Google Analytics คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์เว็บไซต์ฟรี ที่ช่วยให้เห็นพฤติกรรมของผู้เข้าชมบนเว็บไซต์ได้แบบละเอียด
การตั้งค่าเครื่องมือช่วยวิเคราะห์เว็บไซต์เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับทุกธุรกิจอีคอมเมิร์ซทุก เพราะ Google Analytics ช่วยให้มองเห็นจุดติดขัดบนเว็บไซต์ ระบุหน้าที่ทำผลงานได้ดีที่สุด รวมถึงทำให้รู้ว่าทราฟฟิกมาจากช่องทางไหน ซึ่ง
หัวใจสำคัญคือการทำให้คุณนำข้อมูลที่เก็บได้ไปผูกกับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน
“เวลาที่เราเก็บข้อมูล หลายครั้งเรายังไม่ได้คิดต่อให้ชัดว่าพอข้อมูลกลับมาแล้วจะเอาไปทำอะไร” Neil Hoyne หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Google กล่าว
อ่านต่อเพื่อดูภาพรวมการใช้ Google Analytics กับอีคอมเมิร์ซ ไกด์ฉบับนี้ครอบคลุมตั้งแต่วิธีตั้งค่าไป จนถึงการปรับใช้ Google Analytics ให้คุ้มที่สุด รวมถึงวิธีเปลี่ยนอินไซต์ลูกค้าให้กลายเป็นการลงมือทำที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์เติบโตได้จริง
Google Analytics คืออะไร
Google Analytics หรือ GA คือแพลตฟอร์มวิเคราะห์เว็บไซต์ฟรี ที่แสดงข้อมูลด้านการตลาด การได้มาซึ่งลูกค้า การซื้อสินค้า และรายได้แบบละเอียด เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเว็บไซต์และธุรกิจได้อย่างแม่นยำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลจริง
นอกจากตัวเลขพื้นฐานอย่างยอดดูหน้าเพจและจำนวนเซสชันแล้ว GA ยังช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้บนเว็บไซต์ได้ลึกขึ้น เช่น อาจพบว่าหน้าเพจที่มีวิดีโอมีอัตราตีกลับต่ำกว่า หรือผู้เข้าชมจาก TikTok มีอัตราคอนเวิร์ตสูงกว่า ข้อมูลแบบนี้นำไปใช้วางกลยุทธ์ต่อได้ทันที เช่น เพิ่มคอนเทนต์วิดีโอให้มากขึ้น และให้ความสำคัญกับ TikTok ในฐานะช่องทางการตลาดมากขึ้น
GA4 เทียบกับ Universal Analytics หรือ GA3
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง GA3 และ GA4 คือ โมเดลการเก็บข้อมูล โดย Universal Analytics ใช้ Session-based Data Model โดยรวบรวมข้อมูลเป็น "เซสชัน" ซึ่งประกอบด้วยการเข้าชมหน้าเว็บ, เหตุการณ์ และธุรกรรม หากผู้ใช้ปิดเว็บไซต์หรือไม่มีการใช้งานเกิน 30 นาที ระบบจะสิ้นสุดเซสชันทันที และหากกลับเข้ามาใหม่ แม้จะเป็นผู้ใช้คนเดิมบนอุปกรณ์เดิม ก็จะถูกนับเป็นเซสชันใหม่
ในทางกลับกัน GA4 ใช้ Event-based Data Model ที่บันทึกทุกการกระทำของผู้ใช้เป็นเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหน้าเว็บ คลิกลิงก์ เลื่อนหน้าเว็บ เล่นวิดีโอ หรือสั่งซื้อสินค้า โดยแต่ละ Event สามารถเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น URL ของหน้าเว็บ ชื่อปุ่มที่คลิก หรือข้อมูลสินค้า ทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดกว่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้าคลิกดูสินค้าชิ้นหนึ่ง แล้วกลับมาซื้อในภายหลัง GA4 จะบันทึกทั้งสองกิจกรรมเป็น Event ที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้คนเดียวกัน ทำให้เห็นเส้นทางการซื้อได้ต่อเนื่อง โดยไม่ถูกแบ่งออกเป็นหลายเซสชันเหมือนใน GA3
การเปลี่ยนมาใช้โมเดลแบบ Event มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล Google Analytics eCommerce เพราะปัจจุบันลูกค้ามักไม่ได้ซื้อสินค้าผ่านช่องทางเดียว ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจเห็นสินค้าผ่าน TikTok สมัครรับอีเมลข่าวสาร จากนั้นกลับมาที่เว็บไซต์ผ่านการพิมพ์ URL เพื่อสั่งซื้อสินค้าที่เคยเพิ่มไว้ในรถเข็น GA4 สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ร้านค้าเห็นภาพรวมของเส้นทางการซื้อได้ครบถ้วน และนำข้อมูลไปปรับปรุงการตลาดและประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Google Analytics มีลักษณะการทำงานอย่างไร
Google Analytics ทำงานโดยเก็บข้อมูลจากผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ ผ่านการติดตาม JavaScript Snippet หรือโค้ดชิ้นเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในเว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ จากนั้น Snippet นี้จะส่งข้อมูลกลับไปยัง Google Analytics เพื่อแสดงข้อมูลวิเคราะห์เว็บไซต์ทั้งหมดในแดชบอร์ดรายงานเดียว
