ถ้าคุณหลงใหลในงานถักโครเชต์ คุณคงรู้ดีว่าแค่มีเข็มถักกับไหมพรมไม่กี่ม้วน ก็สามารถพาจินตนาการของคุณไปได้ไกลไม่รู้จบ บางคนถักผ้าห่มเด็กหรือของเล่นนุ่ม ๆ ให้พ่อแม่มือใหม่ที่ปลื้มใจสุด ๆ ขณะที่บางคนก็มีเพื่อนหรือคนแปลกหน้าคอยชมเสื้อคาร์ดิแกนแฮนด์เมดสุดเท่ที่คุณถักเองอยู่เสมอ
แต่คุณเคยคิดมั้ยว่า จะเปลี่ยนพรสวรรค์เหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้จริงได้ยังไง? คู่มือแบบเป็นขั้นตอนนี้จะพาคุณไปรู้จักวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการวางแผนให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
พร้อมเริ่มธุรกิจของคุณแล้วหรือยัง? สร้างเว็บไซต์ของคุณได้ตั้งแต่วันนี้ หรือเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือของ Shopify สำหรับการขายทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
วิธีเริ่มต้นธุรกิจถักโครเชต์ของคุณเอง
- เลือกรูปแบบธุรกิจและกลุ่มสินค้า (niche) ที่ใช่
- ศึกษาตลาดและทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
- ออกแบบไลน์สินค้าโครเชต์
- ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าผ่านช่องทางไหน
- ตั้งราคาสินค้าให้เหมาะกับต้นทุนและตลาด
- เขียนแผนธุรกิจ
- สร้างเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจน
- วางแผนการตลาด
- จัดตั้งธุรกิจอย่างเป็นทางการ
- เปิดร้านออนไลน์
ทำตามทั้ง 10 ขั้นตอนนี้ คุณจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ให้เป็นระบบและต่อยอดจากงานถักที่รักไปสู่ธุรกิจที่ขายได้จริงอย่างไร
1. เลือกรูปแบบธุรกิจและกลุ่มสินค้า (niche) ที่ใช่
ธุรกิจโครเชต์มีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณถนัดและอยากทำจริง ๆ ต่อไปนี้คือตัวอย่างไอเดียที่พบได้บ่อย สำหรับคนที่กำลังศึกษาเรื่องวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์
สินค้าโครเชต์แฮนด์เมด
คุณสามารถขายงานโครเชต์ได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเดรสถัก ผ้าห่ม ผ้าคลุม หรือผ้ารองจานสีสันสดใส โมเดลธุรกิจแบบนี้ต้องใช้แรงและเวลาค่อนข้างมาก ดังนั้นควรเลือกทำสินค้าที่คุณรักและสนุกกับการถักจริง ๆ
“เรารู้ว่าตอนนี้หลายคนเริ่มหันมาทำ amigurumi [คำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึงตุ๊กตาถักโครเชต์] เพราะมันกำลังเป็นที่นิยม แต่สำหรับเรา เราทำมันเพราะชอบถักตุ๊กตาอยู่แล้ว” Genna Tatu เจ้าของร้าน Crochet by Genna กล่าว “การมีแพสชันกับสิ่งที่ทำช่วยให้เรายังสนุกกับงานนี้ได้ ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ที่เคยทำแล้วไม่เวิร์ก เพราะเราไม่ได้รักมันจริง ๆ”
เนื่องจากธุรกิจรูปแบบนี้อาศัยการทำงานแฮนด์เมดเป็นหลัก จึงต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการเติบโตของธุรกิจกับความยั่งยืน แม้ Genna จะตื่นเต้นกับธุรกิจของตัวเอง แต่เธอก็รู้ว่ามีขีดจำกัดว่าเธอสามารถรับออร์เดอร์ได้มากแค่ไหน และจำเป็นต้องตั้งจำนวนการรับงานไว้
ถึงอย่างนั้น บางช่วงเธอก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า “เราคิดอยู่ตลอดว่าธุรกิจจะโตต่อไปยังไง จะขยายและรักษาการเติบโตในระยะยาวได้อย่างไร” เธอเล่า “นั่นคือจุดที่แพตเทิร์นโครเชต์เข้ามามีบทบาท”
แพตเทิร์นโครเชต์
เมื่อคุณสร้างแพตเทิร์นในรูปแบบดิจิทัลขึ้นมาแล้ว คุณสามารถขายแพตเทิร์นนั้นซ้ำได้หลายครั้งผ่านร้าน Shopify คุณอาจเลือกขายเฉพาะแพตเทิร์น หรือขายควบคู่กับสินค้าแฮนด์เมดเหมือนที่ Genna ทำก็ได้ “แพตเทิร์นคือรายได้แบบ passive income ซึ่งสำคัญมากสำหรับตลาดโครเชต์ เพราะการทำสินค้าแฮนด์เมดต้องใช้แรงและเวลาของเรามาก”
อุปกรณ์โครเชต์
