เนื่องจากยอดขายอีคอมเมิร์ซทั่วโลกคาดว่าจะพุ่งแตะเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 ความสำคัญของแพลตฟอร์ม CMS e-commerce จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เบื้องหลังร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จแทบทุกแห่ง มักมี CMS e-commerce เป็นเครื่องมือหลัก ที่ช่วยให้เว็บไซต์มีอินเทอร์เฟซสวยงาม แสดงภาพสินค้าความละเอียดสูง และนำเสนอรายละเอียดสินค้าได้อย่างครบถ้วน
CMS e-commerce ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ที่ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ โดยเชื่อมต่อ หน้าบ้านของเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย เข้ากับระบบจัดการหลังบ้านที่ปลอดภัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในคู่มือนี้ คุณจะได้รู้จักแพลตฟอร์ม CMS e-commerce ที่อยู่เบื้องหลังร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ พร้อมทำความเข้าใจฟีเจอร์สำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์ม CMS สำหรับอีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดแตกต่างจากตัวเลือกอื่น ๆ
CMS e-commerce คืออะไร
CMS e-commerce หรือระบบจัดการคอนเทนต์ คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างและจัดการคอนเทนต์ดิจิทัลบนร้านค้าออนไลน์ได้ คอนเทนต์เหล่านี้อาจรวมถึงหน้าเว็บไซต์ที่มีสื่อมัลติมีเดีย รายการสินค้า บทความบล็อก และคอนเทนต์อื่น ๆ บนเว็บไซต์
ความแตกต่างระหว่าง CMS กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
แม้ว่า CMS จะช่วยจัดการคอนเทนต์ดิจิทัลบนเว็บไซต์ แต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะเน้นการรองรับการชำระเงินและการขายสินค้าโดยตรง
ลองเช็คความแตกต่างหลักระหว่างทั้ง 2 แบบในตารางด้านล่างนี้
|
CMS แบบสแตนด์อโลน 📝 |
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร 🛍️ |
|
|---|---|---|
|
ความรับผิดชอบ |
การรวบรวม จัดการ และจัดระเบียบคอนเทนต์ดิจิทัล เช่น Blog posts, Landing pages, Media assets และคอนเทนต์อื่น ๆ |
รองรับการทำธุรกิจออนไลน์ผ่านระบบตะกร้าสินค้าและการชำระเงิน รวมถึงการประมวลผลการชำระเงิน การจัดการสินค้า สต็อก และคำสั่งซื้อ |
|
ความยืดหยุ่น |
มีความยืดหยุ่นสูงทั้งฝั่ง Front-end และ Back-end |
แพลตฟอร์ม eCommerce แบบ Open-source หรือ Headless มีความยืดหยุ่นสูง ส่วนแพลตฟอร์ม eCommerce แบบ SaaS อาจมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ใช้เวลาเริ่มต้นระบบได้เร็วกว่า |
|
กรณีการใช้งานทั่วไป |
เหมาะกับเว็บไซต์บล็อก พอร์ตโฟลิโอ เว็บไซต์สื่อ และแบรนด์ที่เน้นคอนเทนต์เป็นหลัก รวมถึงครีเอเตอร์ที่เริ่มต้นจากเว็บไซต์คอนเทนต์แล้วค่อยเพิ่มระบบขายสินค้าในภายหลัง |
เหมาะกับแบรนด์ที่ขายสินค้าทั้งแบบกายภาพและดิจิทัล Marketplace งานคราฟต์ และธุรกิจแบบ Subscription รวมถึงกรณีที่ต้องใช้ฟีเจอร์ด้าน eCommerce แบบครบตั้งแต่เริ่มต้น |
ประเภทของโซลูชัน CMS อีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์ม CMS มีอยู่ 2 ประเภทหลัก คือ Software as a service (SaaS) และ Open source
SaaS
บริการ eCommerce CMS แบบ SaaS จะคิดค่าบริการแบบสมัครสมาชิก โดยระบบ CMS จะถูกโฮสต์อยู่บน cloud ซึ่งช่วยให้ใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัย และได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างแพลตฟอร์ม SaaS เช่น Shopify และ Squarespace
ข้อดีของการใช้ CMS อีคอมเมิร์ซแบบ SaaS
- ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ
- ใช้งานง่าย
- รองรับการขยายธุรกิจ
- มีการอัปเดตระบบอัตโนมัติ
- เข้าถึงระบบได้จากทุกที่
- มีระบบชำระเงินที่เชื่อมต่อไว้แล้ว
- มีระบบความปลอดภัยในตัว
ข้อเสียของการใช้ CMS อีคอมเมิร์ซแบบ SaaS
- ปรับแต่งได้จำกัดมากกว่าแพลตฟอร์ม open source
Open source
