อีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วสำหรับแบรนด์ธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) โดยคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซ B2B ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 นับเป็นการเติบโตที่อัตรา CAGR กว่า 14.5% ตามข้อมูลจาก International Trade Administration
หมายความว่าแบรนด์ที่ขายตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer หรือ DTC) ไม่ใช่กลุ่มธุรกิจเดียวที่พยายามผลักดันการขยายช่องทางการขายเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางออนไลน์อีกต่อไป เพราะแม้แต่ผู้ซื้อในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมก็เริ่มหันมาใช้งานช่องทางดังกล่าวกันมากขึ้น
อย่างไรก็ดีช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้ซื้อกับสิ่งที่ผู้ขายนำเสนอยังคงมีอยู่มาก โดยในรายงาน B2B ที่ Shopify ว่าจ้างให้ทำร่วมกับ B2B Online และ Deloitte Digital นั้น พบว่ามีผู้ขาย B2B เพียง 20% ที่รู้สึกว่าพร้อมสำหรับอนาคต
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัลของธุรกรรม B2B เช่นนี้แล้ว การคงอยู่ในสายตาผู้ซื้อและการเตรียมแบรนด์ให้พร้อมสำหรับธุรกิจ B2B ที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดย B2B Trends ปี 2026 ในบทความนี้จะช่วยให้เหล่าผู้ประกอบการก้าวล้ำหน้าไปกว่าคู่แข่งได้ รวมถึงเพิ่มยอดขายในเดือนต่อ ๆ ไปด้วย
เทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B ที่สำคัญที่สุดในปี 2025–2026 คืออะไร
โอกาสในการเติบโตของยอดขายที่จะได้จากอีคอมเมิร์ซอาจมีมูลค่ามากกว่าต้นทุนที่อาจจำเป็นสำหรับธุรกิจ B2B ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญก็สะท้อนถึงทิศทางนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือจำนวนผู้มีอำนาจตัดสินใจในธุรกิจ B2B ที่เต็มใจใช้จ่ายมากถึง 10 ล้านดอลลาร์หรือมากกว่าในธุรกรรมอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นถึง 83%
โดย B2B Trends เหล่านี้เป็นจริงชัดเจนโดยเฉพาะในจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงในภาคพลังงานและวัสดุระดับโลก (Global Energy and Materials หรือ GEM) โทรคมนาคม สื่อเทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมขั้นสูง
ภาพรวมตลาด พร้อมโอกาสมูลค่า 36 ล้านล้านดอลลาร์
การคาดการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2B จะมีมูลค่าถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 โดยมีอัตรา CAGR 14.5% ซึ่งการขับเคลื่อนยอดขายอีคอมเมิร์ซ B2B ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมหนักอย่างการผลิตขั้นสูง การดูแลสุขภาพ และพลังงานขับเคลื่อนซึ่งมีการเติบโตเร็วกว่าช่องทางการขายแบบดั้งเดิมสำหรับทั้งการขายส่งและขายปลีกอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้อีคอมเมิร์ซโดยรวมยังได้เข้าสู่โหมดการเติบโตช้าอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยอดขาย B2B ออนไลน์ทั่วโลกกลับไม่ได้เป็นไปตามเทรนด์เดียวกัน แต่กลับเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้สัดส่วนรายได้ขององค์กร B2B จากช่องทางดิจิทัลก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยจากการสำรวจล่าสุดพบว่าบริษัท B2B ทุก ๆ 1 ใน 5 แห่งวางแผนลงทุนในอีคอมเมิร์ซในปีถัดไป
นอกจากนี้ตลาดโลกก็เร่งตัวในด้านอีคอมเมิร์ซ B2B ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ
- ในปี 2026 ตลาด B2B ออนไลน์ของจีนคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 20.2 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 2.83 พันล้านดอลลาร์)
- ยุโรปเองคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยคาดว่ามูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) ของอีคอมเมิร์ซ B2B จะสูงถึงกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2025
- ขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซ B2B สำหรับสินค้าทางกายภาพในสหราชอาณาจักรคาดว่าจะเกิน 1.59 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026
ปัจจัยสำคัญที่กำลังปรับโฉมการค้า B2B
สาเหตุที่ทำให้ยอดขาย B2B ออนไลน์เพิ่มขึ้นในขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครายบุคคลมีดังต่อไปนี้
- B2B เข้าสู่ยุค Gen Z พฤติกรรมผู้ซื้อกำลังพัฒนาไปโดยนำโดยกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เช้ามามีอำนาจและครองตำแหน่งที่มีโอกาสตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งกลุ่มประชากรเหล่านี้คิดเป็น 73% ของผู้ซื้อ B2B ทั้งหมด ทั้งยังเป็นกลุ่มที่คาดหวังประสบการณ์การซื้อที่อุดมไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเนื่องจากการซื้อออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่ารูปแบบการค้าอื่น ๆ
- วงจรการขายที่ยาวนาน รายงานของ TrustRadius เปิดเผยว่าจำนวนผู้มีอำนาจตัดสินใจในตลาด B2B กำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้แรงกดดันให้มีหลักฐานทางสังคมและประสบการณ์แบบหลายช่องทาง (omnichannel) ที่ตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละรายมีมากยิ่งขึ้น
- เปิดรับการช่วยเหลือจาก AI เมื่อปีที่แล้วมีเพียง 68% ของผู้ซื้อ B2B ที่กล่าวว่า generative AI ไม่มีผลกระทบต่อกระบวนการซื้อเทคโนโลยี B2B แต่ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีต่อมา 64% ของผู้นำกลับคาดหวังว่า AI จะมีผลกระทบ "อย่างมีนัยสำคัญมาก" ต่ออนาคตของการขายแบบ B2B
15 เทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B ที่กำลังเปลี่ยนแปลงการค้าดิจิทัล
- ประสบการณ์การซื้อแบบไม่ต้องพึ่งตัวแทนขายครองตลาด
- การปรับเปลี่ยนในแบบของคุณด้วย AI ในระดับใหญ่
- มาร์เก็ตเพลส B2B ได้รับแรงผลักดัน
- โซเชียลคอมเมิร์ซเข้าสู่ B2B
- Omnichannel กลายเป็นมาตรฐานยืนพื้น
- พอร์ทัลบริการตนเองพร้อมหลักฐานทางสังคม
- ตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นขยายตัว
- ความยั่งยืนขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ
- ประสบการณ์ B2B แบบ mobile-first
- แพลตฟอร์ม unified commerce รวมเทคสแต็ก
- ความโปร่งใสของสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
- โมเดลสมาชิกแพร่หลาย
- โครงสร้างแบบการค้าประกอบได้
- การซื้อขายผ่านเสียงและบทสนทนา
- การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และการพยากรณ์ความต้องการ
1. ประสบการณ์การซื้อแบบไม่ต้องพึ่งตัวแทนขายครองตลาด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การเมือง การทำงาน หรือเพียงการชีวิตโดยทั่วไป คนรุ่น Gen Y ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อในธุรกรรม B2B ก็ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้ซื้อ B2B คาดหวังประสบการณ์แบบบริการตนเอง
โดย Gartner พบว่า 61% ของผู้ซื้อ B2B ต้องการประสบการณ์การซื้อแบบไม่ต้องพึ่งตัวแทนขาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจต้องเข้าหากลยุทธ์การค้าดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นเหตุผลที่กว่า 90% ของบริษัท B2B เปลี่ยนไปใช้โมเดลการขายแบบเสมือนตั้งแต่เริ่มทศวรรษใหม่มา
ซึ่งการพัฒนาดังนี้อาจฟังดูดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างบางส่วน
- แดชบอร์ดหรือพอร์ทัลออนไลน์ ด้วยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบ B2B ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงแดชบอร์ดที่ปรับแต่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะทำให้จัดการบัญชี ติดตามคำสั่งซื้อ และสั่งซื้อซ้ำ รวมถึงอื่น ๆ อีกมากมายได้โดยง่าย
- การสนับสนุนลูกค้าอัตโนมัติ ใช้แชทบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือระบบตั๋วอัตโนมัติเพื่อแนะนำลูกค้าผ่านกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องติดต่อตัวแทน
- ราคาและแค็ตตาล็อกที่กำหนดเอง แสดงราคาที่อัพเดตที่สุดสำหรับสินค้าให้กับลูกค้า
- การสั่งซื้อที่ง่ายดาย อนุญาตให้ลูกค้าสั่งซื้อจากเว็บไซต์โดยตรงได้อย่างง่ายดาย
นอกจากการมอบประสบการณ์ที่ผู้ซื้อ B2B ต้องการแล้ว การบริการตนเองยังจะช่วยให้ทรัพยากรที่มีอยู่ว่างลงสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ได้เป็นอย่างมาก โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Snyder Performance Engineering ที่ย้ายมาใช้งาน Shopify B2B หลังจากที่กระบวนการสั่งซื้อแบบแมนนวลทำให้ทีมไม่สามารถตามความต้องการได้ทัน โดยตั้งแต่มีการเปิดตัวก็สามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำงานหลังบ้านลงได้ถึง 25% และในขณะเดียวกันก็เพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้าขึ้นถึง 40% ด้วย
2. การปรับเปลี่ยนในแบบของคุณด้วย AI ในระดับใหญ่
ผู้ซื้อ B2B คาดหวังประสบการณ์การช็อปปิ้งที่รวดเร็ว สะดวก และถูกปรับแต่งมาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล แต่แบรนด์ต่าง ๆ ยังอาจมีปัญหาในการนำเสนอประสบการณ์ที่ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเป็นเพราะชุดเครื่องมืออีคอมเมิร์ซไม่เพียงพอต่อการใช้งาน โดยในรายงานของ Shopify พบว่าผู้นำ B2B เพียง 47% กล่าวว่าแพลตฟอร์มการขายปัจจุบันของตน "มีประสิทธิภาพมาก" ในการสร้างประสบการณ์การซื้อที่เป็นส่วนตัวและปรับแต่งได้
ซึ่งก็ยังอาจแปลได้อีกว่าการเลือกใช้งานการวิเคราะห์ในการสร้างการโต้ตอบกับลูกค้าที่ถูกปรับแต่งเฉพาะบุคคลสูงไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น แต่ยังเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของบริษัท B2B ที่ประสบความสำเร็จในทุกอุตสาหกรรมอีกด้วย โดยการปรับเปลี่ยนในลักษณะนี้นั้นนับเป็นจุดสนใจหลักสำหรับผู้นำ B2B ที่ต้องการปรับปรุงประสบการณ์การซื้อ เนื่องจากทั่วไปจะใช้กลยุทธ์ขั้นสูงอย่างการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวว่ามีความต้องการนั้นอยู่แล้ว
ซึ่งโซลูชันสำหรับปัญหานั้นก็ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยในช่วงต้นปี 2025 เกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริหารล้วนจัดอันดับ AI และ generative AI ไว้ในลำดับความสำคัญในการลงทุน 3 อันดับต้น ๆ ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นถึงความตระหนักรู้ว่าการปรับเปลี่ยนเฉพาะบุคคลแบบ B2B สามารถขับเคลื่อนการเพิ่มรายได้ได้
ในปัจจุบันบริษัท B2B ที่มีผลงานดีเด่นมักเชี่ยวชาญศิลปะการทำให้ประสบการณ์ต่าง ๆ มีความเฉพาะตัวอย่างลึกซึ้ง (hyperpersonalization) ในรูปแบบเชิงรุก โดยมาตรฐาน hyperpersonalization หมายถึงการปรับแต่งข้อความเฉพาะให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจแต่ละคนตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น การโต้ตอบที่ผ่านมากับแบรนด์และซอฟต์แวร์การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ต่างจากการตลาดแบบ account-based
ในทำนองเดียวกันนี้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ชั้นนำอย่าง Shopify ก็กำลังชี้นำการพัฒนาในด้านดังกล่าวเพื่อให้แบรนด์ต่าง ๆ ส่งมอบประสบการณ์แบบ DTC ให้กับลูกค้า B2B ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาความสามารถในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- การสร้างรายการราคาและแค็ตตาล็อกสินค้าเฉพาะลูกค้า
- การแสดงสินค้าที่คล้ายกับที่ลูกค้าเคยดูหรือซื้อแล้ว
- การสร้างรายการ "สินค้าขายดี" เฉพาะตัวของสินค้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ธุรกิจที่มีขนาด ภูมิภาค หรือภาคส่วนตรงกันกับของลูกค้าที่กำหนด
"หนึ่งในเหตุผลที่เราต้องการราคาที่กำหนดเองสำหรับลูกค้าขายส่งคือ หลายรายอยู่ในหมวดหมู่ B2B ที่แตกต่างกัน บางรายมีอัตรากำไรที่แน่นอน และบางรายเราสามารถควบคุมได้" Brylee Lonesborough ผู้นำด้านเทคนิคของแบรนด์น้ำหอม WHO IS ELIJAH กล่าว "ความสามารถในการจัดทำแค็ตตาล็อกที่กำหนดเองใน B2B บน Shopify เลยจะหมายความว่าเราสามารถตั้งหมวดหมู่ราคาแต่ละรายและแนบกับลูกค้า B2B ประเภทต่าง ๆ ที่เรามี เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นได้"
