พอดแคสต์ทั้งรูปแบบเสียงและวิดีโอกำลังได้รับความนิยมมากกว่าที่เคย ในปี 2025 ชาวอเมริกันอายุ 12 ปีขึ้นไปถึง 73% เคยรับฟังพอดแคสต์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และ 55% ฟังเป็นประจำทุกเดือน ตามข้อมูลจาก Edison Research
“ความต้องการมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” Shuang Esther Shan โปรดิวเซอร์อาวุโสและพิธีกรรายการ Shopify Masters กล่าว “ผู้คนอยากได้รายการที่สามารถฟังและติดตามได้ต่อเนื่อง”
กระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับใครก็ตามที่กำลังคิดจะเริ่มพอดแคสต์ ด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรมพอดแคสต์และเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน และคุณเองก็สามารถเปิดตัวพอดแคสต์ได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีงบประมาณจำกัด มาดูวิธีเริ่มต้นกันเลย
วิธีเริ่มพอดแคสต์ เริ่มจากลิสต์ที่ต้องมี ด้านล่างนี้
คุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงเพื่อเริ่มทำพอดแคสต์ “หลายคนไม่กล้าเริ่มพอดแคสต์เพราะรู้สึกกลัว คิดว่าต้องมีไมค์ที่สมบูรณ์แบบหรือหูฟังที่ดีที่สุดก่อนถึงจะเริ่มได้” Shuang กล่าว “แต่เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยแล้ว ค่อยคิดเรื่องการลงทุนกับอุปกรณ์เพิ่มเติมก็ได้ สิ่งสำคัญคือก้าวข้ามความลังเลนั้น แล้วเริ่มอัดเสียง ฟังเสียงตัวเอง และพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ”
ส่วนนี้จะอธิบายอุปกรณ์และเครื่องมือพื้นฐานสำหรับพอดแคสต์ที่คุณสามารถเริ่มใช้ได้ แม้งบจะจำกัดก็ตาม
ไมโครโฟน
ไมโครโฟนมีราคาหลากหลายมาก “คุณสามารถขยับจากหลักร้อยไปถึงหลักหมื่นบาทได้อย่างง่ายดาย” Shuang กล่าว แต่ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่จำเป็นต้องซื้อไมโครโฟนที่แพงที่สุด “การเสียบไมค์ที่ดีขึ้นไม่ได้ทำให้รายการของคุณยอดเยี่ยมขึ้นในชั่วข้ามคืน สิ่งที่ทำให้ดีขึ้นจริงๆ คือการทำเอพิโสดให้มากขึ้นเรื่อยๆ”
หากคุณมีสมาร์ตโฟนที่มีไมโครโฟนและกล้องในตัวอยู่แล้ว แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น “ฉันอยากให้ทุกคนลองอัดเสียงตัวเองด้วย iPhone กับเพื่อนๆ แบบนั้นเลย” Shuang กล่าว “คุณอาจลองทำเป็นวิดีโอดูด้วย เพื่อดูว่าคุณอยากตัดต่อหรือโปรดิวซ์ออกมาในรูปแบบไหน แล้วค่อยพัฒนาต่อจากตรงนั้น”
เมื่อคุณพร้อมจะอัปเกรด อาจพิจารณาไมโครโฟนแบบไดนามิก ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ประกาศวิทยุ นักจัดรายการ นักดนตรี และพอดแคสเตอร์ เพราะสามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้ดี
บริการถอดเสียง
การมีไฟล์ถอดเสียงช่วยให้การตัดต่อง่ายขึ้นและช่วยเพิ่มการเข้าถึงสำหรับผู้ฟังในวงกว้าง คุณจะได้รูปแบบข้อความที่สามารถย้าย จัดเรียง และปรับโครงสร้างของเอพิโสดได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้พอดแคสต์ของคุณถูกค้นหาเจอได้ง่ายขึ้นด้วย