แพลตฟอร์ม CMS ประเภทนี้สามารถดาวน์โหลดและนำไปปรับแต่งได้ฟรี ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับระบบให้เหมาะกับความต้องการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วมักต้องมีความรู้ด้านการพัฒนาและการเขียนโค้ดเพื่อใช้งาน ตัวอย่างซอฟต์แวร์แบบ Open source คือ WordPress
ข้อดีของการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สบน CMS อีคอมเมิร์ซ
- ดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี
- ปรับแต่งได้อย่างเต็มที่
ข้อเสียของการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สบน CMS อีคอมเมิร์ซ
- ค่าใช้จ่ายด้าน Web Hosting และบริการพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในระบบ อาจมีราคาสูง
- ต้องมีความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์
- ผู้ใช้งานต้องดูแลความปลอดภัยของเว็บไซต์ด้วยตนเอง
Headless CMS กับ CMS e-commerce แบบทั่วไป
Headless commerce คือรูปแบบสถาปัตยกรรมของระบบ eCommerce ที่แยกส่วน Front end ออกจาก Back end ของเว็บไซต์ ทำให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนา Front end ได้โดยไม่ต้องแก้ไขระบบ Back end ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นและอิสระในการพัฒนาเว็บไซต์มากขึ้น หลายแบรนด์เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Headless เพื่อสร้างประสบการณ์แบรนด์แบบ Omnichannel หรือพัฒนาเว็บไซต์ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะ
ในทางตรงกันข้าม Traditional commerce หรือระบบแบบ Monolithic จะเชื่อม Front end และ Back end เข้าด้วยกัน แม้ว่าจะปรับแต่งได้น้อยกว่า แต่ก็มีความซับซ้อนในการตั้งค่าระบบน้อยกว่าเช่นกัน
การเลือกระหว่างโมเดลแบบ Headless หรือ Monolithic ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ eCommerce ของคุณ ด้านล่างนี้คือข้อดีของโครงสร้างระบบ Headless
ข้อดีของโครงสร้างระบบแบบ Headless
ข้อดีของ headless commerce ได้แก่
- ประสบการณ์แบบหลายช่องทาง สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น ระหว่างออนไลน์และหน้าร้านจริง ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องในทุกช่องทาง
- การปรับแต่งประสบการณ์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากโซลูชัน headless CMS สามารถรวมข้อมูลลูกค้าทั้งหมดไว้ในที่เดียว จึงทำให้แสดงคอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้ง่ายขึ้น เช่น การแนะนำสินค้าตามประวัติการซื้อ และเชื่อมข้อมูลการซื้อทั้งออนไลน์และหน้าร้านเข้าด้วยกัน
- ความยืดหยุ่น ช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถใช้แนวทางการพัฒนาแบบ modular และเลือก tech stack ที่เหมาะสมกับระบบของตนได้อย่างอิสระ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยแพลตฟอร์มเดียว
- ความคล่องตัวและความรวดเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาด ช่วยลดเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ เนื่องจากนักพัฒนาสามารถทำงานในส่วน front end และ back end พร้อมกันได้ ทำให้เปิดตัวฟีเจอร์หรือเว็บไซต์ใหม่ได้เร็วขึ้น
- ความสามารถในการขยายระบบและประสิทธิภาพของระบบ สามารถขยายหรือปรับปรุงเว็บไซต์ในส่วน front end ได้ โดยไม่กระทบกับระบบ ecommerce หลักในส่วน back end
แบรนด์อย่าง Taschen, Denim Tears, Ruggable และ BYLT เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ระบบ headless หรือการสร้างหน้าร้านแบบกำหนดเองด้วยเฟรมเวิร์ก Hydrogen ของ Shopify
สำนักพิมพ์ Taschen มียอดขายเพิ่มขึ้น 20% หลังจากเปลี่ยนมาใช้ CMS แบบ headless บนแพลตฟอร์ม Shopify Plus
“Shopify Plus ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทำให้เราควบคุมระบบได้ดีขึ้น และยังเปิดโอกาสให้เราพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้น” Gaëlle Mehanna ผู้อำนวยการฝ่าย ecommerce ของ Taschen กล่าว
เอเจนซี Kamp Grizzly ของแบรนด์ Denim Tears ใช้เฟรมเวิร์ก Hydrogen ของ Shopify เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ และสามารถถ่ายทอดวิสัยทัศน์การเล่าเรื่องของ Tremaine Emory ที่ต้องการให้เว็บไซต์มีบรรยากาศเหมือนพิพิธภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่