องค์ประกอบหลักของ Google Analytics มีดังนี้
- Accounts ต้องมีอย่างน้อย 1 บัญชีเพื่อใช้งาน Google Analytics โดยสามารถกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้งานหลายคนเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้ เช่น เจ้าของธุรกิจใช้บัญชีหลัก ขณะที่สมาชิกทีมการตลาดแต่ละคนสามารถเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google ของตนเอง
- Properties คือเว็บไซต์หรือแอปที่ต้องการเก็บข้อมูลการใช้งาน โดยแต่ละบัญชีสามารถสร้าง Property ได้สูงสุด 2,000 รายการ เพื่อแยกการติดตามข้อมูลของแต่ละธุรกิจหรือแต่ละเว็บไซต์
- Data streams คือช่องทางที่ส่งข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแอปมายัง Google Analytics โดยแต่ละ Property รองรับได้สูงสุด 50 Data Streams สำหรับผู้ใช้ Shopify สามารถสร้าง Data Stream ได้อย่างสะดวกผ่านแอป Google & YouTube
- Events ใช้เป็นหน่วยพื้นฐานในการเก็บข้อมูล ทุกการกระทำของผู้ใช้ เช่น การคลิกลิงก์ การดูสินค้า การเพิ่มสินค้าลงตะกร้า หรือการชำระเงิน จะถูกบันทึกเป็น Event เพื่อให้วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างละเอียด
- Reports Google Analytics แบ่งรายงานออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ Acquisition, Engagement, Monetization รวมถึง Retention นอกจากนี้ยังมีรายงานแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้คุณติดตามกิจกรรมของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
ทำไม Google Analytics จึงสำคัญต่อการเติบโตของร้านออนไลน์
Google Analytics ช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์และวิธีที่พวกเขาโต้ตอบกับร้านค้าออนไลน์ของคุณ ทำให้สามารถตอบคำถามสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจได้
- สินค้าและหน้าเว็บใดมีผู้เข้าชมมากที่สุด
- โดยเฉลี่ยแล้วผู้ใช้ใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บแต่ละหน้านานเท่าไร
- หน้าเว็บใดสร้างยอดขายหรือรายได้ให้กับธุรกิจมากที่สุด
- ผู้เข้าชมจากผลการค้นหาบน Google มีคุณค่าต่อธุรกิจมากกว่าผู้ที่มาจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดียหรือไม่
- แคมเปญการตลาดหรือช่องทางใดนำผู้เข้าชมที่มีคุณภาพต่ำเข้ามา เช่น เข้ามาแล้วออกจากเว็บไซต์โดยไม่ดำเนินการใด ๆ
- ผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมในสัดส่วนเท่าใด
- ผู้เข้าชมกี่เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มสินค้าลงในตะกร้า และมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ดำเนินการสั่งซื้อจนเสร็จสมบูรณ์
- ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าชมเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์ประเภทใด เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ปรับปรุงธุรกิจได้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์การตลาด การออกแบบเว็บไซต์ การพัฒนาสินค้า การกำหนดราคา หรือการปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย
วิธีตั้งค่า GA4 เพื่อติดตามข้อมูลอีคอมเมิร์ซ
หากคุณเพิ่งเริ่มใช้ Google Analytics เป็นครั้งแรก เรารวมขั้นตอนการตั้งค่าบัญชีไว้แล้วด้านล่างนี้
- สมัครใช้งาน Google Analytics
- ตั้งค่าบัญชีและเพิ่ม Property แรก
- ตั้งค่า Data Stream
- ตั้งค่า Conversion Events
- ตั้งค่าการเก็บรักษาข้อมูล
- ทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน Google Analytics
1. สมัครใช้งาน Google Analytics
ก่อนเริ่มใช้ Google Analytics ต้องมีบัญชี Google ก่อน จะใช้บัญชีเดิมหรือสร้างใหม่ก็ได้ หากใช้ GA กับธุรกิจ แนะนำให้เชื่อมกับอีเมลธุรกิจ
2. ตั้งค่าบัญชีและเพิ่ม Property แรก
หากคุณเพิ่งเริ่มใช้งาน Google Analytics หลังจากลงชื่อเข้าใช้แล้ว ระบบจะให้คุณสร้างบัญชี (Account) เพื่อเริ่มต้นใช้งาน โดยทั่วไปผู้ใช้มักตั้งชื่อบัญชีเป็นชื่อธุรกิจหรือชื่อองค์กร จากนั้นคลิก "ถัดไป" เพื่อสร้าง Property แรกสำหรับเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ของคุณ
ถ้ามีบัญชี Google Analytics อยู่แล้วและไม่ได้เริ่มใหม่ทั้งหมด สามารถสร้าง Property ใหม่ได้โดยเลือก “Admin” แล้วคลิก “+Create Property” ใต้คอลัมน์ “Property”