“เครื่องมือที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับฉันคือบริการถอดเสียงอย่าง Descript” Shuang กล่าว “ฉันยังจำช่วงที่ต้องพิมพ์ถอดเสียงเองได้เลย มันทรมานมาก” เครื่องมือถอดเสียงที่ใช้ AI อื่นๆ ยังรวมถึง Otter.ai และ Fireflies.ai อีกด้วย
ซอฟต์แวร์ตัดต่อ
การตัดต่อช่วยปรับคุณภาพเสียงและเพิ่มคาแรกเตอร์ให้กับคอนเทนต์ของคุณ Shuang แนะนำ Audacity ซึ่งเป็นแอปฟรีแบบโอเพ่นซอร์ส ใช้ได้ทั้งบน Mac Windows และ Linux Audacity ช่วยให้คุณตัดต่อไฟล์เสียงแบบไม่บีบอัดอย่าง WAV และเมื่อพร้อมเผยแพร่ก็สามารถเอ็กซ์พอร์ตเป็นไฟล์ MP3 ได้
บริการโฮสต์พอดแคสต์
ตอนต่างๆ ของพอดแคสต์ของคุณไม่ได้ถูกเก็บอยู่บนแพลตฟอร์มอย่าง Apple Podcasts Spotify หรือ Stitcher โดยตรง แต่จะต้องใช้แพลตฟอร์มโฮสต์พอดแคสต์แยกต่างหากเพื่อจัดเก็บไฟล์เสียงและกระจายผ่าน RSS ตัวเลือกยอดนิยม ได้แก่
- Buzzsprout มีเครื่องมือช่วยทำการตลาดพอดแคสต์ และแพ็กเกจฟรีที่อัปโหลดเสียงได้เดือนละ 2 ชั่วโมง แพ็กเกจแบบชำระเงินเริ่มที่ประมาณ 430 บาทต่อเดือน
- Transistor มาพร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ และเพลเยอร์ฝังในเว็บ ราคาเริ่มที่ประมาณ 680 บาทต่อเดือน
- PodBean มีฟีเจอร์ปรับปรุงคุณภาพเสียง และแปลงบล็อกเป็นพอดแคสต์ได้ มีแพ็กเกจฟรีที่รวมเนื้อหาได้สูงสุด 5 ชั่วโมง และแพ็กเกจแบบชำระเงินเริ่มที่ประมาณ 500 บาทต่อเดือน
สถานที่บันทึกเสียง
คุณสามารถอัดพอดแคสต์ได้จากที่บ้าน “ฉันเข้าไปอัดเสียงในตู้เสื้อผ้า ปิดประตู แล้วปล่อยให้เสื้อผ้าแขวนอยู่แบบนั้นเลย” Shuang กล่าว “ผ้าจะช่วยดูดซับเสียง ทำให้ได้เสียงที่แน่นและใส โดยไม่มีเสียงก้องของห้องมารบกวน”
ไม่ว่าคุณจะอัดที่ไหน ควรสังเกตเสียงรบกวนรอบตัว เช่น พัดลม เสียงตู้เย็น เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ หรือสัตว์เลี้ยง การได้ไฟล์เสียงที่สะอาดตั้งแต่แรกจะช่วยให้ตัดต่อง่ายขึ้นภายหลัง
ถ้าห้องมีพื้นไม้หรือหน้าต่างเยอะ ลองลดเสียงสะท้อนด้วยผ้าห่มหนาๆ หรือเพิ่มเฟอร์นิเจอร์นุ่มๆ แม้ว่ามืออาชีพจะใช้แผงดูดซับเสียงโดยเฉพาะ แต่คุณยังไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจุดนั้น
วิธีเริ่มพอดแคสต์ใน 12 ขั้นตอน
- ตัดสินใจว่าพอดแคสต์จะเกี่ยวกับอะไร
- กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์
- เลือกรูปแบบ
- สร้างแบรนด์พอดแคสต์
- วางโครงเรื่องตอนแรก
- อัดพอดแคสต์
- อัดอินโทรและเอาต์โทร
- ตัดต่อพอดแคสต์
- ตั้งชื่อ เขียนคำอธิบาย และทำอาร์ตเวิร์ก
- เผยแพร่และทำการตลาดพอดแคสต์
- สร้างรายได้จากพอดแคสต์
- ทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
การเริ่มพอดแคสต์อาจดูน่ากลัว แต่การแบ่งออกเป็นขั้นตอนจะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้น