หลังจากเปลี่ยนมาใช้ CMS แบบ headless แล้ว Ruggable พบว่าความเร็วและความเสถียรของเว็บไซต์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เว็บไซต์ของเราเร็วขึ้นมากสำหรับลูกค้า ส่งผลให้ทั้งอัตรา Conversion และ SEO ดีขึ้นด้วย ตอนนี้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรามีความเร็วสูงขึ้น จึงส่งทราฟฟิกมาให้เรามากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก” Daniel Graupensperger ผู้อำนวยการฝ่าย product management ของ Ruggable กล่าว
Ryan Groh หัวหน้าฝ่ายอีคอมเมิร์ซของ BYLT กล่าวว่า "ตั้งแต่ย้ายมาใช้ Hydrogen เราเห็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์และการเรนเดอร์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ทันที" แบรนด์สามารถรวมส่วนธุรกิจร้านค้าจริงและอีคอมเมิร์ซเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ขยายจาก 1 ร้านค้าปลีกเป็น 7 ร้านที่ทำกำไรได้ นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนการคอนเวิร์ต DTC มากกว่า 50% ผ่าน Shopify Payments
เมื่อควรเลือก CMS แบบทั่วไป หรือแบบ Headless
ทั้ง CMS e-commerce แบบทั่วไปและแบบ headless ต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดของตัวเอง ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ ลองพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
-
ทรัพยากรด้านเทคนิคของทีม ธุรกิจของคุณมีทีมที่สามารถพัฒนาและดูแลระบบ headless ได้หรือไม่ แม้ระบบแบบ headless จะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ก็ต้องใช้เวลาและต้นทุนในการดูแลมากกว่า
-
งบประมาณโดยรวมของธุรกิจ แพลตฟอร์มแบบ headless มักมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและดูแลสูงกว่าแพลตฟอร์มแบบทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
-
ระยะเวลาที่ต้องการเปิดร้านออนไลน์ ระบบ ecommerce แบบทั่วไปสามารถเปิดใช้งานได้ค่อนข้างรวดเร็ว ในขณะที่ระบบ headless อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนา
-
รายได้ปัจจุบันหรือรายได้ที่คาดการณ์ไว้ ธุรกิจที่เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ headless มักมีรายได้ออนไลน์มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แบรนด์ที่ใช้แพลตฟอร์มแบบทั่วไปมักมีรายได้ออนไลน์อยู่ในช่วงประมาณ 20–50 ล้านดอลลาร์
- ความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจ หากธุรกิจของคุณต้องการฟีเจอร์หรือความสามารถเฉพาะที่ CMS e-commerce แบบทั่วไปไม่สามารถรองรับได้ ระบบแบบ headless อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
ฟีเจอร์ของ CMS e-commerce
ต่อไปนี้คือฟีเจอร์สำคัญที่ควรมองหาเมื่อเลือก CMS e-commerce
ใช้งานง่าย
คุณคงไม่ได้เริ่มทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อใช้เวลาทั้งวันไปกับการปรับแต่งระบบร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์ม CMS e-commerce ที่ใช้งานง่ายและเข้าใจได้ทันทีจะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการจัดการด้านเทคนิคของเว็บไซต์ ทำให้คุณมีเวลามุ่งเน้นกับการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องหอมสำหรับบ้าน Pura สามารถลดเวลาการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับระบบเช็คเอาต์ได้ถึง 50% หลังจากใช้ Shopify
ควรมองหาแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย เมนูการตั้งค่าที่ชัดเจน และศูนย์ช่วยเหลือที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการขอความช่วยเหลือด้านเทคนิค การทดลองใช้งานฟรีก็เป็นวิธีที่ดีในการดูว่าอินเทอร์เฟซของ CMS e-commerce นั้นใช้งานง่ายสำหรับคุณหรือไม่
การจัดการสื่อ
CMS e-commerce ที่ดีจะช่วยให้คุณจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างสะดวก เช่น การสร้างคลังเก็บไฟล์สำหรับภาพ บทความ วิดีโอ หรือไฟล์ PDF ที่ใช้บนเว็บไซต์ ระบบที่จัดระเบียบอย่างดีจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการสร้างและอัปเดตคอนเทนต์