ในหน้าถัดไป ให้ใส่ชื่อ สกุลเงิน และโซนเวลาสำหรับรายงานของ Property ใหม่ การเข้าชมจะถูกรายงานตามเขตเวลาที่เลือก แม้ผู้ใช้จะอยู่คนละเขตเวลาก็ตาม และระบบจะอัปเดตตามเวลาออมแสงโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเลือกหมวดอุตสาหกรรมและขนาดธุรกิจได้ด้วย เพื่อให้ Google Analytics แนะนำการใช้งานที่เหมาะกับธุรกิจมากขึ้น เช่น ถ้าขายกาแฟออนไลน์ ให้เลือกหมวด “Food & Drink”
สร้าง Property ใหม่ใน Google Analytics
📈เคล็ดลับ คุณสามารถติดตามหลาย Property ภายใต้บัญชี Google Analytics เดียวกันได้ เช่น หากต้องการติดตามร้านออนไลน์ แอปมือถือ รวมถึงบล็อก ก็สามารถสร้าง Property แยกสำหรับแต่ละแพลตฟอร์มภายใต้บัญชีเดียวกันได้เลย
3. ตั้งค่า Data Stream
Google Analytics ใช้ Data Streams ในการรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแอปของคุณและแปลงการกระทำของผู้ใช้ เช่นการเพิ่มสินค้าลงในตะกร้า หรือการชำระเงินให้เป็น Event ที่ GA4 สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ หากคุณใช้ Shopify การเชื่อมต่อ Data Stream สามารถจัดการได้ผ่านแอป Google & YouTube ทำให้ตั้งค่าได้สะดวกยิ่งขึ้น
แต่ละ Property มี Data Stream ได้สูงสุด 50 รายการ เช่น ถ้ามีทั้งแอปมือถือและร้านอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถตั้งค่า 2 Data Streams เพื่อให้ Google Analytics เก็บข้อมูลจากทั้ง 2 แหล่งได้
Google จะสร้างโค้ด Snippet สำหรับนำไปใส่ในแท็กของเว็บไซต์
หากยังไม่ได้ติดตั้งแอป Google & YouTube ให้ไปที่ Online Store Preferences แล้วเลือก Update account ในโมดูล Google Analytics จากนั้นระบบจะพาไปติดตั้งแอป Google & YouTube แล้วคลิก Connect your Google Account เลือก Google Analytics 4 property จากเมนูดรอปดาวน์ แล้วเชื่อมต่อ Property
หากติดตั้งแอปไว้แล้ว ให้เข้าไปในแอป เลือกการ์ดหน้าแรก Optimize Your Business with Google Analytics จากนั้นเลือก Google Analytics 4 property จากนั้นเชื่อมต่อ Property
4. ตั้งค่า Conversion Events
Google Analytics ช่วยติดตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Events เพื่อสร้างรายงานที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น นอกจากรู้ว่ามีคนเข้าเว็บไซต์กี่คนแล้ว ยังดูได้ด้วยว่าสินค้าไหนถูกเพิ่มลงตะกร้าบ่อยที่สุด หรือมีคนล็อกอินเข้าบัญชีบ่อยแค่ไหน
Google มีรายการ Events ที่แนะนำตามประเภทเว็บไซต์ โดยบาง Events ก็สามารถใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ เช่น
- Ad_impression – การแสดงโฆษณา
- Generate_lead – การสร้างข้อมูลผู้สนใจ
- Login – การเข้าสู่ระบบ
- Purchase – การสั่งซื้อสินค้า
- Refund – การคืนเงิน
- Search – การค้นหา
- Share – การแชร์เนื้อหา
- Sign_up – การสมัครสมาชิก
สำหรับธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ควรตั้งค่า Events เพิ่มเติมใน Google Analytics เพื่อเก็บพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการซื้อโดยตรง เช่น เมื่อลูกค้าใส่ข้อมูลการชำระเงิน เพิ่มหรือลบสินค้าออกจากตะกร้า รวมถึงดูโปรโมชัน
ในรายงาน event นั้น GA4 แบ่งเมตริกออกเป็น 2 กลุ่ม
- Event-scoped metrics คือข้อมูลที่วัดผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น รายได้รวม หรือจำนวนคำสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์
- Item-scoped metrics คือข้อมูลที่อ้างอิงระดับสินค้า เช่น จำนวนครั้งที่มีการดูสินค้าหรือเพิ่มสินค้าลงในตะกร้า
ความต่างนี้มีผลโดยตรงต่อการตีความรายงานเรื่องตะกร้า สินค้า และยอดขาย ตัวอย่างเช่น Event-scoped Metric อย่างรายได้รวม จะแสดงยอดใช้จ่ายทั้งหมดบนเว็บไซต์ รวมภาษีและค่าจัดส่งด้วย ส่วน Item-scoped metric อย่างรายได้จากสินค้า จะนับเฉพาะราคาสินค้าเท่านั้น
เมื่อเทียบ 2 ตัวนี้เข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่ารายได้ส่วนไหนมาจากค่าธรรมเนียมที่ไม่ใช่ตัวสินค้า หากใช้ Event-scoped Metric ไปตัดสินผลงานของสินค้าโดยตรงก็อาจเผลอนับภาษีและค่าจัดส่งทั้งออเดอร์เป็นผลงานของสินค้านั้น ทำให้ดูเหมือนมีกำไรมากกว่าความเป็นจริง