3. มาร์เก็ตเพลส B2B ได้รับแรงผลักดัน
วิวัฒนาการของมาร์เก็ตเพลส B2B ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่เร่งขึ้นตามความชอบของผู้ซื้อ โดยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มีมาร์เก็ตเพลส B2B ทั้งหมด 75 แห่งในขณะที่ในปี 2025 มีกว่า 750 แห่ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ Amazon Business จะมีสถานะที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรม โดย Amazon Business คิดเป็น 2.4% ของยอดขายอีคอมเมิร์ซทั้งหมดของมาร์เก็ตเพลสโดยรวม และตามรายงานของ Digital Commerce ผู้ซื้อ B2B 6 ใน 10 ราย ก็ทำการซื้อ B2B กว่า 1 ใน 4 บน Amazon
นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาสถานการณ์ด้วยมาร์เก็ตเพลสขายส่ง Faire ที่ในปี 2022 มีร้านค้าปลีกอิสระที่ใช้งานประมาณ 600,000 ร้านค้าเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าขายส่ง ซึ่งเพียงอีกหนึ่งปีต่อมา ตัวเลขนั้นพุ่งขึ้นเป็นกว่า 700,000 แห่ง จึงจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากความร่วมมือของ Faire กับ Shopify โดยมีความร่วมมือที่โดดเด่นบางส่วนกับแบรนด์อย่าง YMI Jeans, Skinny Confidential รวมถึง Sugarfina ด้วย
เมื่อมาร์เก็ตเพลส B2B แบบเฉพาะเจาะจงอุตสาหกรรมได้รับความนิยม จึงจะไม่ได้แค่เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายเข้าด้วยกันเท่านั้น แต่กำลังปรับโฉมความคาดหวังเกี่ยวกับการตั้งราคา กล่าวคือผู้ซื้อในขณะนี้ต้องการตัวเลือกมากมาย ตั้งแต่การจัดส่งไปจนถึงฟีเจอร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็มักจะต้องการราคาที่แข่งขันได้มาเป็นอันดับแรก นอกเหนือจากการสร้างความสัมพันธ์แล้ว ผู้ซื้อเหล่านี้จึงแสวงหาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการลงทุนเช่นกัน
มาร์เก็ตเพลส B2B ในปัจจุบันสามารถจัดการราคาแบบไดนามิกด้วยอัลกอริทึมที่ปรับราคาตามปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน อุปสงค์และอุปทาน และแม้กระทั่งเวลาก็ตาม ตั้งแต่การกำหนดราคาแบบ cost-plus ไปจนถึงโมเดลแบบตามคุณค่า (value-based) ผู้ขายในยุคนี้นิยมใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มอัตรากำไรสูงสุดไว้
ตัวอย่างเช่น การปรับราคาสินค้าที่ขายช้าสามารถช่วยเคลียร์สต๊อกออกได้ ในขณะที่ส่วนลดที่ทันท่วงทีจะสามารถเพิ่มความต้องการสำหรับสินค้ายอดนิยม ทิศทางต่อไปจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อตลาด แต่เป็นการกำหนดพฤติกรรมผู้ซื้อในเชิงรุกด้วย
4. โซเชียลคอมเมิร์ซเข้าสู่ B2B
โซเชียลคอมเมิร์ซมักถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดและการขายแบบ B2C มากกว่า แต่แบรนด์ B2B กำลังเข้ามามีส่วนร่วมในกลยุทธ์ดังกล่าวมากขึ้น โดยเทรนด์ชี้ให้เห็นว่าตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซทั่วโลกจะมีมูลค่าถึง 17.83 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2033
แบรนด์ B2B จึงกำลังค้นพบว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขาค้นหาสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอยู่แล้วในหลายวิธี
- เพื่อค้นหาโซลูชันต่าง ๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการและปัญหาเฉพาะตัวในช่วงต้นของวงจรการขาย
- เพื่อเปรียบเทียบโซลูชัน
- เพื่อระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโซลูชันที่เป็นไปได้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ซึ่งการเลือกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ B2B ก็นับเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ จึงอาจพิจารณาว่าแพลตฟอร์มใดเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และช่องทางใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการมีส่วนร่วมกับสินค้า
เพื่อให้แน่ใจผู้ประกอบการจึงอาจสร้างโพสต์โซเชียลมีเดียที่หลากหลาย ตั้งแต่วิดีโอสาธิตสินค้าไปจนถึงคำรับรองจากลูกค้า และพิจารณาว่าอะไรโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และเมื่อพร้อมที่จะใช้เครื่องมือโซเชียลคอมเมิร์ซแล้ว ก็อาจให้เพิ่มแค็ตตาล็อกสินค้าลงในแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อให้ว่าที่ลูกค้าเรียกดูสินค้าคงคลังที่มีได้ง่ายขึ้น
5. Omnichannel กลายเป็นมาตรฐานยืนพื้น
ผู้ซื้อในปัจจุบันพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นในช่วงต้นของกระบวนการขาย จึงเป็นเหตุผลที่การวิจัยแสดงให้เห็นว่าข้อสรุปที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ขาย B2B ในปี 2026 คือ omnichannel ซึ่งไม่ใช่แค่คำศัพท์ฮิต แต่เป็นวิธีเดียวที่จะเข้าถึงลูกค้า B2B ในปัจจุบันได้ในทุกที่ที่พวกเขาอยู่
โลก Omnichannel ต้องการให้ธุรกิจเชี่ยวชาญหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการขายแบบพบหน้า แบบผสม การขายภายใน การบริการตนเองแบบดิจิทัล หรือมาร์เก็ตเพลส B2B โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนที่ประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดีอาจนำไปสู่การสูญเสียการขาย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ธุรกิจมักทำงานได้ไม่ดีในช่องทางดิจิทัลเนื่องจากมีความแตกต่างในการดำเนินการและความสามารถที่แท้จริง โดยธุรกิจ omnichannel ต้องจัดการกับจุดอ่อนเหล่านี้โดยตรงด้วยความคิดริเริ่ม อย่างการเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำงานภายในและการวางโครงสร้างที่สนับสนุน (ไม่ใช่ขัดขวาง) การขายแบบ omnichannel ซึ่งแปลว่าการเป็นเลิศในช่องทางการตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทำได้ง่ายขึ้นด้วยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ที่รวบรวมข้อมูลสินค้า คำสั่งซื้อ และลูกค้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