รองรับการเชื่อมต่อกับระบบอื่น
CMS e-commerce ที่มีประสิทธิภาพควรรองรับการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้หลากหลาย เพื่อให้ระบบอีคอมเมิร์ซทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีเมล ซอฟต์แวร์จัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือซอฟต์แวร์จัดการสต็อกสินค้า
ฟีเจอร์ SEO
ระบบจัดการคอนเทนต์ที่มีเครื่องมือ SEO ในตัวจะช่วยให้คุณปรับแต่งคำอธิบายสินค้า รูปภาพ และคอนเทนต์อื่น ๆ ให้เหมาะกับการค้นหาบนเสิร์ชเอนจินอย่าง Google ควรมองหา CMS ที่สามารถสร้างไฟล์ robots.txt และ sitemap.xml ได้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถเพิ่ม canonical tag ให้กับหน้าเว็บไซต์ เพื่อป้องกันปัญหาเนื้อหาซ้ำที่อาจส่งผลต่ออันดับการค้นหา
สำหรับธุรกิจที่ใช้ Shopify การนำเทคนิค Shopify SEO มาใช้สามารถช่วยเพิ่มอันดับบนเสิร์ชเอนจินได้ ฟีเจอร์ SEO สำหรับ ecommerce ยังช่วยให้กลยุทธ์ content marketing ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการปรับแต่ง meta data อย่างเหมาะสม เมื่อทำ content marketing ได้ดี ก็จะช่วยเพิ่มการมองเห็นบนเสิร์ชเอนจินและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
การส่งมอบคอนเทนต์แบบหลายช่องทาง
Omnichannel commerce คือการทำให้ลูกค้าสามารถค้นหา มีปฏิสัมพันธ์ และซื้อสินค้าผ่านหลายช่องทางที่เชื่อมต่อกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ มือถือ หน้าร้านจริง หรือโซเชียลมีเดีย โดยยังคงได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและสอดคล้องกัน แพลตฟอร์ม CMS e-commerce (โดยเฉพาะ CMS แบบ headless หรือ omnichannel) รองรับแนวทางนี้ด้วยการส่งคอนเทนต์เดียวกันไปยังหลายช่องทางได้อย่างเป็นระบบ
แพลตฟอร์ม CMS e-commerce ที่น่าสนใจ
ต่อไปนี้คือแพลตฟอร์ม CMS e-commerce ที่ได้รับความนิยม พร้อมฟีเจอร์และราคาของแต่ละแพลตฟอร์ม
Shopify
Shopify เป็นโซลูชัน CMS e-commerce แบบ all-in-one ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ขายสร้างและจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยแพ็กเกจราคาที่เข้าถึงได้ ดีไซน์สวยงาม และฟีเจอร์การขายที่ทรงพลัง Shopify จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายและน่าเชื่อถือที่สุดในการเริ่มต้นทำร้านออนไลน์
คุณสามารถใช้ AI store builder เพื่อสร้างดีไซน์ร้านค้าได้ภายในไม่กี่นาที หรือเลือกใช้ธีมสำเร็จรูปที่มีให้หลากหลาย เมื่อออกแบบร้านค้าแล้ว การจัดการคอนเทนต์ก็ทำได้ง่ายผ่านอินเทอร์เฟซผู้ใช้ (UI) ที่ใช้งานสะดวกและคลังไฟล์ของ Shopify
หลังจากนั้น ฟังก์ชัน eCommerce ของ Shopify จะช่วยดูแลระบบสำคัญทั้งหมดของร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การจัดการสต็อกสินค้าไปจนถึงการประมวลผลการชำระเงิน
เหมาะสำหรับใคร
Shopify ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจ ecommerce ทุกขนาด ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายบุคคล ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI ใช้ Shopify Magic ช่วยออกแบบร้านค้า สร้าง landing pages และรายการสินค้า จากนั้นใช้ Sidekick เป็นผู้ช่วยธุรกิจที่พร้อมให้คำแนะนำตลอดเวลา
- การประมวลผลการชำระเงินแบบบูรณาการ Shopify Payments เป็นระบบชำระเงินที่รวมอยู่ในแพลตฟอร์ม รองรับวิธีการชำระเงินหลักทั้งหมด และยังรองรับผู้ให้บริการชำระเงินภายนอกมากกว่า 100 ราย
- App Store ที่กว้างขวาง เข้าถึง Shopify App Store ที่มีแอปและการเชื่อมต่อมากกว่า 8,000 รายการ
- การชำระเงินที่ปรับแต่งได้ ให้ลูกค้าเลือกวิธีชำระเงินได้หลากหลาย เช่น express checkout การรับสินค้าที่ร้าน โค้ดส่วนลด และ Shop Pay ซึ่งเป็นระบบ checkout ที่มีอัตรา conversion สูงที่สุดบนอินเทอร์เน็ต