สำหรับร้านค้าที่ใช้ Shopify เมื่อเชื่อมต่อผ่านแอป Google & YouTube ระบบจะส่งข้อมูล Event สำคัญไปยัง Google Analytics 4 โดยอัตโนมัติ ได้แก่
- Page View
- Search
- View Item
- Add to Cart
- Begin Checkout
- Add Payment Information
- Purchase
🔎 ถ้าต้องการติดตาม Event แบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น สามารถสร้างโค้ดผ่าน Google Analytics แล้วติดตั้งบนเว็บไซต์ผ่าน Google Tag Manager หรือเพิ่ม Events ลงใน JavaScript ของเว็บไซต์โดยตรง ทั้ง 2 วิธีค่อนข้างซับซ้อน จึงควรให้เว็บดีเวลลอปเปอร์ช่วย และสำรองข้อมูลเว็บไซต์ก่อนแก้ไขโค้ดทุกครั้ง
5. ตั้งค่าการเก็บรักษาข้อมูล
Google Analytics 4 จะเก็บข้อมูลระดับผู้ใช้ไว้ได้สูงสุด 14 เดือน ส่วนข้อมูล event อื่นๆ ของอีคอมเมิร์ซจะถูกเก็บไว้ 2 เดือนเป็นค่าเริ่มต้น แต่ถ้าวงจรการขายเฉลี่ยยาวกว่านั้น ก็ควรขยายระยะเวลาเก็บข้อมูล
ยกตัวอย่างเช่น หากขายเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียม วงจรการขายเฉลี่ยอาจกินเวลาหลายสัปดาห์ เพราะลูกค้าต้องวัดพื้นที่ เปรียบเทียบตัวเลือก รวมถึงเลือกวัสดุ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการกระทำของผู้ใช้แต่ละราย เช่น ดูสินค้าอะไร เพิ่มอะไรลงตะกร้า หรือทิ้งตะกร้าไว้ตรงไหน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางการซื้อ อาจหายไปหลังครบระยะเวลาเก็บข้อมูลเริ่มต้น 2 เดือน
หากต้องการขยายการเก็บข้อมูล ให้ไปที่ “Admin4” หาเมนู “Data collection and modification” แล้วเลือก “Data retention” จากนั้นสามารถตั้งค่าให้เก็บข้อมูล Event และข้อมูลผู้ใช้ได้นานสูงสุด 14 เดือนในแพ็กเกจฟรีของ GA4
ขยายระยะเวลาการเก็บข้อมูลผู้ใช้ใน Google Analytics
6. ทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน Google Analytics
Google Analytics อาศัยการเชื่อมต่อโค้ดที่ถูกต้องเพื่อเก็บข้อมูล แค่ตัวอักษรผิด 1 ตัวก็ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นควรใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบการตั้งค่าให้เรียบร้อย
วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูรายงาน “Realtime overview” ซึ่งควรเห็นกิจกรรมของตัวเอง เช่น Page views, Events รวมถึงการโต้ตอบอื่นๆ แบบเรียลไทม์ขณะคลิกใช้งานเว็บไซต์
อีกวิธีคือใช้ปลั๊กอิน Google Tag Assistant เพื่อตรวจสอบว่าบัญชี GA4 ตั้งค่าไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ ส่วนขยายบน Chrome นี้จะแสดงว่าแท็กอีคอมเมิร์ซตัวไหนกำลังทำงาน และแจ้งปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งค่า
ใช้รายงาน “Realtime overview” เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลไหลเข้า Google Analytics อย่างถูกต้อง
ปัญหาที่พบบ่อยในการตั้งค่า GA4 และวิธีแก้
ต่อไปนี้คือปัญหาที่มักพบเมื่อติดตั้ง Google Analytics 4 พร้อมสาเหตุที่เป็นไปได้และแนวทางแก้ไข
|
ปัญหา |
สาเหตุที่เป็นไปได้ |
วิธีแก้ไข |
|
แท็กไม่ทำงาน |
• ติดตั้งโค้ด GA4 ผิดตำแหน่ง • Tracking Code ไม่ตรงกับ Measurement ID ของ Data Stream • เบราว์เซอร์บล็อกคุกกี้หรือสคริปต์ติดตาม |
• ตรวจสอบว่าโค้ดติดตั้งอยู่ภายในแท็กของเว็บไซต์ • เปิด Source Code ของหน้าเว็บ แล้วค้นหา Measurement ID เพื่อยืนยันว่าติดตั้งถูกต้อง • ปิดส่วนขยายที่บล็อกคุกกี้หรือการติดตามชั่วคราวระหว่างการทดสอบ |
|
ธุรกรรมถูกนับซ้ำ |
• ติดตั้งแท็ก GA4 ด้วยตนเอง พร้อมกับเชื่อมต่อผ่านแอป Google & YouTube ทำให้ส่งข้อมูลซ้ำ • หน้า Thank You โหลดซ้ำจนระบบบันทึกการสั่งซื้อซ้ำ |
• ใช้วิธีติดตั้งเพียงวิธีเดียว โดยแนะนำให้ใช้การเชื่อมต่อผ่านแอป Google & YouTube สำหรับร้านค้า Shopify • ตรวจสอบการตั้งค่าแท็กหรือแก้ไขการรีเฟรชหน้าที่ไม่จำเป็น |
|
• ตั้งค่าเขตเวลา (Time Zone) หรือสกุลเงิน (Currency) ไม่ตรงกันระหว่าง Shopify และ GA4 • ผู้ใช้บล็อกคุกกี้หรือไม่ยินยอมให้ติดตามข้อมูล ทำให้ข้อมูลใน GA4 ไม่ครบถ้วน |
• ตั้งค่า Reporting Time Zone และ Currency ใน GA4 ให้ตรงกับร้านค้า Shopify • ใช้ UTM Parameters เพื่อวิเคราะห์แหล่งที่มาของทราฟฟิกได้แม่นยำขึ้น • ใช้ข้อมูล First-party Data ภายใน Shopify ร่วมกับข้อมูลจาก GA4 เพื่อลดผลกระทบจากการบล็อกคุกกี้ |
วิธีใช้ Google Analytics กับอีคอมเมิร์ซ