โดยบริษัทที่นำช่องทางเหล่านี้ไปใช้งานก่อนจะมีโอกาสในการปรับแต่งแนวทางยุทธวิธีที่ดีกว่าสำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะด้วยการนำเสนอสินค้าที่ไม่ซ้ำใคร การทดลองที่กำหนดเป้าหมาย หรือการกำหนดข้อกำหนดและเงื่อนไขเฉพาะในแต่ละช่องทางการขายก็ตาม
"Shopify ทำให้เรามีจุดขายและอีคอมเมิร์ซที่รวมอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ซึ่งตอบสนองวัตถุประสงค์สูงสุดของเราในการเป็นผู้ค้าปลีกแบบ omnichannel และมองกลุ่มลูกค้าเป็นลูกค้ารายเดียว ไม่ว่าพวกเขาจะช็อปกับเราที่ไหน" Travis Boyce หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีกทั่วโลกของ Allbirds กล่าว
Shopify รวมการค้าไว้ทุกที่ที่คุณขาย
6. พอร์ทัลบริการตนเอง พร้อมรีวิว
คน Gen Y ไม่ถูกโน้มน้าวด้วยโบรชัวร์หรือสไลด์การขายที่หรูหราอีกต่อไป เนื่องจากการขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ B2B ของพวกเขาต้องพึ่งพาหลักฐานทางสังคมประเภทใหม่ ๆ โดยตามการสำรวจในปี 2025 ของ Forrester ผู้ขายปัจจุบัน เพื่อนร่วมงาน และผู้เชี่ยวชาญอิสระนับเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด
โดยการค้า B2B แบบบริการตนเอง ซึ่งเป็นโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดอุปสรรคและปรับปรุงกระบวนการซื้อ ทำให้การมอบเนื้อหารีวิวที่ผู้ซื้อ B2B ต้องการทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องปรึกษาตัวแทนขาย ซึ่งปรากฏการณ์นี้สามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่น
- การสมัครสมาชิก
- การโต้ตอบที่ช่วยเหลือด้วย AI
- ชุมชนลูกค้า
- ศูนย์ช่วยเหลือ
- พอร์ทัลบริการตนเอง
โดยผู้ค้าปลีกทั่วโลกอย่าง Walmart เองก็ยังคงเปิดตัวเครื่องมือบริการตนเองสำหรับทั้งแบรนด์และลูกค้าด้วย ซึ่งในการประชุมผู้ขายครั้งแรกของบริษัท Walmart เน้นเครื่องมือที่เพิ่งเปิดตัวที่ทำให้เห็นภาพรวมของอนาคตของการค้าดิจิทัลได้ดี
- Brand Shops เป็นหน้าร้านดิจิทัลเฉพาะที่ให้แบรนด์ออกแบบหน้าที่คัดสรรมาแล้วของตนเองบนแพลตฟอร์มของ Walmart โดยแบรนด์สามารถสร้าง "Brand Shelves" เพื่อนำเสนอสินค้าเฉพาะ หรือเปิดตัวคอลเลกชันตามฤดูกาลเพื่อเพิ่มการค้นพบสินค้าและปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าได้
- Walmart.com ที่ออกแบบใหม่เพื่อการค้นพบสินค้า นั่นคือตัวเว็บไซต์ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อส่งเสริมการค้นพบสินค้าผ่านเนื้อหาเฉพาะตัว ความเกี่ยวข้องตามฤดูกาล และการจัดสินค้าตามภูมิภาค มีเป้าหมายคือการทำให้ Walmart เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับหลายหมวดหมู่ผ่านการผสมผสานการค้าปลีกทั้งทางดิจิทัลและทางกายภาพ
แพลตฟอร์มบริการตนเองจึงไม่เพียงแต่จะลดความจำเป็นในการแทรกแซงการขายแบบแมนนวล แต่ยังปรับปรุงความแม่นยำของธุรกรรมให้กับธุรกิจด้วย โดยประสิทธิภาพดังนี้ทำให้วงจรการขายสั้นลง และสามารถขยายตลาดที่ธุรกิจจะสามารถกำหนดเป้าหมายไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"ตอนนี้เรามีตัวเลือกการเข้าสู่ระบบอยู่ 2 แบบ หนึ่งสำหรับผู้บริโภคทั่วไปและอีกหนึ่งสำหรับลูกค้า B2B" Ammar Issa ผู้ก่อตั้ง AMR Hair & Beauty กล่าว "เรามีระดับราคา 10 แบบที่แตกต่างกันสำหรับลูกค้า B2B และ Shopify ก็แสดงราคาที่ถูกต้องให้พวกเขาโดยอัตโนมัติตามสถานะลูกค้า"
7. ตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่นขยายตัว
คนรุ่น Gen Y อยู่ในฐานะที่ควบคุมการตัดสินใจซื้อแบบ B2B ส่วนใหญ่ ซึ่งในฐานะคนรุ่นดิจิทัลที่รับเทคโนโลยีการชำระเงินใหม่ ๆ อย่างกระเป๋าเงินมือถือได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาก็กำลังนำแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้กับ B2B โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อกำลังเบนหนีจากการชำระเงินด้วยบัตรไปสู่ตัวเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า โดยกว่า 4 ใน 5 ราย ชื่นชอบการโอนเงินผ่านธนาคาร (เช่น ผ่าน ACH) และหากมีตัวเลือกแล้ว 57% ก็จะเลือกหักจากบัญชีโดยตรง
ซึ่งทิศทางนี้ก็แปลว่าเรื่องที่ต้องนำเสนอไม่ใช่แค่วิธีการชำระเงินเท่านั้น แต่รายงานเดียวกันยังพบว่าเงื่อนไขการชำระเงิน B2B ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการเลือกซัพพลายเออร์ของผู้ซื้อด้วย โดยอิทธิพลในลักษณะนี้ก็มีมากจน 2 ใน 3 จะละทิ้งการซื้อทั้งหมดหากไม่มีเงื่อนไขที่ตนเองต้องการ
เพื่อใช้ประโยชน์จากเทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B ดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงอาจตรวจสอบให้แน่ใจว่าแพลตฟอร์มสามารถทำงานส่วนใหญ่ให้คุณได้ เช่น การพึ่งพาการเตือนเพื่อไล่ตามผู้ซื้อแบบแมนนวลภายใต้เงื่อนไข net-30 อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นให้กับทีมขาย แต่ด้วย Shopify ผู้ซื้อจะสามารถดูเงื่อนไขการชำระเงินล่วงหน้าก่อนที่จะยืนยันคำสั่งซื้อ และได้รับการเตือนอัตโนมัติเมื่อวันชำระเงินใกล้เข้ามาด้วย เป็นต้น
จัดการเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่นภายในพอร์ทัลลูกค้า B2B ของ Shopify
8. ความยั่งยืนขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ
ความยั่งยืนเป็นคำศัพท์ที่ครองอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ DTC ผู้ซื้อจึงกำลังใช้แรงกดดันเดียวกันนี้ให้กระบวนการของตนมีจิตสำนึกด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้นผ่านรายชื่อซัพพลายเออร์ที่คัดเลือก โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งต่อแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไปยังผู้บริโภคปลายทาง
รายงานล่าสุดของ Bain พบว่าเกือบหนึ่งในสามของผู้บริโภคมีนิสัยที่ยั่งยืนที่ปฏิบัติถึง 6 อย่างหรือมากกว่าในทุก ๆ วัน และ 70% ต้องการนำนิสัยที่ยั่งยืนมาใช้งานให้มากขึ้น ผลที่ตามมาคือผู้ซื้อ B2B ครึ่งหนึ่งมอบหมายคำสั่งซื้อให้กับซัพพลายเออร์ที่ยั่งยืนมากขึ้น และยังมีการประมาณการว่าแนวโน้มนี้จะเติบโตขึ้นเป็นประมาณ 2 ใน 3 ภายในระยะเวลาสามปีอีกด้วย
วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการผนวกความยั่งยืนเข้ากับแนวปฏิบัติทางธุรกิจจึงจะเป็นการทำให้เป็นเรื่องของทีม ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ Allbirds ใช้งานมาและประสบความสำเร็จ "ความยั่งยืนเป็นตัวคัดกรองโดยธรรมชาติในด้านมุมมองของเราต่อผลิตภัณฑ์" Jad Finck รองประธานฝ่ายนวัตกรรมและความยั่งยืนกล่าว "แต่สิ่งใหม่ ๆ คือ เราจะนำสิ่งนี้ออกไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของบริษัทได้อย่างไร
"โดยเฉพาะสำหรับเรา นั่นคือการนำสิ่งนั้นเข้าไปสู่เป้าหมายที่นอกเหนือจากภายในทีมอย่างเป้าหมายประจำปีของบริษัท เมื่อปีที่แล้วมันเป็นก้าวสำคัญสำหรับเราที่จะมีเป้าหมายความยั่งยืนบางส่วนให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโบนัส ที่เป็นเป้าหมายของผู้คนในแต่ละปี ซึ่งบางครั้งมันก็แค่การจะพูดว่า 'ดูสิ มันเป็นกฎจริง ๆ แล้ว ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เราคอยจ้ำจี้จ้ำไช แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของทุกคนด้วย'"
9. ประสบการณ์ B2B ผ่านสมาร์ทโฟน
ปี 2026 จะพบว่าแอปอีคอมเมิร์ซ B2B ในตลาดแอปมือถือมีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อสร้างประสบการณ์เลียนแบบธุรกรรม B2C ซึ่งก็ไปตามความคาดหวังว่าการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซค้าปลีกบนมือถือจะคิดเป็น 63% ของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซทั้งหมดทั่วโลกภายในปี 2028
กล่าวคือแอปมือถือจะไม่ได้เป็นแค่หน้าร้านดิจิทัล แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารสถานะของสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และการรวบรวมคำติชมจากลูกค้า ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งเมื่อบริษัททั่วโลกยังคงต้องรับมือกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอยู่อย่างต่อเนื่องด้วย
แอปมือถือจะจัดวางตำแหน่งธุรกิจ B2B ให้จำหน่ายสินค้าหรือบริการด้วยเครื่องมือ เช่น
- การแจ้งเตือนแบบพุช
- โฆษณาในแอป
- การแจ้งเตือน SMS
- การบูรณาการรวมกับช่องทางโซเชียล
Shopify เองก็กำลังพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันด้วยการทำให้กระบวนการขายส่งเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยการเปิดตัวรางวัล Shop Cash ของ Shopify เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจกลับไปที่แอป Shop ก็แสดงถึงการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งในแง่ของเทรนด์ดังกล่าว
ด้วยเครื่องมือเหล่านี้ธุรกิจ B2B จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อาจไม่เคยเข้าถึงมาก่อน รวมถึงมีศักยภาพของแอปมือถือที่ยังไม่ได้นำมาใช้งานสำหรับธุรกิจ B2B ในการเข้าถึงพฤติกรรมลูกค้า ประวัติคำสั่งซื้อ การขาย upsell และการมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์ด้วย
"ลูกค้าเคยหงุดหงิดกับแพลตฟอร์มของเรามากจนอยากโทรหาเราเพื่อสั่งซื้อมากกว่า" Nicholas Lachhman รองผู้จัดการอีคอมเมิร์ซของแบรนด์ Dermalogica กล่าว "แต่ตอนนี้เรากลับเห็นลูกค้าสบายใจกับประสบการณ์มากจนสั่งซื้อสินค้ามูลค่าหลายพันดอลลาร์จากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว"
10. แพลตฟอร์ม Unified commerce รวม Tech Stack
แม้กระทั่งเมื่อเศรษฐกิจสะดุด ผู้นำตลาดก็ไม่สามารถโอนเอนได้เมื่อนำเทคโนโลยีที่มีความสามารถออกมาใช้งาน ซึ่งผู้นำธุรกิจที่มีความสามารถมีแนวโน้มมากกว่าคนอื่น ๆ ถึง 55% ที่จะวางแผนบูรณาการรวมเทคโนโลยีการขายที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่แนะนำขั้นตอนถัดไปที่ดีที่สุดไปจนถึงฟีเจอร์ที่ช่วยรักษาลูกค้าปัจจุบันไม่ให้จากไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเช่นนี้ผู้นำ B2B บางรายก็กล่าวว่าแพลตฟอร์มการขายดิจิทัลของตนเองยังขาดความสามารถที่สำคัญในการขายออนไลน์ โดยตามรายงานของเราราว 8% เห็นว่าโซลูชันปัจจุบันของพวกเขาไม่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการขายที่เพียงพอสำหรับการเติบโต ส่วนอีก 7% ให้คำตอบเดียวกันเกี่ยวกับการบูรณาการรวมเทคโนโลยีที่มีอยู่
แพลตฟอร์มการขายดิจิทัลหลายแห่งขาดความสามารถที่สำคัญในการขาย B2B ออนไลน์
แพลตฟอร์ม Unified Commerce นำฟังก์ชันทางธุรกิจทั้งหมดมารวมกันภายใต้ระบบปฏิบัติการกลางเดียว โดยจะเป็นการรวบรวมข้อมูลสินค้า คำสั่งซื้อ และลูกค้าจากช่องทางการขายทั้งหมด โดยไม่ต้องใช้มิดเดิลแวร์ที่ซับซ้อนและการบูรณาการรวมที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่า
- สินค้าคงคลัง ราคา และโปรโมชันจะอัปเดตแบบเรียลไทม์ในหลากหลายช่องทางการขาย
- โปรไฟล์ลูกค้าจะอัปเดตอย่างต่อเนื่องในโปรไฟล์รวมเดียวไม่ว่าผู้ซื้อจะโต้ตอบกับคุณที่ไหน ทั้งนี้เพื่อการปรับเปลี่ยนในแบบเฉพาะบุคคลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิจัยอิสระสรุปว่าผู้ค้าปลีกที่ใช้แพลตฟอร์ม Unified commerce อย่าง Shopify มีเวลาการใช้งานที่เร็วขึ้น 20% ต้นทุนการย้ายข้อมูลและการเปลี่ยนผ่านที่ต่ำกว่า 34% และต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมด (Total Cost of Ownership หรือ TCO) ที่ต่ำกว่า 22% ซึ่งการปรับปรุงเหล่านี้นำไปสู่การเติบโตของ GMV แบบ omnichannel ที่อาจสูงถึง 150%
"เมื่อคุณเริ่มมองใต้พรม จะพบว่าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสร้างและบำรุงรักษาการบูรณาการรวมผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งมาพร้อมกับโซลูชันแบบรวมอย่าง Shopify" Rohit Nathany หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Mejuri กล่าว
11. ความโปร่งใสของสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
อุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานกำลังเผชิญความวุ่นวาย ทำให้คำสั่งซื้อขายส่งขนาดใหญ่มักถูกแบ่งออกเป็นคำสั่งจัดส่งพัสดุเล็ก ๆ เพื่อการจัดส่งที่ง่ายขึ้น
