บนโลกออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะขายอะไร ก็คงหนีไม่พ้นคู่แข่งมหาศาลในทุกหมวดหมู่ แต่แม้แต่ในตลาดที่ดุเดือดเองก็ยังมีธุรกิจมากมายที่สร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งได้ แล้วเคล็ดลับของธุรกิจเหล่านั้นคืออะไร? การสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ที่แข็งแกร่งและมีเอกลักษณ์ชัดเจนในตลาดเป้าหมาย เป็นแรงขับเคลื่อนให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
แน่นอนว่าการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ไม่มีหลักสูตรตายตัว แต่คุณเองก็สามารถเรียนรู้จากแบรนด์ที่มีรูปแบบขายตรงสู่ผู้บริโภค (direct-to-consumer หรือ D2C) ที่ประสบความสำเร็จในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เพื่อนำมาปรับใช้กับแบรนด์ของตัวเองได้เช่นกัน
นิยามแบรนด์ร้านออนไลน์
แบรนด์ร้านออนไลน์ไม่ได้หมายถึงแต่โลโก้กับฟอนต์อย่างเดียว แต่คือสัญลักษณ์ ชื่อ สี อารมณ์ น้ำเสียง ค่านิยม เรื่องราว ใจความหลัก และองค์ประกอบอื่น ๆ ของแบรนด์ที่เมื่อรวมกันแล้วจะสร้างความประทับใจที่ชัดเจนให้กับสินค้าและธุรกิจของคุณในภาพจำของผู้บริโภคได้ และยังเป็นวิธีที่ตลาดจะจดจำและสร้างความผูกพันธ์กับธุรกิจและสินค้าของคุณได้อีกด้วย
การสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ให้แข็งแกร่งกว่าแค่สินค้าและบริการที่ขายจึงจะช่วยให้การขยายธุรกิจง่ายขึ้นในทุก ๆ ด้าน
- การหาลูกค้าใหม่จะต้นทุนถูกลง เมื่อมีคนไว้วางใจ ชื่นชอบ และบอกต่อธุรกิจของคุณมากขึ้น
- การรักษาลูกค้าเดิมจะทำได้ดีขึ้น เมื่อลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์สูง
- โอกาสความร่วมมือทางการตลาดและโอกาสในการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์จะเข้าหาเมื่อคุณค่าของแบรนด์กลายเป็นแรงจูงใจสำหรับพาร์ทเนอร์
- แบรนด์มีโอกาสได้พื้นที่สื่อเชิงบวกมากขึ้น เมื่อมีเรื่องราวของแบรนด์ที่ดึงดูดความสนใจของผู้ติดตาม
- การทำ SEO จะช่วยให้เมื่อค้นหาเรื่องแบรนด์แล้วความครอบคลุมจะเพิ่มขึ้น เพราะผู้คนค้นพบธุรกิจผ่านการบอกต่อปากต่อปาก หรือจำแบรนด์ได้หลังจากที่เห็นโฆษณา
ซึ่งพลังของการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ก็เห็นได้ชัดจากหลาย ๆ ตัวอย่าง อย่างอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดของสหรัฐฯ ที่แม้จะดูอิ่มตัวไปแล้วก็ตาม
หลัก ๆ ตลาดนี้ในอเมริกาแบรนด์ใหญ่ครองอยู่ถึงสี่แบรนด์ คือ Aquafina, Glacéau Smart Water, Dasani และ Nestlé Pure Life และทั้งหมดแทบไม่มีความแตกต่างจากกัน แต่ในช่วงสิบปีมานี้กลับมีแบรนด์ร้านออนไลน์ที่ขายตรงสู่ผู้บริโภคหลายแบรนด์เข้ามาแย่งส่วนแบ่งในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ได้สำเร็จ
หนึ่งในนั้นคือ Liquid Death ที่ก่อตั้งในปี 2019 และมีรายได้คาดการณ์อยู่ที่ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าอัตราการแข่งขันสูงย่อมสะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่พร้อมให้ใช้งาน ไม่ใช่ให้หลีกเลี่ยง และยังแสดงให้เห็นถึงพลังของการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

ยิ่งชัดเจนว่าการคิดค้นสินค้าหรือบริการที่ไม่เคยมีมาก่อนไม่ได้เป็นแค่เรื่องยุ่งยาก แต่ยังเป็นเรื่องไม่จำเป็นหากเลือกสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมีกลยุทธ์แทน
1. ศึกษาลูกค้าและภูมิทัศน์การแข่งขัน