- Shopify POS เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์กับหน้าร้านจริงผ่าน Shopify POS เพื่อรวมช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน
- การจัดส่งและการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ เครื่องมือจัดการคำสั่งซื้อ สต็อก และการจัดส่งในตัว สามารถสร้างป้ายจัดส่ง คำนวณภาษีนำเข้า ให้ข้อมูลติดตามสินค้า จัดการการคืนสินค้า และอื่น ๆ
- การกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้ง เพิ่มยอดขายด้วยเครื่องมืออัตโนมัติที่ช่วยดึงลูกค้าที่ทิ้งสินค้าไว้ในตะกร้ากลับมาซื้อสินค้า
- เครื่องมือ SEO เครื่องมือ SEO ของ Shopify ช่วยจัดการรายละเอียดด้าน SEO เช่น การสร้างไฟล์ robots.txt และการเพิ่มชื่อแบรนด์ใน meta title
- การวิเคราะห์ขั้นสูง ติดตามยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า และตัวชี้วัดสำคัญของ ecommerce ผ่านระบบ analytics และรายงานข้อมูลที่ครบถ้วน
- การปรับแต่งขั้นสูงและการเข้าถึง API แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่คุณสามารถปรับแต่ง storefront และระบบหลังบ้านได้ตามต้องการผ่านตัวเลือกการปรับแต่งและ API ที่รองรับอย่างครบถ้วน
- ความสามารถด้าน Omnichannel และ Multichannel Commerce สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่สอดคล้องกันในทุกช่องทาง และจัดการสต็อกสินค้าได้อย่างราบรื่น ทั้งบน desktop มือถือ โซเชียลมีเดีย marketplace และหน้าร้านจริง
- การสนับสนุนลูกค้าตลอด 24/7 บริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านอีเมล Live chat และโทรศัพท์
แผนและราคา
Shopify มีแพ็กเกจหลากหลายเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาด
- Starter: $5/เดือน (ประมาณ 180 บาท)
- Basic: $29/เดือน (ประมาณ 1,050 บาท)
- Grow: $79/เดือน (ประมาณ 2,850 บาท)
- Advanced: $299/เดือน (ประมาณ 10,800 บาท)
เริ่มทดลองใช้ Shopify ฟรีได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ทดลองฟรี 3 วัน จากนั้น 3 เดือนแรกจ่ายเพียง $1 ต่อเดือน (ประมาณ 35 บาท)
BigCommerce
BigCommerce เป็นแพลตฟอร์ม ecommerce แบบ “open SaaS” ซึ่งหมายถึงระบบ SaaS ที่เปิดให้ใช้งาน API ได้อย่างยืดหยุ่น BigCommerce มีทั้งผลิตภัณฑ์ระดับ enterprise และแพ็กเกจ Essentials สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
เหมาะสำหรับใคร
ผลิตภัณฑ์หลักของ BigCommerce ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
ฟีเจอร์
- ฟังก์ชันตัวสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน CMS e-commerce ของ BigCommerce สำหรับธุรกิจขนาดเล็กมาพร้อมเครื่องมือสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน เช่น การออกแบบหน้าเว็บแบบ drag-and-drop และระบบที่รองรับการแสดงผลบนมือถือโดยอัตโนมัติ
- ความสามารถด้าน SEO BigCommerce มีฟีเจอร์ SEO เช่น clean URLs และระบบ redirect อัตโนมัติ
- การขายหลายช่องทาง ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อร้านค้ากับโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์ม marketplace เพื่อขายสินค้าผ่านหลายช่องทางได้
- โครงสร้างพื้นฐานที่ขยายได้ ผลิตภัณฑ์ระดับ enterprise ของ BigCommerce รองรับปริมาณผู้เข้าชมและธุรกรรมจำนวนมากได้
แผนและราคา
- Standard: $348 ต่อปี (ประมาณ 12,500 บาทต่อปี)
- Pro: $3,588 ต่อปี (ประมาณ 129,000 บาทต่อปี)
คิดค่าบริการแบบรายปี พร้อมทดลองใช้งานฟรี 15 วัน สำหรับราคา Enterprise ต้องติดต่อทีมขายโดยตรง
WordPress + WooCommerce
WordPress เป็นระบบจัดการคอนเทนต์แบบโอเพนซอร์สที่สร้างขึ้นสำหรับบล็อกเกอร์ คุณสามารถใช้เว็บไซต์ WordPress เป็น CMS อีคอมเมิร์ซได้ด้วยการเพิ่มปลั๊กอิน WooCommerce ซึ่งให้ฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซเช่นเกตเวย์การชำระเงิน หรือเพิ่ม Shopify for WordPress แทน
เหมาะสำหรับใคร
WordPress สามารถใช้ได้โดยทุกคน แต่เดิมสร้างขึ้นสำหรับบล็อกเกอร์
ฟีเจอร์
- UI ที่คุ้นเคยสำหรับบางคน หากคุณคุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซผู้ใช้ของ WordPress สิ่งนี้ช่วยให้คุณใช้แพลตฟอร์มที่คุณรู้จักอยู่แล้วสำหรับการจัดการคอนเทนต์อีคอมเมิร์ซ