คุณสามารถขายอุปกรณ์โครเชต์ที่คัดสรรมาแล้ว เช่น ไหมพรม เข็มถัก กรรไกรงานฝีมือ มาร์กเกอร์บอกตำแหน่งลาย สายวัด หนังสือแพตเทิร์น และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร้าน Brooklyn General Store เป็นตัวอย่างที่ดี โดยพวกเขาจำหน่ายอุปกรณ์โครเชต์และแพตเทิร์นควบคู่กับอุปกรณ์ถักนิตติ้งและเย็บผ้า ทั้งทางออนไลน์และหน้าร้านจริง
หากคุณอยากลดต้นทุนสต็อกสินค้าและความยุ่งยากด้านการจัดส่ง การเริ่มต้นด้วยโมเดลดรอปชิปก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ คุณสามารถเชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์คุณภาพผ่านเครือข่ายผู้จัดหาของ Shopify เพื่อหาอุปกรณ์และวัสดุโครเชต์มาจำหน่ายในร้านได้ เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์โดยไม่ต้องลงทุนสูงตั้งแต่แรก
📖 อ่านเพิ่มเติม: รวมลิสต์ซัพพลายเออร์ดรอปชิปที่ดีที่สุด
ชุดคิทโครเชต์
แหล่งที่มา: Yarnybox
ชุดคิทงานฝีมือเป็นอีกหนึ่งประเภทสินค้ายอดนิยมที่คุณสามารถนำมาขายได้ ลองสร้างกล่องโครเชต์ที่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างที่ลูกค้าต้องใช้ในการทำโปรเจกต์หนึ่งชิ้น เช่น แพตเทิร์น ปริมาณไหมพรมที่พอดี และเข็มถักที่เหมาะสม แบรนด์อย่าง Yarnybox เป็นแรงบันดาลใจที่ดี โดยชุดคิทของพวกเขายังมีลิงก์ไปยังวิดีโอสอนถักประกอบให้ด้วย
คลาสสอนโครเชต์
แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เริ่มต้นถักโครเชต์ คุณสามารถเปิดร้านบน Shopify และใช้แอปจองคิว เพื่อให้ลูกค้าสามารถนัดเรียนแบบตัวต่อตัวหรือเป็นกลุ่มได้ นอกจากนี้ การสร้างรายได้แบบ passive income ก็เป็นอีกแนวทางที่ควรพิจารณา เช่น การขายอีบุ๊ก หรือคลาสสอนแบบบันทึกวิดีโอที่ลูกค้าซื้อและเรียนได้ตามต้องการ
2. ศึกษาตลาดและทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
การวิจัยตลาดคือกระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อ รวมถึงคู่แข่งของคุณ ข้อมูลที่ได้จะส่งผลโดยตรงต่อการวางตำแหน่งธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด การตั้งราคาสินค้า และการตัดสินใจว่าจะขายสินค้าโครเชต์ประเภทใดบ้าง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ให้เดินได้อย่างมั่นคง
คุณสามารถเริ่มทำวิจัยตลาดได้จากหลายทาง เช่น อ่านวารสารการค้าและรายงานอุตสาหกรรม ศึกษาบล็อกด้านอีคอมเมิร์ซ หรือสำรวจธุรกิจโครเชต์ที่มีอยู่แล้วในตลาด นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลจากมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ก็ช่วยประเมินผลงานของคู่แข่งได้ดี ตัวอย่างเช่น ร้านบน Etsy มักแสดงยอดขายรวม คะแนนรีวิวเฉลี่ย และความคิดเห็นจากลูกค้า ซึ่งเป็นข้อมูลคู่แข่งที่มีประโยชน์มากสำหรับการเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับธุรกิจของคุณเอง
Genna ยังแนะนำให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้โครเชต์ด้วย โดย Ravelry เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้น รวมถึงการติดตามกระแสวัฒนธรรมป๊อป เพื่อช่วยตัดสินใจว่าจะทำสินค้าอะไรออกมาขาย “อย่างเช่น ปีที่แล้วลายเกี่ยวกับแมวได้รับความนิยมมาก” เธอเล่า “แมวคือสิ่งที่คนทำกันเยอะที่สุดในตอนนั้น พอเราเป็นนักออกแบบ เราก็คิดว่า โอเค มีความต้องการแพตเทิร์นแมวสูง งั้นเราก็ทำแพตเทิร์นแมวออกมาสิ”
“ติดตามกระแสข่าวปัจจุบัน หนังสือใหม่ที่กำลังจะออก ซีรีส์ที่ได้รับความนิยม แล้วลองดูว่าสัตว์หรือคาแร็กเตอร์อะไรในเรื่องเหล่านั้นที่คุณสามารถนำมาต่อยอดได้” Genna กล่าว
การวิจัยตลาดยังรวมถึงการระบุกลุ่มเป้าหมายย่อยภายในตลาดของคุณเอง และศึกษาความต้องการ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมการซื้อของพวกเขา ตัวอย่างเช่น หากคุณทำเดรสลูกไม้และผ้าคลุมไหล่โครเชต์ที่มีรายละเอียดซับซ้อน งานวิจัยอาจชี้ให้เห็นว่าผู้ซื้อหลักของคุณคือผู้หญิงอายุประมาณ 35–60 ปี ที่อยู่ในกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูง จากนั้นคุณสามารถสัมภาษณ์หรือจัดกลุ่มสนทนา (โฟกัสกรุ๊ป) เพื่อทำความเข้าใจความต้องการเฉพาะและรูปแบบการตัดสินใจซื้อของกลุ่มนี้ให้ลึกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้วิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ของคุณชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น