การทำความเข้าใจตลาดเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสร้างกลยุทธ์แบรนด์ร้านออนไลน์ที่มีข้อมูลรองรับและได้ผลจริง
ถ้าข้ามขั้นตอนนี้ไป ก็อาจเสี่ยงลงทุนสร้างแบรนด์ที่คล้ายกับของบริษัทอื่น หรือพลาดโอกาสค้นพบจุดขายเฉพาะตัวที่อาจนำไปใช้เจาะตลาดได้
ซึ่งสองคำถามที่จะกำหนดทิศทางในกระบวนการนี้ได้คือ
- กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือใคร? ลองกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนดู แม้อาจคิดว่ากลุ่มเป้าหมายคือ "ทุกคน" (เช่น เมื่อขายน้ำดื่ม) แต่แบรนด์ร้านออนไลน์หลายรายก็ประสบความสำเร็จจากการมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มด้วยเช่นกัน
- คู่แข่งคือใคร? วิเคราะห์คู่แข่งคร่าว ๆ เพื่อสำรวจภาพรวมของคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสถานะปัจจุบันของตลาดว่าตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่คุณตั้งใจจะขายอย่างไรบ้าง
เมื่อตอบคำถามพวกนี้ได้แล้ว ก็จะค้นพบช่องว่างในตลาด จุดแข็งของสินค้า หรือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ในตลาดเป้าหมาย
ตัวอย่างเช่น The Nue Co. ที่พบว่าอุตสาหกรรมอาหารเสริมเต็มไปด้วยสารตัวเติมสังเคราะห์ จึงสร้างทางเลือกที่ "รักวิทย์ รักสะอาด รักษ์โลก" ขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

2. วางกลยุทธ์และสร้างใจความหลักของแบรนด์
เวลานึกถึง "แบรนด์" คนมักมองว่าเกี่ยวข้องกับการออกแบบและความสวยงาม แต่งานส่วนใหญ่จริง ๆ แล้วเป็นงานกลยุทธ์ โดยเฉพาะในส่วนของใจความแบรนด์ (Brand Messaging)
โดยการสร้างหลักใหญ่ใจความของแบรนด์จะช่วยตอกย้ำถึงทั้งข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Competitive Advantage) ของแบรนด์คุณ รวมไปถึงจุดที่ทำให้สินค้าโดดเด่นในแบบที่ลูกค้าสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งด้วย
Gibson Biddle หนึ่งในอดีตผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ Netflix ครองตลาดสตรีมมิ่งได้ เชื่อว่าการสร้างแบรนด์ที่ดีช่วยสร้างสินค้าที่ดีได้ฉันใด การสร้างสินค้าที่ดีก็ช่วยสร้างแบรนด์ที่ดีได้ด้วยฉันนั้น
โครงสร้างนี้เองที่จะสามารถยกระดับแบรนด์ของคุณ จากที่ขึ้นอยู่กับสินค้าและบริการที่ขายเป็นหลักอย่างเดียว ไปสู่การคำนึงถึงทั้งหมุดหมายและผู้คนที่ต้องการจะสนับสนุนในการทำธุรกิจเป็นหลักได้
- คุณสมบัติของสินค้า จุดเด่นที่ทำให้สินค้าแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิต เทคโนโลยี หรือฟีเจอร์เฉพาะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ไม่มี
- ประโยชน์ของสินค้า คุณค่าที่จับต้องได้ที่มอบให้ลูกค้า ซึ่งก็คือสินค้าของคุณสามารถตอบสนองความต้องการอะไร และแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างไรบ้าง
- ประโยชน์ทางอารมณ์ เรื่องราวหรือเป้าหมายที่ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน มีวิธีใดบ้างที่สินค้าหรือธุรกิจสามารถสร้างคุณค่าเชิงบวกให้กับโลกได้
- เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า หมายถึงข้อความหลักที่เชื่อมประโยชน์ของสินค้าและประโยชน์ทางอารมณ์เข้าด้วยกันผ่านการคำนึงถึงคำถามที่ว่าจะสร้างความประทับใจที่ยั่งยืนในใจของลูกค้าได้อย่างไร นอกเหนือจากการพึ่งพิงตัวสินค้าและประโยชน์ที่ได้รับ
โดยเมื่อมองเห็นการเชื่อมโยงจากฟีเจอร์ของสินค้าไปสู่ประโยชน์ที่ลูกค้าเป้าหมายได้รับแล้ว ก็ให้มั่นใจได้เลยว่าใจความหลักมาถูกทาง