1. ตัดสินใจว่าพอดแคสต์จะเกี่ยวกับอะไร
ผู้ฟังส่วนใหญ่มักค้นหาพอดแคสต์ใหม่จากความสนใจ เช่น คอมเมดี้ วัฒนธรรม ข่าว อาชญากรรม กีฬา การศึกษา หรือธุรกิจ ดังนั้นควรเลือกหมวดหมู่ที่สะท้อนตัวตนของรายการคุณได้ชัดเจน
“ในอุดมคติ คุณควรสนใจตลาดเฉพาะกลุ่มนี้จริงๆ” Shuang กล่าว “คุณสามารถเช็กกระแสได้จากการฟังเสียงบนโซเชียล การทำคีย์เวิร์ดรีเสิร์ช หรือดู Google Trends เพื่อดูว่ากลุ่มคนที่สนใจเรื่องนี้กำลังเติบโตอยู่หรือไม่”
อีกเรื่องที่ต้องคิดคือความถี่ในการปล่อยตอน “ถ้าคุณปล่อยสัปดาห์ละครั้ง คุณมีเรื่องคุยพอสำหรับครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงทุกสัปดาห์ไหม และคุณจะหาแขกรับเชิญได้ต่อเนื่องในระยะยาวหรือเปล่า” Shuang กล่าว ธีมพอดแคสต์ที่ดีควรไปต่อได้ยาว เช่น The School of Greatness ของ Lewis Howes ซึ่งเป็นพอดแคสต์ด้านธุรกิจและการพัฒนาตัวเอง และมีมากกว่า 1,600 ตอนแล้ว
ก่อนตัดสินใจจริง ลองทดสอบไอเดียด้วยการร่างหัวข้อตอนอย่างน้อย 20 ตอน พร้อมระบุว่าจะคุยเรื่องอะไร และจะเชิญใครมาร่วมรายการหรือไม่ จากข้อมูลของ Pew Research พอดแคสต์อันดับต้นๆ ส่วนใหญ่มักมีแขกรับเชิญ ถ้าคุณคิดไม่ออกก่อนครบ 20 ตอน นั่นอาจหมายความว่าไอเดียยังต้องปรับให้ชัดเจนขึ้น
2. กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์
เมื่อคุณเลือกธีมของพอดแคสต์ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดว่าคุณทำพอดแคสต์ไปเพื่ออะไร ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้
- เป้าหมายของพอดแคสต์คืออะไร: คุณอยากใช้พอดแคสต์เพื่อสร้างลีดให้ธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือในหัวข้อที่ถนัด หรือสร้างรายได้แบบพาสซีฟหรือไม่
- “ทำไม” ถึงอยากทำพอดแคสต์: เชื่อมเหตุผลเชิงธุรกิจกับแรงจูงใจจากข้างใน เพื่อให้คุณยังมีไฟทำต่อไป ข้อความหรือภารกิจอะไรที่คุณอยากส่งต่อให้โลกได้รับรู้
- กลุ่มเป้าหมายคือใคร: สร้างเพอร์โซนาที่แทนผู้ฟังเป้าหมายของคุณ พวกเขามีปัญหาอะไร ไลฟ์สไตล์ ความเชื่อ และความสนใจแบบไหน และใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มใดบ้าง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณสร้างคอนเทนต์ที่โดนใจและตรงจุดมากขึ้น
การกำหนดเป้าหมายและจุดประสงค์ให้ชัดเจนจะส่งผลต่อแนวทางการทำพอดแคสต์ทั้งหมดของคุณ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการใช้พอดแคสต์เพื่อสร้างตัวเองให้เป็นผู้นำทางความคิดในสายงาน ก็ควรหยิบประเด็นที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงมานำเสนอ
3. เลือกรูปแบบ
รูปแบบพอดแคสต์จะกำหนดโครงสร้างและวิธีเล่าเรื่องของรายการคุณ โดยรูปแบบที่นิยมมีดังนี้
สัมภาษณ์