3. ออกแบบไลน์สินค้าโครเชต์
ขั้นตอนถัดไปคือการสร้างไลน์สินค้าโครเชต์ชุดแรกของคุณ ใช้ข้อมูลจากการวิจัยตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่คุณทำไว้ก่อนหน้า เพื่อออกแบบหรือคัดเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์อย่างเป็นระบบ
คุณสามารถมองหา “ช่องว่าง” จากสินค้าของคู่แข่งได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากคุณเข้าไปอยู่ในบอร์ดพูดคุย กลุ่มโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโครเชต์ หรือเข้าร่วมงาน meetup ของคนถักไหมพรม คุณอาจสังเกตได้ว่าเดรสโครเชต์กำลังเป็นที่นิยม แต่ยังขาดตัวเลือกที่ราคาจับต้องได้ จากข้อมูลนี้ คุณอาจต่อยอดเป็นไลน์เดรสราคาย่อมเยา ที่ใช้เวลาทำไม่นาน เหมาะสำหรับใส่เป็นชุดคลุมชายหาด หรือใส่ซ้อนกับชุดซับในสำหรับโอกาสที่ดูเป็นทางการมากขึ้น
หากคุณขายสินค้าที่ตลาดงานคราฟต์ Genna แนะนำให้เลือกสินค้าที่ทำได้เร็วและไม่ซับซ้อน “ลองถามตัวเองว่า มีชิ้นไหนที่ทำได้เร็วมาก ๆ บ้าง อาจเป็นงานที่ไม่ต้องเย็บ ทำจำนวนมากได้ง่าย และขายในราคาที่ไม่สูง ที่ตลาดคราฟต์ คนมักชอบซื้อของราคาย่อมเยา” เธอแนะนำ
แต่ถ้าคุณขายออนไลน์ ก็ต้องคำนึงถึงรูปแบบการขายของคุณด้วย เช่น หากคุณขายสินค้าแฮนด์เมด ไลน์สินค้าจะขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นร้านแบบ made-to-order หรือมีสินค้าพร้อมส่ง “ตอนที่เราเริ่มแรก เราขายแค่ตุ๊กตาถักอย่างเดียว และเป็นร้านแบบ made-to-order เราลงรายการตุ๊กตาทั้งหมดที่ลูกค้าสามารถสั่งทำได้” Genna เล่า “แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนมาขายแบบเป็นรอบ ๆ แทน เราจะขายเฉพาะตุ๊กตาที่ถักเสร็จแล้วภายในช่วงประมาณสองเดือน จากนั้นนำมาลงขายบนเว็บไซต์ ลูกค้าซื้อแล้ว เราก็สามารถจัดส่งได้ทันที”
4. ตัดสินใจว่าจะขายสินค้าผ่านช่องทางไหน
ขั้นตอนถัดไปคือการเลือกช่องทางจำหน่ายสินค้า คุณสามารถขายผ่านร้านค้าออนไลน์ของตัวเองบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify ใช้มาร์เก็ตเพลสอย่าง Amazon Handmade หรือ Etsy ไปขายตามงานคราฟต์แฟร์หรือตลาดท้องถิ่น หรือแม้แต่ติดต่อร้านงานฝีมือในพื้นที่เพื่อฝากขายสินค้าโครเชต์ของคุณ
ในการตัดสินใจ ควรศึกษาข้อมูลประชากรของแต่ละแพลตฟอร์มว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณหรือไม่ เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของแต่ละช่องทาง และพิจารณาว่าคุณต้องการควบคุมแบรนด์และรูปแบบร้านค้าได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ให้เติบโตได้ในระยะยาว
Genna เลือกเริ่มต้นที่ Etsy เพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้ามาก และจากการทำรีเสิร์ช เธอพบว่าธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มนี้ “Etsy เป็นแพลตฟอร์มที่เริ่มต้นได้ง่ายมาก ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ” เธอกล่าว
แพลตฟอร์มอย่าง Etsy หรือ Amazon Handmade ตั้งค่าได้ง่ายก็จริง แต่จะเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ไม่มากนัก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนแคมเปญการตลาด อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านการปรับแต่งแบรนด์ ดีไซน์ร้าน และฟังก์ชันต่าง ๆ ในระยะยาว Genna จึงต้องการควบคุมธุรกิจของตัวเองให้ได้มากขึ้น