- ปรับแต่งและขยายได้ WordPress มีปลั๊กอินหลายพันรายการและธีมที่ปรับเปลี่ยนได้เพื่อขยายฟังก์ชันของเว็บไซต์ WordPress และช่วยปรับแต่ง อาจเป็นข้อเสียสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการพัฒนาเว็บไซต์ เนื่องจากการปรับแต่งอาจต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับ HTML และ CSS
แผนและราคา
WordPress และ WooCommerce ฟรี อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการโฮสต์ การลงทะเบียนโดเมน ธีม เกตเวย์การชำระเงิน ปลั๊กอิน รวมถึงอื่นๆ
Drupal
Drupal เป็น CMS แบบโอเพนซอร์สที่ให้การปรับแต่งอย่างลึกซึ้งแต่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค Drupal commerce เป็นโมดูล Drupal แบบโอเพนซอร์สที่เพิ่มเครื่องมืออีคอมเมิร์ซ เช่น ผลิตภัณฑ์ ตะกร้าสินค้า การชำระเงิน และคำสั่งซื้อ เกตเวย์การชำระเงิน การจัดส่ง และการดำเนินการตามคำสั่งซื้อมีให้ผ่านส่วนขยายที่มีส่วนร่วม
Drupal มีความยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ แต่ในฐานะซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคมากกว่าตัวสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
เหมาะสำหรับใคร
Drupal เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่มีทักษะการเขียนโค้ดบางอย่าง
ฟีเจอร์
- การปรับแต่ง ด้วยโมดูลและธีมมากมาย และความสามารถในการเขียนโมดูลที่กำหนดเอง ธุรกิจสามารถปรับแต่งการแสดงผลทางออนไลน์ได้
- ความสามารถในการขยาย แพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อขยายตามการเติบโตของธุรกิจในขณะที่รักษามาตรฐานความปลอดภัย
แผนและราคา
Drupal เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สฟรี อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายสำหรับการโฮสต์ การลงทะเบียนโดเมน ธีม เกตเวย์การชำระเงิน รวมถึงอื่นๆ
Adobe Commerce
Adobe Commerce ชื่อเดิมคือ Magento เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่รวมคอมโพเนนต์ CMS ออกแบบมาเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมแบบธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) และธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) Adobe Commerce ออกแบบมาสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ระดับองค์กรที่มองหาแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้สูง
เหมาะสำหรับใคร
Adobe Commerce มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจระดับองค์กร
ฟีเจอร์
- พอร์ทัลการซื้อ B2B Adobe Commerce ช่วยให้ธุรกิจ B2B สร้างประสบการณ์การซื้อ B2B แบบบริการตนเองได้
- การจัดการสินค้าคงคลัง แพลตฟอร์มมีการจัดการสินค้าคงคลังเพื่อรองรับแคตตาล็อก B2C และ B2B อำนวยความสะดวกในการขายแบบหลายช่องทางโดยให้ลูกค้ารับคำสั่งซื้อออนไลน์ในร้านได้
- คอนเทนต์ที่เสริมสร้าง ความสามารถแบบโมดูลาร์ช่วยให้สามารถฝังข้อมูลผลิตภัณฑ์และลิงก์ผลิตภัณฑ์ในบทความบล็อกได้
แผนและราคา
Adobe Commerce มีแผน Adobe Commerce Pro และ Managed Services ติดต่อ Adobe เพื่อขอข้อมูลราคา
OpenCart
OpenCart เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบโอเพนซอร์ส เวอร์ชันฟรีต้องการให้ธุรกิจจัดหาการโฮสต์เว็บไซต์เอง ผสานการทำงานกับโปรเซสเซอร์การชำระเงินทั่วไปและแอปบุคคลที่สามอื่นๆ
เหมาะสำหรับใคร
OpenCart เหมาะสำหรับเจ้าของร้านค้าขนาดเล็กและเรียบง่าย
ฟีเจอร์
- ฟังก์ชัน SEO OpenCart มีเครื่องมือ SEO ในตัวเพื่อช่วยให้เว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหา
- การสนับสนุนหลายภาษาและหลายสกุลเงิน แพลตฟอร์มรองรับหลายภาษาและสกุลเงิน
- มาร์เก็ตเพลสของดีไซน์ คุณสามารถค้นหาดีไซน์หน้าเพจและธีมแบบเทมเพลตในมาร์เก็ตเพลสของ OpenCart บางรายการฟรีและบางรายการมีค่าธรรมเนียม
แผนและราคา
OpenCart ฟรี อย่างไรก็ตาม การโฮสต์ การลงทะเบียนโดเมน ธีม เกตเวย์การชำระเงิน รวมถึงอื่นๆ จะมีค่าใช้จ่าย