พอดแคสต์แนวนี้จะมีโฮสต์สัมภาษณ์แขกรับเชิญที่อยู่ในธีมเดียวกัน เช่น The School of Greatness ที่ Lewis Howes สัมภาษณ์บุคคลทรงอิทธิพลอย่าง Michelle Obama และ Venus Williams ในประเด็นเรื่องความสำเร็จและการพัฒนาตัวเอง
สารคดีแบบมีสคริปต์
มักเล่าเรื่องเดียวหรือธีมเดียวตลอดทั้งซีซัน ตัวอย่างเช่น Serial ที่ซีซัน 4 พูดถึงประวัติของกวนตานาโม และซีซัน 3 เล่าเรื่องศาลอาญาในรัฐโอไฮโอ
ข่าว
พอดแคสต์ข่าวจะสรุปเหตุการณ์ปัจจุบันให้เข้าใจง่ายและกระชับ เช่น Up First ของ NPR ที่รวมข่าวสำคัญในแต่ละวัน ใช้เวลาประมาณตอนละ 30 นาที
เชิงให้ความรู้
พอดแคสต์สารคดีที่มีสคริปต์ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสอนหรืออธิบายเรื่องต่างๆ เช่น Stuff You Should Know ที่อธิบายแนวคิดหลากหลาย ตั้งแต่อาหารจากพืช การย้ายถิ่นเพราะสภาพอากาศ ไปจนถึงบทบาทของดูลา
ฟิกชันแบบมีสคริปต์
เป็นพอดแคสต์ที่เขียนบทและโปรดักชันค่อนข้างสูง คล้ายละครวิทยุ เช่น Welcome to Night Vale ที่ออกอากาศเดือนละ 2 ครั้ง เล่าเรื่องราวลึกลับในเมือง Night Vale
ระหว่างเลือกรูปแบบพอดแคสต์ อย่าลืมคำนึงถึงวิดีโอด้วย พอดแคสต์แนวสัมภาษณ์เหมาะกับการทำเป็นวิดีโอพอดแคสต์มากเป็นพิเศษ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย Shuang บอกว่า ตอนนี้การอยู่บน YouTube ช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกค้นพบได้มากกว่าช่องทางเสียงเพียงอย่างเดียว
4. สร้างแบรนด์พอดแคสต์
การสร้างแบรนด์พอดแคสต์ต้องอาศัยความใส่ใจ เพราะแบรนด์มีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของผู้ฟัง นี่คือแนวทางในการสร้างแบรนด์พอดแคสต์
กำหนดคุณค่าของแบรนด์
คุณค่าของแบรนด์คือหลักการสำคัญที่ยึดถือและไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นเข็มทิศให้พอดแคสต์ของคุณยังคงยึดมั่นในพันธกิจ แม้รายการจะเติบโตและพัฒนาไปในทิศทางใหม่ๆ
คุณค่าเหล่านี้ยังช่วยสร้างความผูกพันและความภักดีต่อแบรนด์ได้ โดยโฟกัสไปที่สิ่งที่ผู้ฟังให้ความสำคัญ เช่น การยึดมั่นในความหลากหลายและการไม่กีดกัน อาจสอดคล้องกับกลุ่ม Gen Z ได้เป็นอย่างดี
ตั้งชื่อพอดแคสต์
อย่ามองข้ามพลังของชื่อ ชื่อพอดแคสต์ควรสื่อถึงตัวตนของรายการและพูดกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ผู้ฟังควรพอเดาได้ว่าพอดแคสต์เกี่ยวกับอะไรจากชื่อเพียงอย่างเดียว
แนวทางในการตั้งชื่อพอดแคสต์ ได้แก่
- สั้น กระชับ และน่าสนใจ
- สะกดและออกเสียงได้ง่าย
- เป็นชื่อที่คุณพูดออกเสียงแล้วรู้สึกชอบ
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายังไม่มีพอดแคสต์อื่นใช้ชื่อนี้อยู่
พัฒนาอัตลักษณ์ด้านภาพ
อัตลักษณ์ด้านภาพ เช่น โลโก้ ปกพอดแคสต์ ภาพตัวอย่าง และหน้าโฮมเพจ ควรถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกที่คุณอยากให้ผู้ฟังสัมผัสได้ ควรรักษาความสม่ำเสมอของภาพลักษณ์ในทุกช่องทาง