แต่แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ ความคาดหวังของลูกค้าเกี่ยวกับเวลาจัดส่งก็ยังคงสูงขึ้น
- การจัดส่งที่รวดเร็วเป็นการปรับปรุงหลักที่นักช็อปออนไลน์มากกว่าครึ่งร้องขอ
- 41% ของนักช็อปทั่วโลกคาดหวังว่าจะได้รับคำสั่งซื้อออนไลน์ภายใน 24 ชั่วโมง
- 24% ของผู้ซื้อที่สำรวจรายงานว่าต้องการให้คำสั่งซื้อถูกส่งในเวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง
แปลว่าข้อมูลที่มีอยู่ก็ชี้ให้เห็นชัดเจน คือความต้องการความเร็วของลูกค้ากำลังขับเคลื่อนการค้า B2B ให้เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับเวลาจัดส่งที่เร็วขึ้น ทั้งนี้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเมื่อพิจารณาว่า 70% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจพร้อมที่จะใช้จ่ายสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ในธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ B2B เพียงครั้งเดียว กระบวนการจัดส่งต้องไม่เพียงแต่รวดเร็ว แต่ควรเป็นไปได้โดยง่ายด้วย
แม้ว่าความต้องการความเร็วจะเป็นความท้าทาย แบรนด์ B2B ก็ยังจะสามารถใช้งานมันเพื่อประโยชน์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น บริการโลจิสติกส์บุคคลที่สาม (third-party logistics หรือ 3PL) อย่าง Shopify Fulfillment Network ซึ่งเชื่อมต่อร้านค้ากับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง Flexport ที่ปรับปรุงกระบวนการจัดส่งสำหรับแบรนด์ B2B โดยนอกจากจะลดต้นทุนการจัดส่งแล้ว 3PL ยังลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังลงได้อีกด้วย
เพื่อความชัดเจนว่าสินค้าคงคลังและการจัดส่งอยู่ที่ไหนควรใช้งาน Shopify Fulfillment Network
ทั้งนี้ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเวลาที่ดีในการจะแก้ไขปัญหาใด ๆ ในโปรแกรมการจัดการสินค้าคงคลัง เช่นว่า ซอฟต์แวร์ต้องการอัปเดตหรือไม่ มีพื้นที่จัดเก็บหรือคลังสินค้าเพียงพอหรือเปล่า หรือสามารถรายงานแบบเรียลไทม์ได้ไหม โดยในการบรรเทาความล่าช้าและการขาดแคลนของห่วงโซ่อุปทานผู้ประกอบการก็ไม่ควรรั้งรอจนถึงนาทีสุดท้าย กล่าวคือการสั่งซื้อวัสดุหรือสินค้าสำหรับฤดูกาลพีคควรเกิดขึ้นในทันที
Melanie Nuce รองประธานอาวุโสฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือที่กลุ่มมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน GS1 US เสริมว่า "เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด แบรนด์ธุรกิจกับธุรกิจจะต้องมุ่งเน้นไปที่การกระจายซัพพลายเออร์และอาจลดจำนวนสินค้าที่นำเสนอและนำการผลิตเข้ามาใกล้จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ให้มากยิ่งขึ้น"
12. โมเดลสมาชิกแพร่หลาย
ลูกค้าขายส่งมักทำการสั่งซื้อหลายครั้งภายในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า และวิธีที่ชอบใช้งานในการเริ่มต้นการชำระเงินเหล่านั้นก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยหากมีสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B เหล่านี้ ก็คือผู้ซื้อต้องการประสบการณ์แบบ DTC เมื่อซื้อในนามของบริษัท
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า B2B คิดเป็น 55.2% ของรายได้ในเศรษฐกิจการสมัครสมาชิก (subscription economy) ซึ่งเป็นส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดของตลาดทั้งหมด เนื่องจากการสมัครสมาชิกทำให้กระบวนการซื้อง่ายดายยิ่งขึ้น เพราะแปลว่าลูกค้าขายส่งไม่จำเป็นต้องจดจำสินค้าแต่ละรายการที่สั่งซื้อ หรือจำนวนในแต่ละรายการ และจะสามารถสั่งซื้อก่อนที่สต๊อกจะต้องเติมได้อีกด้วย โดยการสมัครสมาชิกทั่วไปจะเริ่มต้นกระบวนการการชำระเงินสำหรับคำสั่งซื้อที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้โดยอัตโนมัติ นำไปสู่ความสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ซื้อเมื่อต้องเตือนความจำในอัตราที่น้อยลง
ซึ่งข้อดีเหล่านี้ก็ส่งผลต่อธุรกิจ B2B ด้วย เนื่องจากรายได้จะคาดการณ์ได้เมื่อลูกค้าสมัครสมาชิก แปลว่าทีมขายก็ไม่จำเป็นจะต้องติดต่อและเตือนผู้ซื้อให้สั่งซื้อครั้งถัดไปเช่นกัน ทำให้สามารถผ่อนปรนปริมาณทรัพยากรที่ใช้ ทั้งยังอาจสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในภาพรวมได้มากกว่าด้วย
13. โครงสร้างแบบการค้าประกอบได้
แทนที่จะถูกจำกัดด้วยความสามารถที่มีให้เป็นพื้นฐานจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ระบบการค้าแบบประกอบได้หรือ composable commerce จะใช้ความสามารถทางธุรกิจที่บรรจุ (Packaged Business Capabilities หรือ PBC) ที่เชื่อมต่อด้วย application programming interfaces (API) เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้ซึ่งเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้
โครงสร้างแบบ headless เป็นการทำซ้ำครั้งแรกในแพลตฟอร์มการค้านี้ แยกประสบการณ์ส่วนหน้าออกจากโครงสร้างพื้นฐานส่วนหลัง เพื่อเสนอเสรีภาพในการปรับแต่งให้กับธุรกิจ
แต่ผู้นำ B2B กำลังพัฒนา ในการสำรวจล่าสุดที่ทำร่วมกับ IDC 45% ขององค์กรมีส่วนหน้าแบบ composable กับส่วนหลังแบบ full-stack แล้ว
ผู้ขายส่ง HVAC Carrier ใช้สถาปัตยกรรม composable ของ Shopify เพื่อให้มีฟังก์ชันและความยืดหยุ่นมากขึ้นในเว็บไซต์ การข้ามกระบวนการตั้งค่าที่ยาวนานตามปกติลดเวลาสู่ตลาดเหลือเพียง 30 วัน เทียบกับสูงถึง 12 เดือนบนแพลตฟอร์มก่อนหน้า การประหยัดต้นทุนเป็นผลพลอยได้ตามธรรมชาติ Carrier ลดต้นทุนเหลือ 10,000 ดอลลาร์ต่อเว็บไซต์ เทียบกับสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเว็บไซต์ก่อนหน้านี้
"ในอดีตการสร้างประสบการณ์อีคอมเมิร์ซประเภทที่เราต้องการมีราคาแพงมาก" Steven Duran ผู้อำนวยการรองฝ่ายการค้าทั่วโลก กล่าว "ด้วย Shopify ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ด้วยความเร็วของธุรกิจสตาร์ทอัพ เราสามารถใช้ความสามารถด้านการค้าในพื้นที่องค์กรได้ ทุกอย่างที่ต้องการสำหรับอุปกรณ์การขายองค์กร เราสร้างมันได้ด้วย OneCommerce ซึ่งสร้างบนส่วนประกอบของ Shopify"