การเก็บข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจ Google Analytics ช่วยให้คุณเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าให้กลายเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น
ระบุกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรได้จริง
Customer Segmentation คือการแบ่งกลุ่มผู้ชมตามคุณลักษณะ พฤติกรรม หรือคุณสมบัติที่คล้ายกัน ช่วยให้ทำแคมเปญการตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นในช่องทางที่แต่ละกลุ่มมีแนวโน้มจะใช้งานมากที่สุด ทดลองราคาได้หลายแบบ รวมถึงนิยามให้ชัดว่าลูกค้า VIP มีลักษณะอย่างไร เพื่อจะได้หาลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มได้ง่ายขึ้น
Google Analytics มีเครื่องมือแบ่งกลุ่มลูกค้าในตัวอยู่แล้วบนแพลตฟอร์มวิเคราะห์อีคอมเมิร์ซ สามารถเลือก Comparison ที่ระบบเตรียมไว้ให้ เช่น แหล่งที่มาของทราฟฟิก ไม่ว่าจะเป็น Direct, Organic, Paid, Email รวมไปถึง Referral หรือเลือกตามอุปกรณ์ เช่น Mobile, Desktop หรือ Tablet
อีกทางหนึ่งคือสร้าง custom event โดยใช้ Dimensions ของ GA4 ต่อไปนี้
- ความถี่ในการเห็นโฆษณา ว่าเห็นโฆษณากี่ครั้ง
- อายุหรือเพศของผู้ใช้
- พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น เมือง ประเทศ หรือภูมิภาคที่ใช้เข้าเว็บไซต์
- URL เฉพาะที่ถูกเปิดดูบนเว็บไซต์
- Landing page ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเซสชัน
- Events ที่ถูกกระตุ้น เช่น ซื้อสินค้าสำเร็จ
- เบราว์เซอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้งาน
- ช่วงอายุของผู้ใช้ นับจากเซสชันแรกหรือวันที่เข้าชมครั้งแรก
เซกเมนต์นี้แสดงข้อมูลของผู้ใช้ที่เริ่มเซสชันจาก TikTok ผ่านเบราว์เซอร์ Chrome
เมื่อสร้างเซกเมนต์แล้ว ก็สามารถแยกดูและเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อดูว่าผู้ใช้แต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมต่างกันอย่างไร เช่น ดูว่าอัตราคอนเวิร์ตต่างกันหรือไม่ตาม Landing page ที่แต่ละกลุ่มเข้ามาเป็นหน้าแรก
นอกจากนี้ คุณยังสามารถวิเคราะห์เส้นทางการซื้อครั้งแรกของลูกค้า VIP ได้ เช่น กำหนดเงื่อนไขให้ Audience Name ตรงกับ "Expert users" แล้วตรวจสอบว่าลูกค้ากลุ่มนี้เข้าชมหน้าใดบ้างก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้คุณระบุผู้เข้าชมรายใหม่ที่มีพฤติกรรมคล้ายกับลูกค้าคุณภาพสูง และนำไปใช้วางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งอีเมลขอบคุณหลังการสั่งซื้อ หรือมอบสิทธิ์จัดส่งด่วนฟรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสั่งซื้อครั้งแรก
เอิร์ล คูเปอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Eastside Golf กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์กับ Shopify Masters ว่า "สิ่งที่เราให้ความสำคัญในตอนนี้คือการทำความเข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น เรารู้แล้วว่าใครคือคนที่ซื้อสินค้า และพวกเขาซื้อเมื่อไร ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น และเป็นรากฐานสำคัญในการขยายธุรกิจให้เติบโต"
สร้างกลุ่มเป้าหมายแบบกำหนดเองสำหรับ Google Ads
Google มีแพลตฟอร์มโฆษณาของตัวเองชื่อ Google Ads ที่ช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านผลการค้นหาแบบสปอนเซอร์บน Google วิดีโอ YouTube รวมถึงเว็บไซต์ในเครือข่าย Google Display Network
การรัน Google Ads ต้องสร้าง Audience lists ก่อน แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างด้วยตนเองทุกครั้ง เพราะเมื่อเชื่อมบัญชี Google Ads เข้ากับบัญชี GA4 คุณสามารถนำข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้บนเว็บไซต์มาใช้สร้างกลุ่มเป้าหมายสำหรับทำ Remarketing หรือแสดงโฆษณาซ้ำให้กับผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ได้
หากต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใน Google Analytics ให้ไปที่ Admin > Data Display > Audiences แล้วเลือก Create New Audience
คุณสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายได้ 2 รูปแบบ ได้แก่
- Custom audiences ทำงานคล้ายกับเซกเมนต์ โดยใช้ dimensions เพื่อจำกัดกลุ่มเป้าหมาย เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มีหน้าร้านในชิคาโก อาจกรองเฉพาะผู้ใช้ที่อาศัยอยู่ในรัศมี 15 ไมล์จากร้าน