“เราเปิดร้าน Shopify หลังจากขายบน Etsy มาได้ประมาณหนึ่งปี” เธอเล่า “ตอนนั้นเราคิดว่า โอเค ตอนนี้เราเป็นฝ่ายพาคนเข้ามาที่ร้านของตัวเองแล้ว ลองขยับขยายดูบ้างดีกว่า ด้วย Shopify คุณปรับแต่งได้ทุกอย่าง ทำร้านให้เป็นแบบที่คุณต้องการได้จริง และการมีเว็บไซต์แยกของตัวเองก็ดูเป็นมืออาชีพมากกว่า”
แม้จะมีร้าน Shopify แล้ว Genna ก็ยังขายบน Etsy ควบคู่กันไป เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้กว้างที่สุด และด้วย Shopify คุณยังสามารถใช้ Shopify Marketplace Connect เพื่อเชื่อมต่อร้าน Shopify กับร้าน Etsy เข้าด้วยกันได้อย่างสะดวก
5. ตั้งราคาสินค้าให้เหมาะกับต้นทุนและตลาด
การวางแผนด้านการเงินเป็นขั้นตอนสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ให้ทำกำไรได้จริง Genna ใช้โครงสร้างการตั้งราคาที่แตกต่างกันสองแบบ สำหรับสินค้าคนละประเภทในธุรกิจของเธอ
สำหรับการตั้งราคาลายแพตเทิร์น (patterns) Genna จะดูราคาของคู่แข่งเป็นหลัก “เราชอบดูภาพรวมของตลาด” เธอเล่า “เราเข้าไปดูใน Etsy ค้นหาแพตเทิร์นที่คล้ายกัน ดูว่าคู่แข่งตั้งราคาเท่าไหร่ แล้ววางตำแหน่งราคาของตัวเองให้อยู่ในระดับกลาง ๆ แพตเทิร์นที่แพงมากอาจทำเงินต่อชิ้นได้มากขึ้นก็จริง แต่จะเข้าถึงคนซื้อน้อยกว่า”
แต่เมื่อพูดถึงการตั้งราคาตุ๊กตาโครเชต์ (plushies) จะมีปัจจัยที่ต้องคิดมากกว่า “อย่างน้อยเราพยายามไม่ให้ขาดทุน” เธอกล่าว “เราคำนวณทั้งค่าวัสดุและเวลาที่ใช้ บางคนก็จะเพิ่มอีกขั้น เช่น คิดว่าตัวเองควรได้ค่าจ้างชั่วโมงละเท่าไหร่”
แนวคิดนี้หมายความว่า คุณต้องประเมินต้นทุนทั้งหมดก่อน จึงจะตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
คำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย
COGS คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตสินค้า เช่น ค่าวัสดุ อุปกรณ์ บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม หรือค่าใบอนุญาตสำหรับขายตามงานตลาดต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น หากค่าวัสดุและแพ็กเกจจิ้งรวมกันอยู่ที่ 350 บาทต่อออเดอร์ และคุณตั้งค่าจ้างแรงงานของตัวเองไว้ที่ 700 บาทต่อชั่วโมง หากสินค้าชิ้นหนึ่งใช้เวลาทำ 5 ชั่วโมง ต้นทุนแรงงานจะอยู่ที่ 3,500 บาท รวมต้นทุนต่อชิ้นทั้งหมดเป็น 3,850 บาท
ค่าจัดส่งมักไม่ถูกนับรวมเป็น COGS แต่คุณจำเป็นต้องคิดค่าใช้จ่ายนี้เข้าไปด้วย ไม่ว่าจะรวมไว้ในราคาสินค้า เฉลี่ยเป็นต้นทุนดำเนินงาน หรือเรียกเก็บจากลูกค้าโดยตรง
รวมต้นทุนคงที่และต้นทุนเริ่มต้น
ต้นทุนคงที่อาจรวมถึงค่าโฮสติ้งเว็บไซต์ หรือค่าเช่าสตูดิโอร่วม ส่วนต้นทุนเริ่มต้นอาจเป็นค่าอุปกรณ์โครเชต์ที่ต้องซื้อในช่วงแรก
สมมติว่าคุณคาดว่าจะขายได้ 10 ชิ้นต่อเดือน และมีต้นทุนคงที่เดือนละ 7,000 บาท เท่ากับว่าต้นทุนส่วนนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 700 บาทต่อสินค้า 1 ชิ้น เมื่อนำไปรวมกับ COGS 3,850 บาท ต้นทุนรวมต่อชิ้นจะกลายเป็น 4,550 บาท
หากคุณต้องการทยอยคืนทุนเริ่มต้น อาจบวกเพิ่มอีก 175 บาทต่อออเดอร์ ทำให้ต้นทุนจริงต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณ 4,725 บาท
กำหนดกำไร
Markup คือส่วนกำไร ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 20% ถึง 100% ของต้นทุนสินค้า คุณสามารถใช้เครื่องมือคำนวณกำไร เพื่อช่วยตัดสินใจได้
หากยังไม่มั่นใจว่าจะบวกราคาเท่าไร ลองอิงราคาคู่แข่งในตลาดเป็นหลัก แต่อย่าลดกำไรต่ำกว่า 20% เพราะคุณอาจเสี่ยงขาดทุนได้ หากต้นทุนจริง เช่น เวลาในการทำงาน สูงกว่าที่คาดไว้
การตั้งราคาที่ดีไม่ใช่แค่ “ขายได้” แต่ต้องช่วยให้ธุรกิจอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์อย่างมืออาชีพ
6. เขียนแผนธุรกิจ
แผนธุรกิจโครเชต์คือแผนที่นำทางสำหรับการดำเนินธุรกิจของคุณ เป็นเครื่องมือสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์อย่างจริงจัง เพราะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่าธุรกิจควรเดินไปทางไหน และควรตัดสินใจอย่างไรในแต่ละขั้น
