ในความเป็นจริง แนวคิดของการเป็นครีเอเตอร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ย้อนกลับไปในสมัยโรมัน นักสู้กลาดิเอเตอร์ก็เคยรับเงินจากการโปรโมตสินค้าอย่างน้ำมันมะกอกหรือไวน์ ส่วนศิลปินระดับโลกอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชี ก็สร้างรายได้มหาศาลจากการขายผลงานและรับงานคอมมิชชัน ซึ่งมีการประเมินว่ามูลค่ารายได้ต่อปีของเขา หากเทียบกับปัจจุบันก็อาจสูงถึงหลายล้านบาท
วงการครีเอเตอร์ยุคดิจิทัล ยังคงทำงานบนหลักการคล้ายเดิม อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากการร่วมงานกับแบรนด์แบบมีค่าตอบแทน หรือจากการขายสินค้าและผลงานของตัวเอง ความแตกต่างสำคัญคือ ทุกวันนี้คนทำคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดังระดับซูเปอร์สตาร์ก็สามารถสร้างรายได้ได้แล้ว ใคร ๆ ก็สามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและเครื่องมือสร้างรายได้จากคอนเทนต์ เพื่อเริ่มหาเงินออนไลน์ได้เช่นกัน
คอนเทนต์ครีเอเตอร์ คืออะไร?
คอนเทนต์ครีเอเตอร์คือคนที่สร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ ซึ่งเป็นคำที่ครอบคลุมกว้างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว นักดนตรี กวี ช่างวิดีโอ หรือจิตรกร ต่างก็ถือว่าเป็นครีเอเตอร์ได้ในความหมายนี้
แต่ถ้าพูดถึง ครีเอเตอร์ดิจิทัล จะหมายถึงกลุ่มที่สร้างและเผยแพร่คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ และหลายคนก็สามารถหาเงินจากคอนเทนต์ได้จริง ไม่ว่าจะผ่านการขายผลงานให้แบรนด์หรือเอเจนซี หรือการร่วมงานกับแบรนด์ในรูปแบบพาร์ตเนอร์หรือสปอนเซอร์แบบมีค่าตอบแทน
ประเภทคอนเทนต์ดิจิทัลที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- คอนเทนต์เสียง เช่น พอดแคสต์ บล็อกเสียง หรือหนังสือเสียง
- คอนเทนต์วิดีโอ เช่น วิดีโอบล็อก คลิปบน TikTok หรือ YouTube, Instagram Reels และไลฟ์สตรีม
- คอนเทนต์ตัวอักษร เช่น บล็อก อีบุ๊ก ไวท์เปเปอร์ และบทรีวิว
- คอนเทนต์ภาพ เช่น ภาพสต็อก ดิจิทัลอาร์ต หรือกราฟิกที่ออกแบบสำหรับแบรนด์
- คอนเทนต์ผสม เช่น โพสต์บนโซเชียลมีเดีย หรือคอร์สออนไลน์ ซึ่งมักผสมทั้งภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความไว้ในคอนเทนต์เดียว
คอนเทนต์ครีเอเตอร์หาเงินได้เท่าไหร่?