ลองทำมู้ดบอร์ดหรือรวบรวมคำที่สะท้อนตัวตนแบรนด์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ เช่น แบรนด์ที่ต้องการความรู้สึกผ่อนคลายอาจเลือกใช้โทนสีอ่อนอย่างสีฟ้า
กำหนดอัตลักษณ์ด้านเสียง
อัตลักษณ์ด้านเสียง คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ในรูปแบบเสียง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เสียงของโฮสต์ เสียงบรรยากาศ หรือเอฟเฟกต์เสียง ล้วนมีผลต่อภาพจำของพอดแคสต์ ตัวอย่างเช่น Ecommerce Conversations พอดแคสต์ที่เล่าเรื่องเบื้องหลังการทำร้านค้าออนไลน์ ใช้ดนตรีจังหวะคึกคักเพื่อสะท้อนพลังและสไตล์ของผู้จัดพอดแคสต์
5. วางโครงเรื่องตอนแรก
การมีโครงเรื่องที่ชัดเจนช่วยให้ตอนของคุณมีทิศทาง ไม่จำเป็นต้องเขียนสคริปต์เต็ม แค่จดประเด็นสำคัญที่อยากให้ผู้ฟังจดจำก็พอ
ลองเริ่มจากการคิดว่า ตอนนี้มีเป้าหมายอะไร และอยากให้ผู้ฟังได้อะไรกลับไปเมื่อฟังจบ เมื่อรู้จุดจบที่ต้องการแล้ว จะช่วยกำหนดทิศทางของทั้งตอนให้ชัดขึ้น
ตัวอย่างโครงสร้างตอนพอดแคสต์ที่นำไปปรับใช้ได้
- ฮุคหรือทีเซอร์
- อินโทร
- กล่าวต้อนรับและภาพรวมของตอน
- ช่วงโฆษณา
- เนื้อหาหลัก เช่น สัมภาษณ์ หรือพูดคุย
- CTA
- เอาต์โทร
6. อัดพอดแคสต์
ก่อนอัดจริง ควรอัดทดสอบเพื่อเช็กปัญหาเรื่องเสียง แสง หรือสภาพแวดล้อม แนะนำให้อัดเสียงเงียบประมาณ 30 วินาที ก่อนเริ่มพูด เพื่อเก็บเสียงรบกวนของห้องไว้ใช้ตอนตัดต่อ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เริ่มอัดให้ได้ก่อน คุณไม่จำเป็นต้องมีเสียงแบบดีเจ หรืออุปกรณ์สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก ก็สามารถมีคนฟังได้
7. อัดอินโทรและเอาต์โทร
อินโทรและเอาต์โทรที่ดีช่วยเพิ่มคาแรกเตอร์และโครงสร้างให้พอดแคสต์ โดยอินโทรมักเป็นเสียงพูดสั้นๆ พร้อมดนตรี อาจบอกเลขตอนและสโลแกนของรายการ
สำหรับพอดแคสต์แบบเสียงอย่าง Shopify Masters จะใช้ cold open คือหยิบคำพูดที่น่าสนใจของแขกรับเชิญขึ้นมาก่อน เพื่อดึงความสนใจ จากนั้นจึงตามด้วยอินโทรที่เขียนสคริปต์ไว้ บอกว่าผู้ฟังจะได้เรียนรู้อะไร และแนะนำแขกรับเชิญ
ส่วนเวอร์ชันวิดีโอจะใช้แนว sizzle reel คือรวมคำพูดเด่นๆ สลับกับเสียงบรรยายและภาพประกอบ
ไม่ว่ารูปแบบไหน เป้าหมายของอินโทรคือดึงความสนใจให้เร็วที่สุด ควรทำให้ผู้ฟังอยากฟังต่อภายใน 30 ถึง 60 วินาที และถ้าเป็นเสียงอย่างเดียว ควรสั้นกว่านั้น ประมาณ 10 ถึง 15 วินาที
เอาต์โทรที่ดีควรขอบคุณผู้ฟัง ย้ำสโลแกน และปิดด้วย CTA เช่น
- ขอให้ผู้ฟังรีวิวบน Apple Podcasts
- สมัครรับอีเมลข่าวสาร
- สนับสนุนรายการผ่าน Patreon
- ติดตามบนโซเชียลมีเดีย
8. ตัดต่อพอดแคสต์
การตัดต่อรอบแรกให้โฟกัสที่การเรียบเรียงเนื้อหา ทำให้ตอนพอดแคสต์ไหลลื่น น่าฟัง และมีโครงสร้างชัดเจน จากนั้นตัดต่อรอบที่สองเพื่อเก็บรายละเอียดเรื่องเสียง เช่น เสียงรบกวน ช่วงเงียบ หรือคำซ้ำ