Wix
Wix เป็นตัวสร้างเว็บไซต์และ CMS ที่มีเทมเพลตการออกแบบและอินเทอร์เฟซแบบลากและวางสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ Wix มีฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซบางอย่างแต่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
เหมาะสำหรับใคร
Wix สามารถใช้ได้โดยทุกคนที่มีความต้องการเว็บไซต์ง่ายๆ
ฟีเจอร์
- ตัวสร้างเว็บไซต์ที่เรียบง่าย ฟังก์ชันการลากและวางของ Wix ช่วยให้ผู้ใช้ออกแบบร้านค้าอีคอมเมิร์ซโดยไม่ต้องเขียนโค้ด
- เทมเพลต เทมเพลตการออกแบบช่วยให้ผู้ใช้เริ่มต้นสร้างหน้าร้านออนไลน์ได้
- ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซแบบบูรณาการ Wix มีเครื่องมือสำหรับการจัดการสินค้าคงคลัง การประมวลผลการชำระเงิน และการจัดส่ง
แผนและราคา
Wix มีแผนเริ่มต้นที่ Light ที่ $17/เดือน (ประมาณ 559 บาท) และไปจนถึงแผน Business Elite ที่ $159/เดือน (ประมาณ 5,227 บาท) แผน Enterprise มีให้สำหรับธุรกิจที่มีราคาแบบกำหนดเอง รับประกันคืนเงินภายใน 14 วัน
HubSpot
HubSpot เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) และเครื่องมือการตลาด แต่ยังมี CMS ด้วย CMS ของ HubSpot ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ แต่คุณสามารถเพิ่มความสามารถด้านอีคอมเมิร์ซโดยใช้ลิงก์การชำระเงินของ HubSpot หรือโดยการผสานการทำงานร้านค้า Shopify ที่มีอยู่
เหมาะสำหรับใคร
HubSpot เหมาะสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการตลาดแบบดึงดูดและการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า
ฟีเจอร์
- CMS ที่ขับเคลื่อนด้วย CRM CMS ของ HubSpot ผสานรวมกับระบบ CRM ซึ่งสามารถช่วยให้คุณเปิดใช้งานประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นส่วนตัว
- ตัวสร้างหน้าแบบลากและวาง ตัวสร้างหน้าแบบลากและวางของ HubSpot สามารถช่วยคุณสร้างเว็บไซต์โดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิคอย่างกว้างขวาง
- ตัวสร้างบล็อก แพลตฟอร์มมีตัวสร้างบล็อก ช่วยให้ผู้ใช้เผยแพร่คอนเทนต์ที่เป็นมิตรกับ SEO โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนทราฟฟิกไปยังเว็บไซต์
แผนและราคา
HubSpot CMS มีแผนฟรีตลอดไป แผนที่ต้องชำระเงินสำหรับ HubSpot Commerce เริ่มต้นที่ $85/เดือน/ที่นั่ง เมื่อเรียกเก็บเงินรายปี
Squarespace
Squarespace เป็นตัวสร้างเว็บไซต์ที่ให้เจ้าของธุรกิจสร้างเว็บไซต์ด้วยเทมเพลตที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า สไตล์เทมเพลตเป็นทั้งประโยชน์และข้อจำกัด Squarespace เป็นที่รู้จักในด้านความเรียบง่ายและความเป็นมืออาชีพ แต่ยังอนุญาตให้มีตัวเลือกการปรับแต่งน้อยกว่า Squarespace มีความสามารถด้านอีคอมเมิร์ซแบบบูรณาการรวมถึงบริการโฮสต์ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ เช่น ตัวสร้างคอร์ส
เหมาะสำหรับใคร
ทุกคนที่มีความต้องการเว็บไซต์ง่ายๆ สามารถใช้ Squarespace ได้ และแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์เพิ่มเติมสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์
ฟีเจอร์
- เทมเพลตการออกแบบ เทมเพลตที่ออกแบบอย่างมืออาชีพตอบสนองต่ออุตสาหกรรมและอาชีพเฉพาะ เช่น ร้านอาหาร ผู้สร้างคอนเทนต์ และช่างภาพ
- เครื่องมือคอนเทนต์สมาชิก Squarespace ช่วยให้คุณสามารถกั้นคอนเทนต์เฉพาะ เช่น บทความบล็อก ไว้หลัง Paywall เพื่อให้สมาชิกเท่านั้นที่เข้าถึงได้
- เครื่องมือ SEO Squarespace ผสานการทำงานกับ Google Search Console และมีเครื่องมือ SEO พื้นฐาน เช่น URL ที่สะอาดและแผนผังเว็บไซต์ที่สร้างอัตโนมัติ
แผนและราคา
Squarespace มีทดลองใช้ฟรี 14 วัน แผนที่ต้องชำระเงินที่รวมฟีเจอร์การค้าขายเริ่มต้นด้วย Basic ที่ $16/เดือน (ประมาณ 526 บาท) เมื่อเรียกเก็บเงินรายปี และไปจนถึงแผน Advanced ที่ $99/เดือน (ประมาณ 3,255 บาท) เมื่อเรียกเก็บเงินรายปี
วิธีเลือก CMS อีคอมเมิร์ซที่เหมาะสม
ไม่ว่าคุณจะเลือก CMS อีคอมเมิร์ซเป็นครั้งแรกหรือกำลังตัดสินใจเปลี่ยนแพลตฟอร์มที่สำคัญ การตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น