- Predictive audiences ใช้ข้อมูลย้อนหลังและ AI เพื่อคาดการณ์ว่าผู้ใช้คนไหนมีแนวโน้มตรงตามเงื่อนไขของกลุ่มเป้าหมาย เช่น สร้างกลุ่มผู้ใช้ที่มีแนวโน้มจะซื้อภายใน 7 วันข้างหน้า โดยฟีเจอร์นี้ต้องมีผู้ใช้อย่างน้อย 2,000 คน
สามารถรวมหลายเงื่อนไขและหลายช่วงเวลาเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Audience lists สำหรับ Google Shopping ที่ซับซ้อนขึ้นได้ เช่น สร้างกลุ่มผู้ใช้ที่เพิ่มสินค้าลงตะกร้าและเข้าไปถึงหน้า Checkout แต่ยังไม่ซื้อ ภายในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
วิเคราะห์เส้นทางการซื้อของลูกค้า
Customer Journey คือแผนภาพที่แสดงเส้นทางที่ลูกค้าทั่วไปเดินไปสู่การซื้อ เริ่มตั้งแต่รู้จักธุรกิจครั้งแรก ไปจนถึงกลายเป็นลูกค้าประจำหรือซื้อครั้งสุดท้าย
Google Analytics ช่วยสร้าง Customer Journey Map ได้ผ่านรายงาน “Purchase jJourney” ซึ่งจะแสดงอัตราคอนเวิร์ตของอีคอมเมิร์ซในแต่ละขั้นของฟันเนล เมื่อผู้ใช้
- เริ่มเซสชัน
- ดูสินค้า
- เพิ่มสินค้าลงตะกร้า
- เริ่ม checkout
- ซื้อสำเร็จ
GA4 คำนวณอัตราคอนเวิร์ตในแต่ละช่วงจากเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ขยับจาก Event หนึ่งไปสู่อีก Event หนึ่ง หากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ 1,000 คนดูหน้าสินค้า และ 300 คนในนั้นเพิ่มสินค้าลงตะกร้า GA4 จะคำนวณอัตราคอนเวิร์ตเป็น 30%
ดูขั้นตอน Checkout ของลูกค้าใน Google Analytics
รายงานอัตราคอนเวิร์ตของอีคอมเมิร์ซใน Google Analytics นี้ใช้ได้ 2 โมเดล
- Closed funnel (ฟันเนลแบบปิด) ผู้ใช้ต้องผ่านขั้นแรกก่อนจึงจะถูกนับในขั้นถัดไป เช่น ถ้าเข้าหน้าตะกร้าโดยตรงจากลิงก์ที่บันทึกไว้ ก็จะไม่ถูกนับในฟันเนลนี้
- Open funnel (ฟันเนลแบบเปิด) ผู้ใช้สามารถเข้ามาที่ขั้นไหนก็ได้ จากตัวอย่างเดิม ผู้ใช้คนนั้นจะถูกนับในขั้นที่ 3 คือ add to cart แม้จะไม่เคยเกิดขั้นที่ 2 คือดูสินค้าเลยก็ตาม
การติดตาม Conversion Rate ในแต่ละขั้นตอนของ Funnel จะช่วยให้คุณมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ใช้หลุดออกจากกระบวนการซื้อในจุดใด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการทำ Conversion Rate Optimization (CRO) เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ ลดการละทิ้งการซื้อ และเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้า
|
ขั้นตอนที่มีอัตราการหลุดสูง |
แนวทางปรับปรุง (CRO Tests) |
|
เริ่มต้นเข้าชมเว็บไซต์ > ดูหน้าสินค้า |
• ปรับตำแหน่งการแสดงสินค้าเด่นบนหน้าแรก • ปรับปรุงตัวกรองสินค้า • เพิ่มการมองเห็นของช่องค้นหาสินค้า |
|
ดูหน้าสินค้า > เพิ่มสินค้าลงตะกร้า |
• ใช้ภาพสินค้าคุณภาพสูงและหลากหลายมุมมอง • เพิ่มรีวิวและคะแนนจากลูกค้า • แสดงข้อความสร้างความเร่งด่วน เช่น "สินค้าใกล้หมด" |
|
เพิ่มสินค้าลงตะกร้า > เริ่มชำระเงิน |
• แสดงค่าจัดส่งและระยะเวลาจัดส่งอย่างชัดเจน • นำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือสินค้าที่ซื้อร่วมกัน • ปรับตำแหน่งช่องกรอกโค้ดส่วนลดไม่ให้รบกวนขั้นตอนการสั่งซื้อ |
|
เริ่มชำระเงิน > สั่งซื้อสำเร็จ |
• ลดจำนวนขั้นตอนการชำระเงินด้วย One-page Checkout • รองรับการสั่งซื้อโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก • เพิ่มสัญลักษณ์สร้างความน่าเชื่อถือ เช่น ระบบชำระเงินที่ปลอดภัย หรือการรับประกันสินค้า |
แทนที่จะดูรายงานนี้จากภาพรวมของผู้เข้าชมทั้งหมด ลองจำกัดกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการวิเคราะห์ตามอุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์ที่ใช้ ประเทศที่เข้าชมเว็บไซต์ หรือภาษาที่ใช้งาน วิธีนี้จะช่วยให้คุณค้นพบจุดที่ทำให้ผู้ใช้แต่ละกลุ่มเกิดความติดขัดระหว่างการใช้งานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น คุณอาจพบว่าผู้ใช้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์มือถือมักออกจากกระบวนการซื้อในขั้นตอน Begin Checkout มากกว่าผู้ใช้บนคอมพิวเตอร์ ในกรณีนี้ ให้ลองทดสอบขั้นตอนการชำระเงินบนอุปกรณ์มือถือด้วยตนเอง ตรวจสอบว่าหน้า Checkout ใช้งานได้สะดวกหรือไม่ ปุ่มต่าง ๆ มีขนาดเหมาะสมสำหรับการแตะบนหน้าจอหรือไม่ และเว็บไซต์รองรับการชำระเงินผ่านมือถือ เช่น Apple Pay หรือ Google Pay หรือไม่ การปรับปรุงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้ที่ดำเนินการซื้อจนเสร็จสมบูรณ์ และยกระดับประสิทธิภาพของ Customer Journey ได้มาก
ติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด
คุณรู้หรือไม่ว่าช่องทางการตลาดใดช่วยดึงดูดลูกค้าได้ดีที่สุด? Google Analytics ช่วยให้คุณค้นหาคำตอบได้ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของแต่ละช่องทาง เช่น จำนวนเซสชัน (Sessions) จำนวนการเข้าชมหน้าเว็บ (Page Views) และจำนวนคำสั่งซื้อ (Purchases) รวมถึงข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ เช่น คีย์เวิร์ดที่ช่วยสร้างทราฟฟิกแบบออร์แกนิก (Organic Traffic) ให้กับเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี Google Analytics อาจไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของผู้เข้าชมได้อย่างถูกต้อง เช่น เมื่อผู้ใช้บล็อกคุกกี้ หรือใช้เบราว์เซอร์ที่มีระบบป้องกันการติดตามข้อมูล ทำให้ข้อมูลในรายงานคลาดเคลื่อนได้
วิธีแก้ปัญหาคือการใช้ UTM Parameters ซึ่งเป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่ต่อท้าย URL เพื่อระบุที่มาของทราฟฟิกและรายละเอียดของแคมเปญการตลาด ทำให้ Google Analytics สามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
UTM Parameters ที่นิยมใช้ ได้แก่
- utm_source ใช้อธิบายเว็บไซต์หรือแหล่งที่มาหลัก เช่น “facebook”
- utm_medium ใช้อธิบายกิจกรรมทางการตลาด เช่น “ppc” หรือ “affiliate”
- utm_campaign ใช้อธิบายชื่อแคมเปญการตลาดโดยรวม เช่น “spring25”
- utm_term ใช้อธิบายคีย์เวิร์ดที่ใช้ในแคมเปญ Google Ads
การติดแท็ก UTM อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางการตลาดได้อย่างแม่นยำ และตัดสินใจได้ว่าควรเพิ่มงบประมาณให้กับแคมเปญใด หรือปรับลดการลงทุนในช่องทางที่สร้างผลลัพธ์ได้ไม่คุ้มค่า
อย่างที่ Neil Hoyne กล่าวว่า "คุณต้องเข้าใจว่าช่องทางใดนำลูกค้าที่มีคุณค่ามาสู่ธุรกิจ ลูกค้าที่อยู่กับคุณได้นานและใช้จ่ายมากกว่า แล้วให้ความสำคัญกับช่องทางเหล่านั้นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดการลงทุนในกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะไม่กลับมาซื้อซ้ำ"
สร้างรายงานแบบกำหนดเอง
Google Analytics มีแดชบอร์ดรายงานสำเร็จรูปที่แสดงเมตริกยอดนิยมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกับธุรกิจหนึ่ง อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนสำหรับอีกธุรกิจหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจแบบสมาชิกอาจให้ความสำคัญกับอัตราการยกเลิกและการคอนเวิร์ตจากช่วงทดลองใช้ฟรีเป็นหลัก ขณะที่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ขายเสื้อผ้าลักชัวรี่อาจติดตามความตั้งใจซื้อผ่าน Events อย่าง “Add to cart” และ “Product views”
แทนที่จะต้องตั้งค่าแดชบอร์ดใหม่ทุกครั้งที่ล็อกอินเข้า Google Analytics คุณสามารถสร้าง Custom Explorations เพื่อจัดแสดงตัวชี้วัดและรายงานที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณไว้ในแดชบอร์ดเดียว ช่วยให้ติดตาม ตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPIs) ได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังสามารถแชร์รายงานที่ตรงกับความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กรได้อย่างง่ายดาย
💡เคล็ดลับ คุณไม่จำเป็นต้องสร้าง Custom Explorations ทุกครั้งที่ต้องการหาคำตอบให้กับคำถามเฉพาะทาง เพราะ Google Analytics Intelligence สามารถช่วยได้ เพียงพิมพ์คำถามลงในช่องค้นหา เช่น ต้องการเปรียบเทียบรายได้จากผู้ใช้ที่มาจาก Organic Search กับ Paid Search ระบบจะแสดงคำตอบและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ทันที โดยไม่ต้องสร้างรายงานใหม่เอง
รับคำตอบได้ทันทีด้วย Google Analytics Intelligence
Google Analytics ราคาเท่าไร