ช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะในการใส่ดนตรีประกอบพอดแคสต์ด้วย ข้อควรระวังคือ อย่าใช้เพลงที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศิลปินและค่ายเพลง แต่คุณสามารถใช้เพลงแบบ royalty-free ได้จากแหล่งต่างๆ เช่น YouTube Audio Library และ Free Music Archive
9. ตั้งชื่อ เขียนคำอธิบาย และทำอาร์ตเวิร์ก
ก่อนปล่อยพอดแคสต์อย่างเป็นทางการ อย่าลืมเก็บรายละเอียดสุดท้ายให้เรียบร้อย ได้แก่
ชื่อตอนพอดแคสต์
โดยทั่วไป พอดแคสต์มักใช้สูตรการตั้งชื่อตอนที่คงเส้นคงวา เช่น Darknet Diaries ซึ่งเล่าเรื่องด้านมืดของอินเทอร์เน็ต จะใช้ชื่อตอนสั้นๆ ที่ใบ้ถึงตัวบุคคลหรือสถานที่ บางรายการอาจใช้แค่หมายเลขตอน หรือสรุปธีมสำคัญของตอนนั้นไปเลย ไม่ว่าคุณจะเลือกแนวไหน สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ฟังจดจำรูปแบบและแบรนด์ของพอดแคสต์ได้ง่าย
ที่มา: Darknet Diaries
คำอธิบายตอน
คำอธิบายพอดแคสต์ช่วยให้ผู้ฟังตัดสินใจได้ว่าควรกดฟังหรือไม่ ดังนั้นควรเขียนให้น่าสนใจ กระชับ และได้ใจความ ความยาวที่เหมาะสมคือประมาณ 150 คำ โดยควรระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เนื้อหาของตอนนี้คืออะไร ตอนใหม่ออกเมื่อไหร่ และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
ถ้านึกสรุปสั้นๆ ไม่ออก คุณสามารถนำไฟล์ถอดเสียงไปให้เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT ช่วยร่างได้ จากนั้นค่อยปรับภาษาให้เข้ากับน้ำเสียงและสไตล์ของพอดแคสต์คุณ
ภาพปกพอดแคสต์
หน้าปกควรดึงดูดสายตาและสื่อสารหัวข้อของพอดแคสต์ได้ชัดเจน แนวทางที่ควรคำนึงถึง ได้แก่
- ขนาดภาพขั้นต่ำ 1,400 x 1,400 พิกเซล และไม่เกิน 3,000 x 3,000 พิกเซล
- บีบอัดไฟล์ให้เหมาะกับการใช้งานบนมือถือ
- หลีกเลี่ยงการใส่ข้อความจำนวนมากบนภาพ
คุณสามารถสร้างหน้าปกได้ฟรีด้วยแบบฟอร์มใน Canva หรือถ้าต้องการงานที่ซับซ้อนขึ้นแต่ไม่ถนัดงานออกแบบ ลองใช้เครื่องมือ AI อย่าง Midjourney หรือ DALL·E ช่วยได้
10. กระจายและทำการตลาดพอดแคสต์
แพลตฟอร์มโฮสติ้งพอดแคสต์จะทำหน้าที่เก็บไฟล์เสียงและสร้าง RSS feed เพื่อกระจายตอนต่างๆ ไปยังไดเรกทอรีและแพลตฟอร์มอย่าง Apple Podcasts และ Spotify
แต่การแจกจ่ายเป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้าอยากให้มีคนฟัง คุณต้องทำการตลาดควบคู่ไปด้วย ไอเดียหนึ่งที่ได้ผลคือ
สร้างคลิปสั้นลงโซเชียลมีเดีย
คุณสามารถดึงดูดคนฟังด้วยช่วงเสียงเด็ดๆ เช่น ประโยคที่ชวนอึ้ง มุกตลก หรือฉากหลุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ลองใช้เครื่องมือ AI ช่วยตัดคลิป
“ฉันใช้เครื่องมือ AI ชื่อ Choppity ที่เอาวิดีโอแบบยาวมาตัดเป็นคลิป 30 60 หรือ 90 วินาทีให้โดยอัตโนมัติ” Shuang กล่าว
ตัวอย่างเช่น YouTube Short จากรายการ Shopify Masters
เปิดตัวเว็บไซต์พอดแคสต์