14. การซื้อขายผ่านเสียงและบทสนทนา
เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT ไม่ใช่แค่วิธีการขอคำแนะนำอีกต่อไป เพราะในกลุ่มประชากรที่อายุน้อยกว่ารวมถึงผู้ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ B2B นั้น AI นับเป็นที่พึ่งพาในการตัดสินใจซื้อสินค้าเป็นอย่างมาก โดยตามรายงานหนึ่ง 57% ของ Gen Z และ 48% ของ Gen Y มักปรึกษาเครื่องมือดังกล่าวเมื่อทำการช็อปปิ้งออนไลน์
Conversational commerce หรือการซื้อขายผ่านบทสนทนาซึ่งเป็นเทรนด์โดยรวมที่ครอบคลุมผู้ช่วย AI เหล่านี้เองก็กำลังเพิ่มขึ้นด้วย โดยการใช้จ่ายทั่วโลกผ่านช่องทางแชทถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าเกิน 3.267 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 เนื่องจากให้การสนับสนุนแบบเรียลไทม์ในขณะที่ยังจะช่วยให้ค้นพบสินค้าผ่านประสบการณ์ลูกค้าแบบ omnichannel ด้วย
และในธุรกรรมแบบ B2B เองก็พบเทรนด์ที่คล้ายกัน เมื่อเดิมทีคำสั่งซื้อมักถูกสร้างแบบพบหน้าผ่านการสนทนา นั่นคืองานแสดงสินค้าและการประชุมเป็นจุดเริ่มต้นในการค้นพบซัพพลายเออร์ใหม่ ๆ และทำคำสั่งซื้อเริ่มต้น แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสู่มิติดิจิทัลได้ย้ายการสนทนาเหล่านี้ไปสู่โลกออนไลน์และทำให้ง่ายต่อการอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น และมักจะไม่เกี่ยวข้องกับตัวแทนขาย
15. การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์และการพยากรณ์ความต้องการ
ระบบอัตโนมัติเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ปฏิเสธไม่ได้ซึ่งมักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับ B2C แต่ก็กลายเป็นสิ่งที่สำคัญเท่าเทียมกันในภาค B2B ด้วย โดยจะเห็นได้ชัดจากสถิติกว่า 71% ของบริษัทที่ใช้งาน generative AI ในฟังก์ชันทางธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งอย่างแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลข 65% เมื่อเพียงหนึ่งปีก่อน
โดยแม้ว่าจะจะคาดการณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่ได้ การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ก็ยังใช้ AI เพื่อช่วยให้เข้าใกล้คำตอบนั้นได้มากขึ้น และเมื่อรวมอยู่ในระบบปฏิบัติการกลางเพียงอย่างเดียวอย่าง Shopify ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดโซลูชันเฉพาะตัวเพื่อนำข้อมูลไปใช้งานอีกต่อไป เนื่องจากจะสามารถ
- เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลังจำนวนมาก โมเดลเชิงคาดการณ์สามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อคาดการณ์การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของความต้องการตามฤดูกาล คำสั่งซื้อในอดีต หรือเทรนด์อุตสาหกรรม โดยจะช่วยให้ทีมจัดซื้อและปฏิบัติการหลีกเลี่ยงการมีสินค้าล้นสต๊อกหรือสต๊อกหมด ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ B2B ที่จัดการปริมาณคำสั่งซื้อขนาดใหญ่อยู่เสมอ
- ส่งมอบการสนับสนุนที่เฉพาะตัวให้กับผู้ซื้อ โดยการวิเคราะห์การซื้อที่ผ่านมาและพฤติกรรมลูกค้าในหลากหลายช่องทางจะทำให้การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์สามารถพยากรณ์สิ่งที่บัญชีเฉพาะมีแนวโน้มที่จะต้องการต่อไป ซึ่งทีมขาย B2B ก็จะสามารถแนะนำคำสั่งซื้อเพื่อเติมสต๊อกหรือสินค้าเสริมเชิงรุกเพื่อเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานได้
- ตั้งการคาดการณ์การขายและแผนรายได้ โมเดลเชิงคาดการณ์สามารถคาดการณ์ไปป์ไลน์การขายและการปิดดีลในหลากหลายภูมิภาคหรือในแนวตั้งได้ ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเองก็จะได้รับการคาดการณ์รายได้ที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ทั้งนี่เพื่อช่วยในการจัดทำงบประมาณ การรายงานนักลงทุน และการจัดการกระแสเงินสด
ในปี 2026 และหลังจากนั้น องค์กรจะหันไปใช้โซลูชันแบบโมดูลาร์และ API-first ที่มีโมเดลข้อมูลที่ยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการค้นพบสินค้าได้ดีขึ้น โดยสิ่งนี้ไม่จำกัดอยู่แค่ช่องทางของคุณเอง เนื่องจากข้อมูลการค้นพบสินค้าในมาร์เก็ตเพลสของบุคคลที่สามก็มีความสำคัญเทียบเท่ากับบนแพลตฟอร์มของคุณเอง ทั้งนี้เพราะจะสามารถเข้าใจว่าลูกค้าปัจจุบันเห็นอะไร เพิ่มอะไรในรายการช็อปปิ้ง และทำตัวอย่างไรนั่นเอง
แผนงานการนำ B2B Trends ไปใช้
เป้าหมายที่สามารถทำได้ในระยะสั้น (0-3 เดือน)
เช่นเดียวกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่ เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ระยะนี้จึงจะให้ความสนใจกับการบรรลุเป้าหมายที่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้นบางอย่างเพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อและโอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล B2B
- ใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ ค้นหาแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้า (Customer Data Platform หรือ CDP) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้วเกี่ยวกับผู้ซื้อ เช่นว่า เทรนด์เหล่านี้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณเห็นหรือไม่ และแคมเปญการปรับเปลี่ยนเฉพาะตัวแบบอัตโนมัติใดที่จะสามารถใช้งานเพื่อระบุขั้นตอนของผู้ซื้อในวงจรการขายและลักดันพวกเขาไปข้างหน้าไดั
- เพิ่มหลักฐานทางสังคมในพอร์ทัลบริการตนเอง ให้นับว่าคำขอคำติชมเป็นโอกาสในการรวบรวมหลักฐานทางสังคม โดยอาจเพิ่มคำรับรอง, การให้คะแนนรีวิว, การรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ หรือกรณีศึกษาเหล่านี้ในพอร์ทัลออนไลน์บริการตนเองด้วย
💡เคล็ดลับ โมเดลข้อมูลรวมของ Shopify ผสานข้อมูลจากทั้งฟีเจอร์ Shopify และแอปบุคคลที่สามที่บูรณาการมา ทำให้โปรไฟล์ลูกค้ารวมเป็นโปรไฟล์เดียวสำหรับผู้ซื้อ B2B ไม่ว่าพวกเขาจะโต้ตอบกับคุณที่ไหน โดยจะได้รับ CDP เป็นค่าเริ่มต้น โดยไม่ต้องใช้มิดเดิลแวร์ที่ซับซ้อนและการบูรณาการรวมที่มีราคาแพงซึ่งโดยปกติต้องใช้ในการกำหนดค่าสำหรับธุรกิจแบบ omnichannel