ในด้านเทคนิค คุณจะต้องดูที่ความสามารถในการขยาย ความสามารถในการผสานการทำงาน ความยืดหยุ่นในการพัฒนา และความปลอดภัย จากมุมมองทางธุรกิจ ให้พิจารณาปัจจัยอย่างอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ความง่ายในการใช้งานสำหรับทีมที่ไม่ใช่ด้านเทคนิค ต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมด เวลาในการออกสู่ตลาด และการสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตเช่นการขายแบบหลายช่องทาง
รายการตรวจสอบเกณฑ์การประเมิน
เมื่อประเมินโซลูชัน CMS อีคอมเมิร์ซ นี่คือความสามารถขั้นต่ำที่คุณควรคาดหวัง
- ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซพื้นฐาน การจัดการผลิตภัณฑ์และสินค้าคงคลัง การจัดส่งและการดำเนินการตามคำสั่งซื้อ การติดตามคำสั่งซื้อ การจัดการข้อมูลลูกค้า และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง
- เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ฟีเจอร์เช่นคำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่สร้างอัตโนมัติ คำแนะนำที่ปรับแต่ง และการแก้ไขรูปภาพ
- การประมวลผลการชำระเงินแบบบูรณาการ การยอมรับวิธีการหลักทั้งหมด ตั้งแต่บัตรเครดิตไปจนถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล
- การสนับสนุนระบบนิเวศ App Store ที่กว้างขวางหรือการผสานการทำงานที่เชื่อมต่อกับ Tech Stack ที่มีอยู่การชำระเงินที่ยืดหยุ่น ขั้นตอนที่ปรับแต่งได้พร้อมตัวเลือกด่วน รหัสส่วนลด และการรับสินค้าในร้าน
- การวิเคราะห์และการรายงาน การมองเห็นประสิทธิภาพในทุกช่องทางการขาย
- ความสามารถแบบหลายช่องทาง การขายที่ราบรื่นผ่านเว็บ มือถือ โซเชียล มาร์เก็ตเพลส และในร้าน
- การสนับสนุนลูกค้า บริการที่ตอบสนองและเป็นประโยชน์เมื่อคุณต้องการ
- ระบบอัตโนมัติทางการตลาด เครื่องมืออย่างการกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกละทิ้ง แคมเปญอีเมล และการกำหนดเป้าหมายใหม่
- ความสามารถในการขยาย ฟีเจอร์ขั้นสูงสำหรับการขายระหว่างประเทศ B2B ขายส่ง และการเติบโตระดับองค์กร
ขนาดธุรกิจและข้อกำหนดทางเทคนิค
นี่คือรายละเอียดว่าแพลตฟอร์ม CMS ใดเหมาะกับสตาร์ทอัพขนาดเล็กเทียบกับตลาดกลางเทียบกับแบรนด์ระดับองค์กร
ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจาก CMS อีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรแบบดั้งเดิม เนื่องจากต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ความง่ายในการเริ่มต้นใช้งาน และการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า
ร้านค้าตลาดกลาง ควรประเมินแพลตฟอร์ม CMS อีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรรวมถึงแนวทางแบบผสมผสานระหว่าง Headless และ Monolithic เพื่อให้ได้ระบบเช่นการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PIM)
แบรนด์ระดับองค์กร อาจชอบสถาปัตยกรรมแบบ Headless เนื่องจากความยืดหยุ่น การปรับแต่ง และความแข็งแกร่งในฐานะแพลตฟอร์มหลายช่องทาง อย่างไรก็ตาม แนวทางแบบผสมผสานหรือแพลตฟอร์มการค้าที่ขยายได้เช่น Shopify Plus ก็อาจทำงานได้ดีเช่นกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CMS e-commerce
Shopify ถือว่าเป็น CMS หรือไม่?
ใช่ Shopify ถือว่าเป็น CMS ที่ออกแบบมาสำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
CMS แพลตฟอร์มไหนเหมาะที่สุดสำหรับอีคอมเมิร์ซ
Shopify เป็นหนึ่งในตัวเลือก CMS ที่ง่ายที่สุดสำหรับการตั้งค่าและจัดการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
ข้อดีของ CMS อีคอมเมิร์ซคืออะไร
ข้อดีของ CMS อีคอมเมิร์ซ ได้แก่ การจัดการผลิตภัณฑ์และคอนเทนต์ที่คล่องตัว เครื่องมือการขายและการตลาดแบบบูรณาการ และความสามารถในการสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าที่เป็นส่วนตัว
CMS สำหรับอีคอมเมิร์ซคืออะไร
ส่วนสำคัญของ Tech Stack อีคอมเมิร์ซ CMS สำหรับอีคอมเมิร์ซช่วยให้คุณจัดการคอนเทนต์ดิจิทัลสำหรับร้านค้าออนไลน์ Shopify เป็นตัวอย่างของ CMS แบบครบวงจรสำหรับอีคอมเมิร์ซ