เว็บไซต์พอดแคสต์คืออีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเผยแพร่รายการของคุณ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเขียนบล็อกโพสต์และฝังตอนพอดแคสต์พร้อมไฟล์ถอดเสียงลงไป ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ทราฟฟิกจากการค้นหาแบบออร์แกนิกได้ด้วย เว็บไซต์พอดแคสต์ยังช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับผู้ฟังได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตแผนในอนาคต แชร์โน้ตของแต่ละตอน โปรโมตแขกรับเชิญที่กำลังจะมา หรือสร้างรายชื่ออีเมลของผู้ติดตาม
วิธีที่ง่ายในการสร้างเว็บไซต์พอดแคสต์คือใช้เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบไม่ต้องเขียนโค้ดและลากวางได้ เช่น Shopify นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อเว็บไซต์ Shopify กับแอปต่างๆ อย่างบริการพิมพ์สินค้าตามสั่ง เพื่อขายของที่ระลึกโดยไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง
ใช้ประโยชน์จากฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของแขกรับเชิญ
แขกรับเชิญในพอดแคสต์ของคุณสามารถช่วยพาคุณไปถึงผู้ฟังกลุ่มใหม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน ผู้ติดตามของพวกเขามักมีความสนใจใกล้เคียงกับเนื้อหารายการของคุณ
เพื่อกระตุ้นให้แขกรับเชิญช่วยแชร์ ลองเตรียมคอนเทนต์สำหรับโซเชียลไว้ล่วงหน้า เช่น ออดิโอแกรม การ์ดคำคม ประโยคเด่นจากรายการ เป็นต้น เพื่อให้พวกเขานำไปโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
11. สร้างรายได้จากพอดแคสต์
พอดแคสต์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างแบรนด์ และยังต่อยอดไปสู่รายได้ได้ด้วย แม้ว่าการขายโฆษณาจะเป็นวิธีที่นิยม แต่โดยทั่วไปมักเหมาะกับรายการที่มีผู้ฟังจำนวนมากแล้ว
“จากมุมมองของฉัน การสร้างรายได้คือการสร้างฐานผู้ฟังและตัวตนของรายการให้แข็งแรง จนสปอนเซอร์และผู้ลงโฆษณาอยากเข้ามาลงทุน” Shuang กล่าว
วิธีอื่นๆ ในการสร้างรายได้จากพอดแคสต์ ได้แก่
ขายสินค้าที่ระลึก
ที่ระลึกเป็นวิธีสร้างรายได้ที่พบได้บ่อย คุณสามารถใช้บริการพิมพ์ตามออเดอร์เพื่อขายเสื้อ กระเป๋าผ้า หรือหมวกที่มีโลโก้รายการหรือธีมประจำตอน
คุณยังสามารถขายสินค้าจากแบรนด์อื่นที่เข้ากับธีมรายการได้ เช่น ขายแก้วกาแฟ ถ้าทำรายการช่วงเช้า หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี ถ้าเป็นพอดแคสต์สายธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น Scared to Death ที่ขายเสื้อและแอ็กเซสซอรีที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องลี้ลับในรายการ
ขายผลิตภัณฑ์ดิจิทัล
คุณสามารถขายสินค้าดิจิทัลที่ต่อยอดจากเนื้อหาในรายการได้ เช่น คนถักไหมพรมอาจใช้พอดแคสต์โชว์ผลงานใหม่ และขายแพตเทิร์นให้ผู้ฟังนำไปทำตามได้
รับบริจาค