โดยแผนธุรกิจโครเชต์ควรประกอบด้วยองค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้
- คำอธิบายธุรกิจ อธิบายภาพรวมของธุรกิจ เช่น โมเดลการทำธุรกิจ วิสัยทัศน์ระยะยาว เป้าหมาย โครงสร้างองค์กร พันธกิจ และคุณค่าที่แบรนด์ของคุณมอบให้ลูกค้า
- การวิจัยตลาด นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดที่คุณเลือก ทั้งศักยภาพของตลาด โอกาสในการเติบโต ขนาดตลาด และภาพรวมของคู่แข่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าธุรกิจโครเชต์ของคุณมีพื้นที่ยืนในตลาดอย่างไร
- สินค้าและบริการ อธิบายว่าสินค้าหรือบริการของคุณคืออะไร เช่น สินค้าโครเชต์แฮนด์เมด แพตเทิร์นดิจิทัล อุปกรณ์โครเชต์ หรือคลาสสอนถัก รวมถึงแนวทางการตั้งราคาสินค้าและบริการเหล่านั้น
- แผนการเงิน แผนการเงินควรระบุแหล่งเงินทุนที่เป็นไปได้ รายได้ที่คาดการณ์ไว้ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คุณประเมินความเป็นไปได้และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
7. สร้างเอกลักษณ์แบรนด์ให้ชัดเจน
คุณสามารถมองอัตลักษณ์แบรนด์ได้เหมือนบุคลิกของธุรกิจ องค์ประกอบของแบรนด์จะรวมถึงชื่อธุรกิจ โลโก้ ฟอนต์ โทนสี รวมถึงน้ำเสียงและโทนการสื่อสารที่ใช้กับลูกค้า
อัตลักษณ์แบรนด์ที่ชัดเจนจะสะท้อนตัวตนของผลงานคุณ และมีผลโดยตรงต่อวิธีที่คุณสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น หากคุณขายเสื้อผ้าเด็กโครเชต์หรือของใช้สำหรับเด็ก คุณอาจเลือกใช้สีสดใสและน้ำเสียงที่ดูสนุก เป็นกันเอง แต่ถ้าคุณทำผ้ารองจานหรือผ้าปูโต๊ะสไตล์ cottagecore อาจเลือกภาพลักษณ์ที่ดูวินเทจ อบอุ่น และละมุนมากกว่า
แบรนด์ TL Yarn Crafts ของ Toni Lipsey ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงมือใหม่ได้ง่าย Toni ใช้วิธีสื่อสารกับผู้ชมแบบเป็นกันเองและจริงใจ เหมือนคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ภาพปกคลิป YouTube คลิปหนึ่งของเธอเขียนว่า How to read crochet patterns for real this time! ซึ่งข้อความนี้สะท้อนความสับสนและความท้อของคนที่เพิ่งเริ่มอ่านแพตเทิร์นโครเชต์ และสัญญาว่าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายจริง ๆ
สำหรับแบรนด์ Crochet by Genna, Genna ตั้งใจสร้างพื้นที่ที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวก“เราหลงใหลในการเผยแพร่ความมหัศจรรย์ของโครเชต์ และเปลี่ยนไอเดียสนุก ๆ ให้กลายเป็นตุ๊กตาและแพตเทิร์นโครเชต์ที่น่ารักที่สุด” เธอกล่าว
Genna เล่าว่าอัตลักษณ์แบรนด์ของเธอค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะเธอมุ่งสร้างคอนเทนต์เชิงบวกและเปิดกว้างให้ทุกคนรู้สึกยินดีต้อนรับอยู่เสมอ สำหรับใครที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ Genna แนะนำให้ลอง “หันกลับมาถามตัวเอง” ว่า ภารกิจหลักของธุรกิจคืออะไร, คุณยึดถือคุณค่าแบบไหนในการทำงาน, กลุ่มเป้าหมายของคุณคือใครและคุณอยากมอบอะไรให้ลูกค้าผ่านแบรนด์ของคุณ
8. วางแผนการตลาด
แผนการตลาดคือแผนที่นำทางในการพาสินค้าของคุณไปอยู่ตรงหน้ากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ เป็นส่วนสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ให้เติบโตได้จริง แผนนี้ควรระบุเป้าหมายทางการตลาด จุดขายหลักของแบรนด์ และช่องทางการตลาดที่คุณจะใช้เป็นหลัก
หากคุณวางแผนขายสินค้าออนไลน์ อย่ามองข้ามกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เช่น การทำ SEO การทำอีเมลมาร์เก็ตติ้ง และการลงโฆษณาออนไลน์ ที่สำคัญคือ ต้องนำเวลาและงบประมาณที่ใช้ทำการตลาดไปคำนวณรวมไว้ในแผนธุรกิจ งบประมาณ และราคาสินค้าของคุณด้วย เพื่อให้ตัวเลขทั้งหมดสอดคล้องกัน
ต่อไปนี้คือไอเดียการตลาดบางส่วนที่คุณสามารถนำไปลองใช้ได้
ลงโฆษณา
