดปล่อยศักยภาพ B2B ไปด้วยกัน
Gen Y คือกลุ่มประชากรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่นและทันท่วงที หากกำลังนำหลักการเหล่านี้ไปใช้กับประสบการณ์ B2B แบรนด์ก็นับว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
ตัวอย่างในบล็อกนี้แสดงให้เห็นวิธีที่แบรนด์ชั้นนำใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่าง Shopify เพื่อเข้าถึงผู้ค้าส่ง B2B สมัยใหม่และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
Shopify พร้อมหารือเกี่ยวกับสิ่งที่ฟีเจอร์ B2B สามารถทำเพื่อธุรกิจของคุณได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแบรนด์ B2B
แบรนด์ B2B คืออะไร
B2B คือกิจการที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยตรงให้กับธุรกิจอื่น แบรนด์ B2B แตกต่างจากแบรนด์ DTC ที่ขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคโดยตรง
B2B คืออะไร มีตัวอย่างอย่างไร
B2B (หรือธุรกิจกับธุรกิจ) คือเมื่อธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยตรงให้กับธุรกิจอื่น ตัวอย่างทั่วไปสองอย่างของ B2B คือผู้ผลิตขายให้กับผู้ค้าส่งและผู้ค้าส่งขายให้กับผู้ค้าปลีก
Netflix เป็น B2B หรือ B2C
โมเดลธุรกิจหลักของ Netflix เป็น B2C เนื่องจากขายการสมัครสมาชิกแค็ตตาล็อกสตรีมมิงให้กับผู้บริโภครายบุคคลเป็นหลัก นอกจากนี้ Netflix ยังดำเนินการร้านค้าออนไลน์ B2C ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งขับเคลื่อนโดย Shopify ที่ขายสินค้าเสื้อผ้าและของที่ระลึกให้กับแฟนทีวี/ภาพยนตร์ด้วย
ตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดของ B2B คืออะไร
Shopify เป็นแพลตฟอร์มที่มีความเป็นนวัตกรรม สามารถขยายขนาดได้ดี และทรงพลังที่สุดในโลก เหมาะสำหรับการสร้างแบรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B ซึ่งลูกค้า B2B ของ Shopify ก็ได้ใช้งานกระบวนการชำระเงินที่รวดเร็ว หน้าเว็บไซต์ที่สามารถทำงานได้มากกว่า 99.9% ของเวลาทั้งหมด รวมถึงเครื่องมือมากมายเพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ปรับแต่งได้