Google Analytics 4 (GA4) เปิดให้ใช้งานฟรีสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ทุกคน โดยสามารถสร้างรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แม้แต่เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากก็ยังสามารถใช้งานเวอร์ชันฟรีได้ อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันฟรีมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจะมี Sampling Limit ที่ 10 ล้าน Events ต่อการประมวลผลหนึ่งครั้ง (Query) และสามารถตั้งค่าระยะเวลาการเก็บข้อมูล (Data Retention) ได้สูงสุด 14 เดือน
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ Google มีเวอร์ชัน Google Analytics 360 ซึ่งเป็นบริการแบบเสียค่าใช้จ่าย โดยมีราคาเริ่มต้นประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เวอร์ชันนี้มาพร้อมความสามารถเพิ่มเติม เช่น รองรับข้อมูลปริมาณมากขึ้น ลดข้อจำกัดด้าน Sampling เก็บข้อมูลได้นานกว่า รองรับ Custom Dimensions ได้มากขึ้น และอัปเดตข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเวอร์ชันฟรี
ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจด้วย Google Analytics
Google Analytics เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ทุกประเภท เพราะไม่เพียงช่วยให้คุณทราบว่ามีผู้เข้าชมเว็บไซต์กี่คน แต่ยังช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าชมหน้าเว็บ การมีส่วนร่วมกับเนื้อหา ไปจนถึงการดำเนินการสำคัญบนร้านค้าออนไลน์ เช่น การเพิ่มสินค้าลงตะกร้าและการสั่งซื้อ
สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ การใช้งาน Google Analytics ควบคู่กับ Shopify Analytics จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ GA4 อาจเก็บข้อมูลได้ไม่สมบูรณ์จากผู้ใช้ที่ปฏิเสธคุกกี้หรือปิดการติดตามข้อมูล ขณะที่ Shopify Analytics สามารถใช้ข้อมูล First-party Data จากร้านค้าเพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ทำให้การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและผลการดำเนินงานของธุรกิจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
แดเนียล พาทริซิโอ (Daniel Patricio) เจ้าของ Bull & Cleaver กล่าวว่า "ผมใช้ Google Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ส่วน Shopify Reports ใช้สำหรับวิเคราะห์อัตราการขายและสัดส่วนยอดขายของสินค้าแต่ละประเภท เมื่อใช้ทั้งสองเครื่องมือร่วมกัน เราสามารถปรับปรุงทั้งประสิทธิภาพของเว็บไซต์และกลยุทธ์การจัดวางสินค้าได้ดียิ่งขึ้น"
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Analytics eCommerce
Google Analytics เหมาะกับอีคอมเมิร์ซหรือไม่
Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับติดตามผลการทำงานของอีคอมเมิร์ซ เพราะช่วยให้เห็นว่าผู้ใช้โต้ตอบกับเว็บไซต์อย่างไร ไม่ได้ดูแค่ว่ามีคนเข้าร้านออนไลน์กี่คน แต่ยังดูได้ด้วยว่าเข้ามาจากไหน ซื้อสินค้าอะไร และดูคอนเทนต์อะไรบ้างระหว่างช่วงเวลาการซื้อ
Google Analytics ติดตามอัตราคอนเวิร์ตของอีคอมเมิร์ซอย่างไร
Google Analytics ติดตามอัตราคอนเวิร์ตของอีคอมเมิร์ซโดยนำจำนวนคอนเวิร์ตที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ไปเทียบกับจำนวนเซสชันทั้งหมด คำว่า Conversion ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อสำเร็จเสมอไป แต่กำหนดเป็น Event อื่นได้เช่นกัน เช่น ส่งฟอร์ม สมัครบัญชี หรือเพิ่มสินค้าลงตะกร้าออนไลน์
Shopify ทำงานร่วมกับ Google Analytics อย่างไร
เมื่อใช้แอป Google & YouTube สำหรับ Shopify ข้อมูลทั้งหมดที่เก็บจากร้านค้าออนไลน์ รวมถึง Events จะถูกส่งกลับไปยังบัญชี Google Analytics นอกจากนี้ยังซิงก์แคตตาล็อกสินค้าและรันแคมเปญ Google Ads ผ่านแอปได้ด้วย
ทำไมตัวเลขใน Google Analytics ถึงไม่ตรงกับ Shopify admin
มีหลายสาเหตุที่ทำให้ข้อมูลใน GA4 ไม่ตรงกับรายงาน Shopify Analytics
- ผู้ใช้ไม่ยอมรับการติดตามด้วยคุกกี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google Analytics ใช้ในการเก็บข้อมูล
- ผู้เข้าชมใช้ส่วนขยายเบราว์เซอร์เพื่อบล็อกโค้ด Google Analytics
- Shopify กับ GA4 อาจตั้งค่าเขตเวลารายงานไม่ตรงกัน
ข้อจำกัดของ GA4 สำหรับการติดตามอีคอมเมิร์ซมีอะไรบ้าง
ข้อจำกัดหลักของการใช้ GA4 กับการวิเคราะห์อีคอมเมิร์ซมีดังนี้
- เก็บข้อมูลได้นานสูงสุด 14 เดือน
- ข้อมูลอาจไม่แม่น หากผู้เข้าชมเลือกไม่ให้ติดตามด้วยคุกกี้หรือใช้ตัวบล็อกบนเบราว์เซอร์
- ข้อมูลอาจใช้เวลา 24-48 ชั่วโมงกว่าจะปรากฏใน Google Analytics