เมื่อ Genna เริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่เธอให้ความสำคัญที่สุดคือการขายให้ได้และสร้างชื่อเสียงให้ร้าน แม้ช่วงแรกจะยังไม่มีกำไรมากนัก เธอจึงเริ่มจากการลงโฆษณา
“เราลงทุนกับโฆษณาตั้งแต่วันแรก” เธอเล่า “เราบอกกับคนอื่นเสมอว่า ควรลงทุนกับการตลาดตั้งแต่เริ่มต้น เพราะนี่คือวิธีที่คุณจะได้ยอดขายแรก ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงร้าน ความน่าเชื่อถือจะค่อย ๆ สร้างขึ้น และสุดท้ายลูกค้าจะกลับมาหาคุณเอง”
จัดโปรโมชันและส่วนลด
การให้ส่วนลดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น “ช่วงเริ่มต้นมันไม่ใช่เรื่องกำไร แต่มันคือเรื่องของการขายให้ได้ก่อน” Genna กล่าว “เราจัดโปรบ่อยมาก เช่น ลด 25% หรือ 30% พอเวลาผ่านไป เราค่อย ๆ ปรับราคาขึ้น ลดการใช้โปรโมชัน และค่อย ๆ เดินหน้าต่อจากตรงนั้น”
แนวคิดนี้เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นตามแนวทางของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์ เพราะช่วยให้ร้านมีออเดอร์ มีรีวิว และมีความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงแรก
โพสต์บนโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ
โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแบรนด์ Genna เริ่มจาก Instagram โดยโพสต์อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างฐานผู้ติดตาม คุณสามารถใช้ช่องทางนี้แชร์สินค้าใหม่ อัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ที่คุณจะไปออกบูธ หรือคอนเทนต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานโครเชต์
ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมบน Instagram คือวิดีโอขั้นตอนการทำ (process video) เพราะหลายคนรู้สึกเพลิดเพลินหรือผ่อนคลายเมื่อได้เห็นว่าสินค้าถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร
Jamie Sheppard ผู้ก่อตั้ง Yarnybox ใช้ Instagram เพื่อประกาศหาผู้ทดสอบแพตเทิร์นใหม่ จากนั้นนำผลงานของผู้ทดสอบมาแชร์ เพื่อให้ผู้ติดตามเห็นว่าแพตเทิร์นใช้งานง่าย ก่อนจะปล่อยแพตเทิร์นตัวเต็ม
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้โซเชียลมีเดียหรือบล็อกในการแจกทรัพยากรฟรี ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า content marketing เช่น การแชร์แพตเทิร์นฟรีบน Facebook หรือเขียนบทความเกี่ยวกับวิธีแมตช์เสื้อผ้าโครเชต์ เมื่อทำต่อเนื่อง คอนเทนต์เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าคุ้นเคยกับแบรนด์และสนใจในสินค้าของคุณมากขึ้น
ใช้วิดีโอสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม
Genna ต้องการเชื่อมต่อกับผู้ติดตามในระดับที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น เธอจึงเริ่มทำช่อง YouTube “YouTube เปิดโลกใหม่ เปิดกลุ่มผู้ชมใหม่ทั้งหมด บน Instagram คนเห็นแค่สินค้า แต่เราพบว่าการที่คนได้รู้จักตัวตนของเจ้าของธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญมาก YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ถ้าคุณอยากเชื่อมต่อกับผู้ชมและสร้างคอมมูนิตี้”
การออกหน้ากล้องอาจน่ากลัว ซึ่ง Genna เองก็รู้สึกแบบนั้น แต่เธอแนะนำให้ลองทำดู เริ่มจากเล็ก ๆ และค่อย ๆ ใส่ตัวเองเข้าไปในคอนเทนต์มากขึ้น “เราเป็นคนขี้อายมาก” เธอเล่า “แต่สุดท้ายมันจะง่ายขึ้นเอง ตอนถ่ายคลิป YouTube ครั้งแรก เราคิดเลยว่า ‘คนอื่นทำได้ยังไง มันแปลกมาก’ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างจะดูเป็นธรรมชาติขึ้น และคุณจะไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้เลย ถ้าไม่เริ่มลอง”
9. จัดตั้งธุรกิจอย่างเป็นทางการ
ขั้นตอนถัดไปคือการจัดตั้งธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการเลือกโครงสร้างนิติบุคคลและการเปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ ในบางกรณี คุณอาจจำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจเพิ่มเติมด้วย
ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของคุณ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือหน่วยงานด้านภาษี เพื่อดูว่ามีข้อกำหนดทางกฎหมายอะไรบ้างสำหรับการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจ
หากคุณเลือกโครงสร้างธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา (sole proprietorship) บางพื้นที่อาจไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตหรือจดทะเบียนกับรัฐ แต่คุณยังคงต้องจดชื่อธุรกิจในรูปแบบชื่อทางการค้า (DBA: Doing Business As) เพื่อใช้เปิดบัญชีธนาคารธุรกิจ และรับชำระเงินในนามของธุรกิจได้
ขั้นตอนนี้อาจดูเป็นเรื่องเอกสาร แต่ถือเป็นส่วนสำคัญของวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์อย่างมืออาชีพ และช่วยให้คุณบริหารรายรับรายจ่ายได้ชัดเจนตั้งแต่แรก
10. เปิดร้านออนไลน์
แม้ว่าการเริ่มขายผ่านมาร์เก็ตเพลสอย่าง Etsy จะช่วยให้คุณนำสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็ว แต่การมีเว็บไซต์ของตัวเองจะช่วยสร้างแบรนด์ เพิ่มตัวตนบนโลกออนไลน์ และเสริมความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจของคุณในระยะยาว
ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงขณะตั้งค่าร้านค้าออนไลน์
ใส่ใจประสบการณ์ผู้ใช้งาน
ประสบการณ์ผู้ใช้งานบนร้านค้าออนไลน์ คือการออกแบบให้การช้อปปิ้งเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้งานง่าย และน่าประทับใจ
องค์ประกอบของ UX ในร้านค้าออนไลน์ ได้แก่
-
ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ เว็บไซต์โหลดเร็วหรือไม่ บนอุปกรณ์ทุกประเภท
-
การนำทางเว็บไซต์ เมนูเข้าใจง่ายหรือไม่ และออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ใช้งานหรือเปล่า
-
การเข้าถึง เว็บไซต์รองรับมาตรฐานการเข้าถึงล่าสุดหรือไม่
-
เส้นทางการใช้งาน เมื่อคลิกลิงก์หรือปุ่มแล้ว ผู้ใช้งานถูกพาไปยังจุดที่ถูกต้องหรือไม่
-
Responsive design เว็บไซต์ทำงานได้ดีทั้งบนมือถือ แท็บเล็ต และเดสก์ท็อปหรือไม่
- การเขียนข้อความ ข้อความสื่อสารชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนตัวตนแบรนด์หรือไม่
เลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ช่วยให้คุณสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีได้โดยไม่ต้องลงทุนเวลา หรือค่าเขียนระบบจำนวนมาก Shopify มีเครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบครบวงจรที่รองรับทั้งหมดนี้ และยังต่อยอดได้อีกมาก
ถ่ายภาพสินค้าให้มีคุณภาพ
ไม่ว่าคุณจะขายแพตเทิร์น อุปกรณ์ หรือสินค้าโครเชต์แฮนด์เมด ภาพถ่ายสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก ภาพคมชัดที่โชว์สินค้าในหลายมุม จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าดีขึ้น และมั่นใจในการสั่งซื้อครั้งแรก
คุณไม่จำเป็นต้องมีกล้องราคาแพงหรือโปรแกรมแต่งภาพซับซ้อน คุณสามารถถ่ายภาพสินค้าด้วยสมาร์ตโฟน แล้วใช้ Shopify Magic เพื่อปรับพื้นหลังภาพสินค้าให้ดูสะอาดและเป็นมืออาชีพได้
ทำหน้าสินค้าให้ให้ข้อมูลครบถ้วน
สำหรับธุรกิจโครเชต์ หน้าสินค้ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสิ่งที่คุณขาย โดยเฉพาะลูกค้าที่ไม่ถักโครเชต์ หรือเพิ่งเริ่มต้นใหม่ ตัวอย่างเช่น หากคุณขายสินค้าแฮนด์เมด คุณสามารถอธิบายรายละเอียดด้านราคา เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจคุณค่าของงานฝีมือ
“แม่ค้ามักโดนถามบ่อยมากว่า ‘ทำไมเต่าตัวนี้ราคา 50 ดอลลาร์?’” Genna เล่า “มันใช้เวลามาก ทำด้วยมือ ไม่สามารถผลิตจำนวนมากได้ เราทำคนเดียว คนที่ถักโครเชต์จะเข้าใจ แต่คนนอกอาจมองว่า ‘ทำไมไม่ 20 ดอลลาร์เหมือนในห้าง?’”