ต่อมาก็ลองเปลี่ยนมุมกลับปรับมุมมองกันผ่านตัวอย่างของ BAGGU กันต่อ โดยจะมาวิเคราะห์กันว่าทางแบรนด์ทำอย่างไรให้ได้ใจความหลักในฐานะแบรนด์ที่ "เปลี่ยนความธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องสนุกในทุกวัน"
- คุณสมบัติของสินค้า ใช้วัสดุให้น้อยอย่างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ใช้ผ้าแคนวาสรีไซเคิล ผ่านกระบวนการผลิตที่มีจริยธรรม
- ประโยชน์ของสินค้า เป็นสินค้าวีแกน ทนทาน งานฝีมือมีคุณภาพ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
- ประโยชน์ทางอารมณ์ สนุก ดีไซน์สะดุดตาชวนพูดถึง มินิมอล
- สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ชีวิตประจำวันที่สนุกสนาน

ใจความหลักของแบรนด์จึงมีความสำคัญเพราะส่งผลต่อทั้งการพัฒนาสินค้าและทุก ๆ ด้าน อื่น ๆ ของแบรนด์ร้านออนไลน์ รวมถึงอัตลักษณ์แบรนด์ด้วย
3. การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์
อัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ท่ามกลางตลาดที่อัดแน่นไปด้วยคู่แข่ง
โดยเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถยึดเหนี่ยวได้เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น
- โลโก้
- ชื่อธุรกิจ
- Typography
- โทนสี
- ดีไซน์บรรจุภัณฑ์
- น้ำเสียงและบุคลิกแบรนด์
- ภาษาและสไตล์
อัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นอาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่มีก็ดี แต่ไม่มีก็ได้ (หรือเปลี่ยนโลโก้ทีหลังเอาก็ได้) แต่ตามความเป็นจริงแล้วความคล้ายคลึงกันแม้เพียงเล็กน้อยระหว่างแบรนด์สองแบรนด์ก็อาจสร้างความสับสนได้
ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือโลตัส ที่เป็นแบรนด์ห้างสรรพสินค้า และโลตัส ที่เป็นแบรนด์ชุดเครื่องนอน เพราะแม้ทั้งคู่จะมีความแตกต่างกันในด้านการสร้างแบรนด์และหมวดหมู่สินค้า แต่ก็ยังคล้ายคลึงกันมากพอที่จะสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคได้เมื่อทั้ง 2 แบรนด์แข่งกันเป็นเจ้าของชื่อ "โลตัส"
การที่อัตลักษณ์แบรนด์ยิ่งโดดเด่นมากขึ้นเท่าไหร่ จึงยิ่งหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนี้ได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แบรนด์ร้านออนไลน์ใหม่ ๆ จึงมักหันไปพึ่งเอเจนซีด้านดีไซน์และครีเอทีฟ หรือจ้างนักออกแบบและนักการตลาดไว้ภายในองค์กรเพื่อช่วยสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้ก่อนที่จะนำไปใช้ทั่วทั้งธุรกิจ
อย่างแบรนด์ Sapsucker ก็ร่วมงานกับเอเจนซีครีเอทีฟอย่าง Vanderbrand เพื่อสร้างกลยุทธ์และอัตลักษณ์แบรนด์ที่จะช่วยให้แบรนด์บุกตลาดเครื่องดื่มอัดลมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องดื่มน้ำต้นไม้อัดลมได้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้ดึงเอาเอกลักษณ์ความเป็นแคนาดา ส่วนผสมออร์แกนิก และความเรียบง่ายมาใช้ในใจความหลักสำหรับการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการตลาดได้ดี

4. การนำความเป็นแบรนด์มาใช้งานอย่างสม่ำเสมอตลอดกระบวนการธุรกิจ
ขอบเขตของอัตลักษณ์แบรนด์ครอบคลุมมากกว่าโลโก้และชื่อ โดยจะรวมไปถึงการเขียนก็อปปี้และการดีไซน์ของสื่อทุกชิ้นที่ลูกค้าจะได้เห็นด้วย
ความสม่ำเสมอในการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์นี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่การใช้สีและฟอนต์เดิม แต่ยังหมายถึงการขจัดความขัดแย้งในตัวเองของแบรนด์อีกด้วย