แผนริเริ่มระยะกลาง (3-9 เดือน)
จากนั้นจึงอาจเตรียมการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ B2B ให้พร้อมสำหรับอนาคตด้วยความคิดริเริ่มระยะกลางต่อไปนี้
- นำการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์มาใช้ หากรู้สึกเหมือนกำลังไล่ตามกับการจัดการสินค้าคงคลัง การตลาด และกลยุทธ์การขายอยู่ ผู้ประกอบการก็อาจรวบรวมข้อมูล จากนั้นจึงจะลงทุนในเครื่องมือการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสร้างการคาดการณ์ที่สมจริงมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ซื้อต้องการด้วย
- เปิดตัวโมเดลสมาชิก โดยจุดที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นคือสินค้าอุปโภคบริโภคหรือบริการที่เกิดซ้ำ นั่นคือการดูวงจรการขาย B2B ทั่วไปเพื่อหาจุดสั่งซื้อซ้ำทั่วไป ตัวอย่างเช่น หากผู้ซื้อมักสั่งซื้อซ้ำสำหรับไส้กรองอากาศ HVAC ทุก ๆ 90 วัน ก็อาจใช้งานแอปอย่าง Recharge หรือ Loop เพื่อทำให้คำสั่งซื้อเหล่านั้นเป็นอัตโนมัติ
- สำรวจมาร์เก็ตเพลส การวางขายบนมาร์เก็ตเพลสขายส่งอย่าง Alibaba, Amazon Business, Faire จะสามารถวางตำแหน่งแบรนด์ในจุดที่ผู้ซื้อชอบช็อปมากขึ้น พร้อมทั้งอาจเพิ่มประสิทธิภาพรายการสินค้าด้วยข้อมูลจำเพาะโดยละเอียด และบูรณาการรวมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B เพื่อรวมข้อมูลภายในระบบปฏิบัติการกลางอย่าง Shopify ด้วย
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ (9+ เดือน)
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนแปลงธุรกิจ B2B และเพิ่มผลกำไรในระยะยาวรวมถึง
- นำ Unified commerce มาใช้ ผู้ซื้อคาดหวังประสบการณ์ที่ราบรื่นเหมือนที่พวกเขาได้รับในประสบการณ์ B2C คือราคา ความพร้อมใช้งาน และการติดตามคำสั่งซื้อที่แม่นยำในทุกจุดสัมผัส โดยการรวมระบบหลังบ้าน (ERP, CRM, อีคอมเมิร์ซ) จะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและลดการกระทบยอดด้วยตนเองลง ซึ่งโครงสร้างดังนี้จะสนับสนุนการเติบโตในอนาคต ทั้งในเชิงช่องทาง ภูมิศาสตร์ และสายผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถเพิ่มได้โดยไม่สร้างช่องทางใหม่เพิ่ม
- นำแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืนมาใช้ วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของเสีย และการใช้ทรัพยากรพื้นฐานในการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน กำหนดเป้าหมายความยั่งยืนระยะยาว เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของห่วงโซ่อุปทาน 30% และสร้างโปรแกรมความยั่งยืนภายในเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ยอมรับ B2B Trends อีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างกำไรและการเติบโต
เมื่อก้าวเข้าสู่ปีต่อ ๆ ไปผู้ประกอบการควรคำนึงถึงเทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B เหล่านี้ไว้ และเริ่มนำไปปรับใช้ในแบบที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มากที่สุด โดยการติดตามกลยุทธ์และยุทธวิธีการตลาดดิจิทัลใหม่ ๆ จะทำให้ธุรกิจอยู่ในใจของลูกค้า
Shopify พร้อมช่วยเหลือทุกขั้นตอน ไม่ว่าคุณจะคาดหวังให้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซทันสมัยอยู่เสมอ หรือสร้างประสบการณ์การค้า B2B ที่ดีที่สุด เราก็มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ทุกช่วงเวลาการค้าเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม ด้วย Shopify ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B คุณจะพร้อมรับมือกับความท้าทายหรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นใหม่ได้
"หากต้องการ TCO ที่ต่ำกว่า การใช้งานที่รวดเร็ว และแพลตฟอร์มที่เติบโตในอัตราที่เร็วกว่าที่สามารถพัฒนาเองได้ ก็ขอแนะนำให้ลองใช้งาน Shopify ดู" Steve Duran ของ Carrier กล่าว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ B2B Trends
B2B Trends อีคอมเมิร์ซปัจจุบันคืออะไร
เทรนด์อีคอมเมิร์ซ B2B ในปัจจุบันคือประสบการณ์การซื้อแบบไม่ต้องพึ่งตัวแทนขาย, Generative AI, การใช้หลักฐานทางสังคมที่เพิ่มขึ้น, ตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่น และประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบ omnichannel ที่ครอบคลุมโซเชียลมีเดียและมาร์เก็ตเพลส B2B
การขายแบบ B2B Trends คืออะไร
- การปรับเปลี่ยนในแบบของคุณด้วย AI
- มาร์เก็ตเพลส B2B กลายเป็นช่องทางการขายที่มีประสิทธิภาพ
- ความยั่งยืนขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อ B2B
- Omnichannel กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน
- โซเชียลคอมเมิร์ซครอง B2B
- ผู้ซื้อ B2B ต้องการประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว
- หลักฐานทางสังคมกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อ
- แบรนด์ B2B ลงทุนในแอปมือถือที่มีแบรนด์
- การกำหนดราคาแบบไดนามิกกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น
อีคอมเมิร์ซ B2B กำลังเติบโตหรือไม่
ใช่ อีคอมเมิร์ซ B2B กำลังเติบโต และคาดว่าจะเติบโตต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า ตลาดอีคอมเมิร์ซ B2B ทั่วโลกมีมูลค่า 32.11 ล้านล้านดอลลาร์ ณ ปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตที่อัตรา CAGR 14.5 ถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2025
อนาคตของอีคอมเมิร์ซ B2B คืออะไร
อนาคตของการค้า B2B คาดว่าจะเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยธุรกิจใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยี Omnichannel ต่าง ๆ เพื่อมีส่วนร่วมกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ AI และ machine learning จะแพร่หลายมากขึ้นเมื่อธุรกิจพยายามเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ทำให้กระบวนการเป็นอัตโนมัติ และปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า