หากคุณขายไหมพรมหรือเข็มถัก คุณอาจเพิ่มคำอธิบายว่าเหมาะกับงานประเภทใด หากขายแพตเทิร์น คุณสามารถทำตามตัวอย่างของ Darn Good Yarn โดยเพิ่มเครื่องคำนวณปริมาณไหม คำแนะนำการเลือกไหมสำหรับแต่ละแพตเทิร์น และรีวิวจากลูกค้า
ตัวอย่างข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น เครื่องคำนวณปริมาณไหม (yardage calculator) คำแนะนำการเลือกไหม และคำแนะนำเกี่ยวกับไหมพรม ที่ปรากฏในเว็บไซต์ของ Darn Good Yarn
รีวิวมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในการบอกระดับความยากของงาน หรือคุณภาพของสินค้า คุณสามารถติดตั้งแอปอย่าง Judge.me จาก Shopify App Store เพื่อเริ่มเก็บรีวิวจากลูกค้าได้ทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเริ่มธุรกิจโครเชต์
จำเป็นต้องจด LLC เพื่อทำธุรกิจโครเชต์หรือไม่
ไม่จำเป็น คุณไม่ต้องจัดตั้งบริษัทแบบ LLC ก็สามารถขายสินค้าโครเชต์ได้ เจ้าของธุรกิจคราฟต์ขนาดเล็กจำนวนมากเลือกดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตาม คุณยังคงต้องจดทะเบียนชื่อทางการค้า (DBA) เพื่อเปิดบัญชีธนาคารธุรกิจและรับเงินในนามร้าน การปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจะช่วยให้คุณเข้าใจข้อดีข้อเสียของการจด LLC เทียบกับการทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาได้ชัดเจนขึ้น
สามารถเริ่มธุรกิจโครเชต์จากที่บ้านได้มั้ย หรือจำเป็นต้องมีพื้นที่ทำงานแยกต่างหาก
คุณไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ทำงานแยกต่างหาก ธุรกิจโครเชต์จำนวนมากเริ่มต้นและดำเนินงานจากที่บ้าน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทำให้เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
ควรโฟกัสขายออนไลน์ ขายตามตลาดนัด หรือทำทั้งสองอย่างดี
เจ้าของธุรกิจโครเชต์จำนวนมากเลือกขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ การขายออนไลน์ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น และลดภาระสต็อกด้วยการรับทำตามออเดอร์ ส่วนการขายตามตลาดนัดหรืองานคราฟต์ช่วยให้คุณได้พบลูกค้าโดยตรง สร้างความสัมพันธ์ และเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในพื้นที่
ธุรกิจโครเชต์ทำกำไรได้จริงหรือไม่
ธุรกิจโครเชต์สามารถทำกำไรได้จริง ช่างถักที่มีทักษะจำนวนไม่น้อยสามารถพัฒนาให้กลายเป็นอาชีพหลักได้ การสร้างความแตกต่าง เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมาย และมีแผนการตลาดที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจโครเชต์เติบโตอย่างมีกำไร
ต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ถึงจะเริ่มธุรกิจโครเชต์ได้
ข้อกำหนดเรื่องใบอนุญาตแตกต่างกันไปตามรัฐ จังหวัด หรือเมือง ก่อนเริ่มขายสินค้าโครเชต์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ควรตรวจสอบกฎระเบียบท้องถิ่นให้เรียบร้อย
สินค้าโครเชต์ประเภทไหนขายดีที่สุด
แพตเทิร์นโครเชต์ สินค้าชิ้นเล็ก (เช่น สครันชี่หรือที่รองแก้ว) และตุ๊กตาอามิกุรุมิ (amigurumi) เป็นกลุ่มสินค้าที่ขายดีมากในตลาดโครเชต์