เช่นหากความมินิมอลเป็นหนึ่งในค่านิยมของแบรนด์ดีไซน์ของเว็บไซต์ก็ควรสะท้อนวิถีนั้น หรือหากสินค้าต้องการจะสร้างความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การยึดถือแนวทางที่สนับสนุนการเข้าถึงทั่วทั้งร้านค้าออนไลน์และการโฆษณาก็เป็นวิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์มุ่งมั่นตั้งใจทำตามที่พูดเช่นกัน
โดยแบรนด์ Girlfriend Collective เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เนื่องจากนำค่านิยมของแบรนด์เรื่องความยั่งยืน ความครอบคลุม และความโปร่งใสมาถักทอลงไปในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
- ดีไซน์ สีเขียวโอลีฟช่วยเสริมความเป็นแบรนด์ให้ดูอบอุ่นและเป็นมิตร พร้อมสนับสนุนค่านิยมด้านความยั่งยืนและความครอบคลุม
- การเขียนก็อปปี้ แบรนด์มีตรา "slow fashion for whatever your speed" เด่นชัดในอีเมล เพื่อแจ้งให้นักช้อปทราบว่าแบรนด์ต่อต้านแนวคิดฟาสต์แฟชันที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นแบรนด์ที่ทำมาเพื่อทุกคนทุกขนาดด้วย ซึ่งก็สะท้อนออกมาอีกครั้งผ่านก็อปปี้ที่เฉียบคมอย่าง "Don't make waste. Wear it." นั่นเอง

- โซเชียลมีเดีย แบรนด์ของ Girlfriend Collective ครอบคลุมมากกว่าเว็บไซต์ โดยมีการแพร่กระจายไปถึงสื่อโซเชียลมีเดียด้วย ไม่ว่าจะเป็นในไฮไลท์ไอจี ภาพ วิดีโอ รวมถึงตัวเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ร่วมงานก็ตาม

- บรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% ซึ่งก็ยังสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ด้วย แสดงออกถึงค่านิยมด้านความยั่งยืนโดยไม่ลดทอนคุณภาพสินค้าลง เป็นหนึ่งในวิธีที่แบรนด์สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อโลก ขณะที่ก็ยังคงมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมให้ลูกค้าอยู่
ที่มา: Creative Retail Packaging
แบบนี้เองการสร้างความเป็นแบรนด์จึงไม่ใช่แค่ความสม่ำเสมอในด้านสุนทรียภาพและความสวยงามของแบรนด์ แต่คือความสม่ำเสมอในการดำเนินงานและการกระทำต่างหากที่จะสร้างความแตกต่างระหว่าง "แบรนด์" กับ "คุณค่าของแบรนด์"
5. สร้างคุณค่าของแบรนด์ผ่านประสบการณ์ดี ๆ
คุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในแง่ธุรกิจร้านออนไลน์ ไม่ต่างจากคุณค่าในแง่การเงิน คือเป็นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อรวมปัจจัยอันมีค่าและปัจจัยเสี่ยงของแบรนด์เข้าด้วยกัน ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ โดยต่างกันเพียงสำหรับคุณค่าของแบรนด์แล้ว จะวัดกันจากอำนาจที่รับรู้ได้ คุณค่า และความสามารถของแบรนด์ในการต่อรองราคาในตลาด แทนที่จะเป็นสินทรัพย์หรือหนี้สินทั่วไป ที่สร้างขึ้นจากการเข้าถึงและการรับรู้ถึงแบรนด์ของลูกค้า ความสม่ำเสมอของแบรนด์ ประสบการณ์เชิงบวกของลูกค้า รวมถึงการบอกต่อ
ซึ่งคุณค่าของแบรนด์คือเหตุผลที่
- การบอกต่อแบบปากต่อปากสามารถแพร่หลายออกไป
- ลูกค้าออกมาปกป้องแบรนด์เมื่อแบรนด์ถูกโจมตี
- การนำเสนอในสื่อสามารถช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้
- ผู้คนพูดถึงแบรนด์อย่างกระตือรือร้นทั้งบนโซเชียลมีเดียและในชีวิตประจำวัน
โดยธรรมชาติแล้วการตลาดและประสบการณ์ของลูกค้าจึงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของคุณค่าแบรนด์
- กลยุทธ์การตลาดแบบอิงคอนเทนท์ ให้ความรู้กลุ่มเป้าหมายและช่วยสร้างฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย
- SEO ช่วยให้ค้นพบแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
- โฆษณา ผลักดันใจความหลักของแบรนด์เข้าสู่ตลาด
- กลยุทธ์การตลาดผ่านอีเมล สร้างความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า (Brand Loyalty) ผ่านการให้ส่วนลด การอัปเดต รวมถึงของรางวัล
- การร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ช่วยหยิบยืมคุณค่าจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ มาให้แบรนด์ของคุณ
-
การบริการลูกค้า ช่วยสร้างความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว และช่วยให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อ รวมถึงแก้ปัญหาที่อาจนำไปสู่ประสบการณ์เชิงลบได้ด้วย
แม้จะไม่ได้มีหลักการอะไรแน่นอน แต่คุณค่าของแบรนด์สามารถวัดได้จากทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เช่น ผ่านการวิเคราะห์เทรนด์การค้นหาแบรนด์บน Google การติดตามการพูดถึงแบรนด์ในหน้าสื่อ รวมไปถึงทัศนคติต่อแบรนด์ (Brand Sentiment) บนทวิตเตอร์ พันทิป และกระทู้ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งผ่านการสำรวจกลุ่มลูกค้าและการทำโฟกัสกรุ๊ป
กล่าวคือหลักฐานทางสังคม (Social Proof) พวกนี้ก็คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในการวัดคุณค่าของแบรนด์
ยกตัวอย่างเช่น CROSSNET ที่ไม่ได้แค่สร้างแบรนด์ แต่ยังสร้างหมวดหมู่ใหม่ในกีฬาสันทนาการ โดยได้รับการนำเสนอจากสื่อกระแสหลักหลายแห่ง และมีลูกค้ากว่า 1.2 ล้านคนที่ให้รีวิวเชิงบวก ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะบ่งชี้ถึงแบรนด์ร้านออนไลน์ที่มีมูลค่าสูง

6. สร้างคอมมูนิตี้รอบแบรนด์
ในปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ จึงโอบรับลูกค้าที่ความภักดีต่อแบรนด์สูงในฐานะผู้สนับสนุนและผู้ร่วมสร้างมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเป็นเพียงลูกค้าธรรมดา ถือเป็นแนวทางการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยคอมมูนิตี้
ไม่ว่าจะเป็นผ่านโปรแกรมสะสมแต้ม ไปจนถึงการไลฟ์สตรีมโดยผู้ก่อตั้ง รวมทั้งเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง การที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดทั้งกับแบรนด์และระหว่างกันนั้นทำได้หลากหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าคอมมูนิตี้จะเป็นสินทรัพย์ที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์ร้านออนไลน์มากถึงขนาดไหน ปัจจัยความน่าเชื่อถือของคอมมูนิตี้แบรนด์กลับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างขึ้นเองได้ยาก
โดย Charlie Gower และ Jules Miller จาก The Nue Co. เล่าถึงการก่อตั้งบน Shopify Masters ที่สร้างความรู้สึกร่วมกับลูกค้าและทำให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนได้ นั่นคือ "ถ้าสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาของตัวเองได้ การที่จะออกไปทำการตลาดเพื่อขายโซลูชันนั้น และการใช้มันสร้างแบรนด์จะยิ่งดูจับต้องได้ยิ่งขึ้น และผู้คนก็จะยิ่งสนใจมากขึ้นด้วย เพราะรู้ว่าคุณพัฒนาสินค้าจากปัญหาของตัวเอง ซึ่งอาจแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เช่นกัน"
"ถ้าสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาของตัวเองได้ การที่จะออกไปทำการตลาดเพื่อขายโซลูชันนั้น และการใช้มันสร้างแบรนด์จะยิ่งดูจับต้องได้ยิ่งขึ้น"
Charlie Gower และ Jules Miller, The Nue Co.