รายได้ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์แตกต่างกันมาก ครีเอเตอร์ระดับเซเลบริตี้อาจได้รับค่าตอบแทนหลายล้านดอลลาร์ต่อแคมเปญ ในขณะที่นาโนอินฟลูเอนเซอร์อาจได้รับค่าจ้างไม่ถึง 100 ดอลลาร์สำหรับโพสต์บน Facebook หนึ่งโพสต์
โดยทั่วไปแล้ว แบรนด์มักตั้งงบประมาณสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อผู้ติดตาม 10,000 คน และอาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับการผลิตคอนเทนต์เพิ่มเติม ทั้งนี้ครีเอเตอร์บางรายที่มีอิทธิพลหรือมีฐานผู้ติดตามที่แข็งแรงก็สามารถเรียกราคาสูงกว่านี้ได้
ระดับอินฟลูเอนเซอร์ Instagram ตามจำนวนผู้ติดตาม
โดยทั่วไปแล้ว ค่าตอบแทนของครีเอเตอร์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทคอนเทนต์ กลุ่มผู้ชม และมูลค่าของแบรนด์ส่วนตัวของครีเอเตอร์เอง ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคามีดังนี้
- ประเภทคอนเทนต์: ครีเอเตอร์มักสามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ หากคอนเทนต์นั้นเป็นที่ต้องการสูง ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง หรือใช้เวลาผลิตค่อนข้างมาก
- แพลตฟอร์ม: รายได้ของครีเอเตอร์แตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม เช่น วิดีโอสปอนเซอร์บน YouTube มีค่าเฉลี่ยประมาณ 4,491 ดอลลาร์ (ประมาณ 142,000 บาท) ขณะที่โพสต์สปอนเซอร์บน Twitter มีค่าเฉลี่ยเพียงประมาณ 284 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,000 บาท)
- จำนวนผู้ติดตาม: อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากมักสามารถตั้งราคาสูงกว่าได้ ข้อมูลจากรายงาน State of Influencer Earnings ระบุว่า ในปี 2021 อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 500,000 คน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 6,786 ดอลลาร์ต่อโพสต์ (ประมาณ 215,000 บาท) ขณะที่ผู้ที่มีผู้ติดตามระหว่าง 1,000–9,999 คน มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 901 ดอลลาร์ (ประมาณ 28,500 บาท)
- อัตราการมีส่วนร่วม: อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์สูง มักสามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ บางรายคำนวณค่าจ้างตามจำนวน engagement เช่น ค่าจ้างต่อโพสต์ = จำนวน engagement เฉลี่ยล่าสุด × 0.14
- กลุ่มผู้ชม: การมีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มสามารถเพิ่มค่าตัวของอินฟลูเอนเซอร์ได้ โดยทั่วไปค่าโฆษณาจะต่ำกว่าในหมวดที่มีการแข่งขันสูง เช่น ความงามหรือท่องเที่ยว และมักสูงกว่าในกลุ่มเฉพาะทางที่มีอินฟลูเอนเซอร์น้อยกว่า เช่น การเงินส่วนบุคคล
วิธีหาเงินจากการสร้างคอนเทนต์
การสร้างคอนเทนต์ดิจิทัลสามารถกลายเป็นงานประจำ งานเสริมที่รายได้ดี หรือแม้แต่แหล่งรายได้แบบพาสซีฟก็ได้ ต่อไปนี้คือ 8 วิธีที่ครีเอเตอร์ใช้หาเงินจากคอนเทนต์ออนไลน์
เป็นอินฟลูเอนเซอร์โซเชียลมีเดีย
การสร้างฐานผู้ติดตามและแบรนด์ส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียสามารถเปิดโอกาสให้คุณได้รับงานร่วมกับแบรนด์แบบมีค่าตอบแทน เมื่อบัญชีโซเชียลของคุณมีผู้ติดตามถึงระดับหนึ่ง คุณก็สามารถคิดค่าจ้างสำหรับโพสต์สปอนเซอร์ได้
โดยทั่วไปครีเอเตอร์จะสร้างคอนเทนต์ที่นำเสนอสินค้าหรือบริการของแบรนด์ แล้วโพสต์ลงบนบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพื่อแลกกับค่าตอบแทนจากแบรนด์นั้น ๆ
เป็นอินฟลูเอนเซอร์บล็อกหรืออีเมล