และก็เป็นเมื่อลูกค้ารู้สึกถึงความข้องเกี่ยวกับคนจริง ๆ เรื่องราวจริง ๆ ไม่ใช่แค่โลโก้และสินค้า นั่นเองที่คอมมูนิตี้ของแบรนด์ ๆ หนึ่งจะเกิด
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะขยายผลลัพธ์ในเชิงนี้ต่อไปไม่ได้เสียทีเดียว โดยเห็นได้ชัดจากการต่อยอดอย่างที่ The Nue Co. ทำผ่านโปรแกรม Ambassador #PLANETNUE ที่ Ambassador จะได้รับสินค้ามูลค่า 90 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงค่าคอมมิชชันจากยอดขายที่สร้างได้ ส่วนลดพิเศษสำหรับแชร์ต่อ สิทธิ์เข้าถึงการเปิดตัวสินค้าและอีเวนต์ก่อนใคร รวมถึงการโปรโมทบนช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ด้วย

7. ทำให้แบรนด์กลายเป็นไลฟ์สไตล์ไม่ใช่แค่แบรนด์
ไม่ใช่แบรนด์ร้านออนไลน์ทุกแบรนด์ที่จะสร้างไลฟ์สไตล์สำเร็จ แต่แบรนด์ที่ทำได้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าไป และสร้างความต้องการโดยการแสดงสินค้าในการใช้งานจริงผ่านรูปภาพ วิดีโอ และสื่ออื่น ๆ ได้
อย่างแบรนด์ Outdoor Voices เองก็สร้างไลฟ์สไตล์แบรนด์ภายใต้คอนเซปต์ "สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว" สะท้อนชัดทั้งในภาพและภาษาทั่วทั้งเว็บไซต์และการตลาดของแบรนด์ การสร้างแบรนด์จึงมุ่งเน้นไปที่ผู้คนที่กำลังทำกิจกรรมหรือเตรียมตัวทำกิจกรรมขณะสวมใส่สินค้า Outdoor Voices มากกว่าที่จะใช้ตัวสินค้าเดี่ยว ๆ นั่นเอง
ในกรณีนี้แบรนด์จึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ให้ทั้งลูกค้าปัจจุบันและอนาคตลูกค้ามองเห็นตัวเองในกลุ่มผู้ใช้สินค้าของบริษัทในชีวิตประจำวัน
8. การบริหารชื่อเสียงของแบรนด์
ท้ายที่สุดแล้ว แบรนด์ทุกแบรนด์ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าชื่อเสียง และยิ่งธุรกิจเติบโต การติดตามดูแลชื่อเสียงแบบนี้ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้น
เพราะความคิดเห็นเชิงลบเพียงครั้งเดียวเกี่ยวกับประสบการณ์ของลูกค้าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำลายชื่อเสียงในวงสนทนานั้นได้ทั้งหมด การบริหารชื่อเสียงแบรนด์เชิงรุกจึงหมายถึงการติดตามทุกพื้นที่ที่ผู้คนพูดถึงแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ การตอบรีวิวเชิงลบ และการบ่มเพาะความรู้สึกดี ๆ จากรีวิวเชิงบวก
โดยพื้นที่สำคัญที่ควรติดตามนอกเหนือจากช่องทางของตัวเองและเว็บไซต์ ได้แก่
- Trustpilot (สามารถสร้างโปรไฟล์ธุรกิจและรับฟีเจอร์ติดตามขั้นพื้นฐานได้ฟรี)
- พันทิป
- ทวิตเตอร์
- Google Business Profile สำหรับหน้าร้าน
- ตลาดซื้อขายออนไลน์ที่ขายสินค้าอยู่ เช่น ชอปปี้ หรือลาซาด้า
เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น อาจสังเกตได้ว่าการค้นหาที่เกี่ยวกับแบรนด์ในรูปแบบ "ชื่อแบรนด์ + รีวิว" มีมากขึ้นตาม อย่างแบรนด์ Nomatic เองก็มีการค้นหา "รีวิว Nomatic" ประมาณ 70 ครั้งต่อเดือนเช่นกัน
ข้อดีจากทิศทางนี้คือแบรนด์ที่แข็งแกร่งจะสะท้อนออกมาชัดเจนในผลลัพธ์ ทั้งรีวิวจากบล็อกเกอร์จำนวนมากและคะแนน Trustpilot ระดับสูง ซึ่งจะสามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจได้เป็นอย่างดี

และเมื่อการดูแลพื้นที่พวกนี้ทั้งหมดในคราวเดียวกันอาจเป็นเรื่องสาหัส การลงทุนในเครื่องมือ Brand Monitoring จึงคุ้มค่าที่จะทำให้กระบวนการนี้เป็นระบบและเป็นอัตโนมัติมากขึ้น
9. พัฒนาแบรนด์ร้านออนไลน์ให้เติบโตไปตามเวลา
แบรนด์ร้านออนไลน์เป็นสินทรัพย์ที่มีชีวิต พัฒนาไปตามการอัปเดตใจความของแบรนด์ การรีเฟรชหน้าตาของแบรนด์ หรือแม้แต่การเบนเข็มไปสู่ตลาดใหม่
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ไปจนถึงสินค้าและกลุ่มลูกค้าใหม่ แบรนด์จึงจะพัฒนาไปได้พร้อม ๆ กับการเติบโตของธุรกิจ
ข่าวดีคือคุณค่าของแบรนด์ก็จะสะสมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแบรนด์ร้านออนไลน์ที่แข็งแกร่งก็จะสามารถปกป้องการเติบโตพวกนี้ ทำให้ธุรกิจของคุณรุ่งเรืองได้อีกหลายปี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์
ทำไมการสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์จึงสำคัญ
การสร้างแบรนด์ร้านออนไลน์มีความสำคัญเพราะจะช่วยให้ธุรกิจโดดเด่นและแย่งส่วนแบ่งตลาดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้ ทั้งยังช่วยดึงดูดสื่อ นักลงทุน รวมถึงพาร์ทเนอร์อื่น ๆ ให้มาอุดหนุนธุรกิจของคุณได้ด้วย
จะสร้างแบรนด์ให้ร้านออนไลน์ได้อย่างไร
ถ้าต้องการจะสร้างแบรนด์ให้ร้านออนไลน์ ควรเริ่มจากการศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและคู่แข่งเพื่อกำหนดการวางตำแหน่ง (Brand Positioning) ของแบรนด์ก่อน จากนั้นจึงค่อยสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่สื่อถึงจุดโดดเด่นของธุรกิจ และสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่สอดคล้องกันทั่วทั้งเว็บไซต์และช่องทางการตลาดผ่านดีไซน์ ก็อปปี้ รวมถึงภาพที่ใช้
ขั้นตอนการสร้างแบรนด์มีอะไรบ้าง
เริ่มจากการศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและคู่แข่งเพื่อกำหนดการวางตำแหน่งของแบรนด์ก่อน จากนั้นให้สร้างกลยุทธ์และเรื่องราวของแบรนด์ที่สื่อถึงความพิเศษของธุรกิจ และนำสิ่งนั้นมาออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ที่จดจำได้ด้วยหน้าตา สี รวมถึงฟอนต์ที่สอดคล้องกับเรื่องราวของแบรนด์ แล้วค่อยเอาความเป็นแบรนด์นี้ไปใช้บนเว็บไซต์และช่องทางการตลาด