นักเขียนที่มีอิทธิพลก็สามารถได้รับสปอนเซอร์จากแบรนด์ได้เช่นกัน เมื่อเว็บไซต์ของคุณมีทราฟฟิกในระดับหนึ่ง หรือมีผู้ติดตามจดหมายข่าวทางอีเมลจำนวนมาก แบรนด์อาจจ่ายเงินให้คุณเพื่อทำคอนเทนต์สปอนเซอร์ เช่น การแนะนำหรือรีวิวสินค้าและบริการของพวกเขา
อีกวิธีหนึ่งในการสร้างรายได้คือการเปิดรับนักเขียนรับเชิญที่โดยปกติแล้วแบรนด์จะเป็นผู้เขียนคอนเทนต์เอง และจ่ายเงินเพื่อเผยแพร่บทความนั้นบนบล็อกหรือในจดหมายข่าวของคุณ ภายใต้ชื่อผู้เขียนของบริษัท
เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
หลายแบรนด์ชั้นนำมักสร้างความร่วมมือระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเรียกว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยครีเอเตอร์ในบทบาทนี้อาจสร้างและเผยแพร่คอนเทนต์ให้กับแบรนด์ในหลายช่องทาง แนะนำหรือรับรองสินค้าของแบรนด์อย่างชัดเจน รวมถึงเข้าร่วมหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในนามของแบรนด์ผู้สนับสนุน
เปิดร้านออนไลน์
อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์จำนวนมากใช้ร้านค้าออนไลน์เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม คุณสามารถขายสินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเอง เช่น เสื้อฮู้ดหรือเมอร์ชของครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง Charli D’Amelio หรือใช้แพลตฟอร์มของตัวเองเปิดไลน์สินค้าใหม่ได้ เช่น อินฟลูเอนเซอร์สายโยคะอาจขายชุดออกกำลังกาย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กอาจสร้างไลน์ของเล่นเพื่อการเรียนรู้
หากคุณสร้างดิจิทัลอาร์ตหรือขายภาพสต็อก ร้านค้าออนไลน์ก็สามารถใช้เป็นพื้นที่แสดงและขายผลงานได้เช่นกัน
แพ็กเกจ Shopify Starter ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ตั้งค่าร้านค้าออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้ทันที
รับรายได้จากแพลตฟอร์มโดยตรง
บางแพลตฟอร์มจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์โดยตรงผ่าน Creator Funds ซึ่งเป็นงบประมาณที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์และกระตุ้นให้เกิดคอนเทนต์ใหม่บนแพลตฟอร์ม
หากต้องการรับเงินจากกองทุนเหล่านี้ คุณต้องผ่านเกณฑ์ที่แพลตฟอร์มกำหนด และในหลายกรณีต้องสมัครเข้าร่วมก่อน ตัวอย่างเช่น TikTok กำหนดให้ครีเอเตอร์ต้องมีอย่างน้อย 100,000 วิววิดีโอภายใน 30 วันที่ผ่านมา จึงจะสามารถสมัครได้
แพลตฟอร์มยอดนิยมที่มีกองทุนสำหรับครีเอเตอร์ ได้แก่ TikTok, Instagram, Facebook, Snapchat, LinkedIn, Pinterest, Twitter และ YouTube โดยรายได้จะคำนวณจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การมีส่วนร่วมของผู้ติดตาม จำนวนการดู และรายได้จากโฆษณา
ขายพื้นที่โฆษณา
อินฟลูเอนเซอร์ที่มีเว็บไซต์หรือจดหมายข่าวอาจสร้างรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณาโดยตรง แนวคิดคือคุณขายพื้นที่โฆษณาให้แบรนด์โดยตรง (แทนที่จะผ่านเครือข่ายโฆษณา) แล้วแสดงโฆษณาบนเว็บไซต์ของคุณ หรืออ่านโฆษณาในพอดแคสต์ ไลฟ์สตรีม หรือวิดีโอบล็อก
ทำ Affiliate Marketing
Affiliate marketing เป็นรูปแบบความร่วมมือกับแบรนด์ที่จ่ายค่าคอมมิชชันตามยอดขาย คุณจะขอลิงก์ affiliate จากแบรนด์ แล้วนำไปแชร์กับผู้ติดตาม เช่น ใส่ในโพสต์โซเชียลมีเดีย จดหมายข่าว หรือบทความในบล็อก
เมื่อมีผู้ใช้คลิกลิงก์ affiliate ของคุณและทำการซื้อสินค้า คุณจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ตามที่กำหนด นอกจากนี้ Affiliate marketing ยังสามารถกลายเป็นรายได้แบบพาสซีฟได้ เพราะหลังจากที่ลิงก์ถูกเผยแพร่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติมก็ยังสามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องได้
สร้างคอนเทนต์แบบสมาชิก
ครีเอเตอร์บางคนสร้างทั้งคอนเทนต์ฟรีและคอนเทนต์แบบเสียเงิน คอนเทนต์ฟรีช่วยสร้างแบรนด์ส่วนตัวและดึงผู้ติดตาม ส่วนคอนเทนต์พรีเมียมสามารถสร้างรายได้ผ่านระบบสมาชิก ตัวอย่างเช่น จดหมายข่าวแบบเสียเงิน พอดแคสต์ตอนพิเศษสำหรับสมาชิก หรือเว็บไซต์สมาชิกที่ให้เข้าถึงคอนเทนต์เฉพาะ คุณสามารถใช้โซเชียลมีเดียของตัวเองหรือโฆษณาบนโซเชียลเพื่อโปรโมตคอนเทนต์พิเศษเหล่านี้ให้กับผู้ติดตามได้
สร้างคอร์สออนไลน์
ครีเอเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถใช้แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ เช่น Udemy หรือ Skillshare เพื่อสร้างและเผยแพร่คอร์สออนไลน์ได้ โดยคอร์สฟรีช่วยสร้างชื่อเสียงและเพิ่มผู้ติดตาม ส่วนคอร์สแบบเสียเงินสามารถสร้างรายได้จากฐานผู้ชมที่มีอยู่หรือจากความต้องการในตลาด ตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจอาจสร้างคอร์สพื้นฐานด้านการเงินสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการตกแต่งคัพเค้กอาจเปิดคอร์สสอนเทคนิคการตกแต่งขั้นสูงเป็นหลายบทเรียน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการหาเงินจากคอนเทนต์
สามารถทำอาชีพครีเอเตอร์แบบเต็มเวลาได้มั้ย?
ได้ จากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า 21% ของครีเอเตอร์ทั้งหมดมีรายได้มากกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) และมากกว่า 35% ของครีเอเตอร์ที่มีประสบการณ์ 4 ปีขึ้นไป มีรายได้ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า
จะวัดความสำเร็จของคอนเทนต์ได้ยังไง
ครีเอเตอร์มักกำหนดความสำเร็จของคอนเทนต์ตามประเภทของคอนเทนต์และเป้าหมายของตัวเอง โดยตัวชี้วัดดิจิทัลที่นิยมใช้ ได้แก่
- Reach จำนวนคนที่เข้าถึงคอนเทนต์
- Engagement เช่น ไลก์ คอมเมนต์ แชร์
- Page views จำนวนการเข้าชมหน้าเว็บ
- Clicks จำนวนคลิก
- Conversions เช่น การสมัครหรือการซื้อสินค้า
แพลตฟอร์มไหนจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์มากที่สุด?
แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram, Facebook, Snapchat, LinkedIn, Pinterest, Twitter และ YouTube ต่างมี creator funds สำหรับจ่ายเงินให้ครีเอเตอร์ที่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มเหล่านี้มักขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การมีส่วนร่วมของผู้ติดตาม จำนวนการดู และรายได้จากโฆษณา ดังนั้นแพลตฟอร์มที่ทำเงินได้มากที่สุดสำหรับแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับขนาดผู้ชม อัตรา engagement และกิจกรรมของครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มนั้น
ครีเอเตอร์ควรกำหนดค่าจ้างของตัวเองอย่างไร?
ครีเอเตอร์มักตั้งค่าจ้างโดยพิจารณาจากจำนวนผู้ติดตาม อัตรา engagement ประเภทคอนเทนต์ และกลุ่มผู้ชมของตัวเอง คุณอาจใช้แพลตฟอร์มสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ หรือศึกษาตลาดเพื่อดูเรตราคาของครีเอเตอร์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เมื่อกำหนดราคาเริ่มต้นแล้ว สามารถทดลองปรับราคาให้เหมาะกับความต้องการของตลาดได้ และอย่าลืมว่าคุณสามารถเพิ่มเรตค่าจ้างได้เมื่อฐานผู้ชมและอิทธิพลของคุณเติบโตขึ้น