ถ้ายังไม่พร้อมขายสินค้าเสริม คุณสามารถเพิ่มปุ่มโดเนทอย่าง Buy Me a Coffee หรือ Ko-fi บนเว็บไซต์ และชวนผู้ฟังช่วยสนับสนุนรายการ
คุณอาจขอบคุณผู้สนับสนุนในช่วงอินโทรหรือเอาต์โทรของรายการได้ด้วย
ระบบสมาชิก
แพลตฟอร์มอย่าง Patreon ช่วยให้คุณสร้างคอมมูนิตี้ผ่านระบบสมาชิก โดยแลกกับค่าสมาชิกรายเดือน ผู้สนับสนุนอาจได้รับตอนพิเศษ เบื้องหลังการทำงาน คลิปหลุด หรือคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟอื่นๆ
การตลาด Affiliate
พอดแคสเตอร์ยังสามารถสร้างรายได้จากการทำการตลาด Affiliate โดยโปรโมตสินค้าของแบรนด์ต่างๆ และรับค่าคอมมิชชันจากยอดขายที่เกิดขึ้น
ที่มา: Bad Magic
12. ทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
การเริ่มทำพอดแคสต์คือการเปิดเผยตัวตนของคุณต่อสาธารณะ ซึ่งอาจน่ากลัวและทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ Shuang เองก็เคยเผชิญกับภาวะไม่มั่นใจในตัวเองช่วงเริ่มต้น
“ฉันไม่ได้เรียนจบด้านวารสารศาสตร์” เธอเล่า “แต่สิ่งที่ฉันชอบคือการได้รู้จักผู้คนและพูดคุยกับพวกเขา และสิ่งนั้นก็มีพลังมากกว่าความไม่มั่นใจของฉัน” การสร้างคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอและการทำพลาดระหว่างทางจะช่วยให้คุณพัฒนาขึ้น
“จากมุมมองของคนนอก มันอาจดูง่าย เหมือนแค่เปิดไมค์แล้วคุยกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คุยครึ่งชั่วโมง มันมีทั้งการรีเสิร์ช การเตรียมตัว การฝึกพูด การเล่าเรื่อง รวมถึงขั้นตอนหลังการอัดเสียง การตัดต่อ และการโปรดิวซ์ ซึ่งทั้งหมดนี้คุณจะค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นตามเวลา”
ประโยชน์ของการเริ่มทำพอดแคสต์ของตัวเอง
พอดแคสต์เป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม เพราะฟังได้ง่ายและยืดหยุ่น ผู้ฟังสามารถเปิดฟังระหว่างเดินทาง ขับรถ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ระหว่างทำงานได้ ข้อดีของการทำพอดแคสต์ ได้แก่
- เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังใหม่: บางคนชอบฟังมากกว่าอ่านหรือเลื่อนดู การทำพอดแคสต์ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่อาจไม่เคยเจอคอนเทนต์แบบบทความ วิดีโอ หรือโซเชียลของคุณมาก่อน
- ใครก็ทำได้: คุณไม่จำเป็นต้องเป็นครีเอเตอร์ชื่อดัง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ราคาแพง หรือมีบล็อกมาก่อนก็สามารถทำพอดแคสต์ให้ประสบความสำเร็จได้
- พัฒนาน้ำเสียงและความเชี่ยวชาญของตัวเอง: พอดแคสต์เปิดโอกาสให้คุณลงลึกในหัวข้อต่างๆ แชร์มุมมอง และสร้างตัวตนให้เป็นคนที่น่าฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือความรู้เชิงลึก
สร้างพอดแคสต์ที่ดีที่สุดให้แบรนด์ของคุณตั้งแต่วันนี้
คุณสามารถเริ่มสร้างพอดแคสต์ที่ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่วันนี้ ลองเข้าไปฟังพอดแคสต์บน Apple Podcasts หรือ Spotify ที่ทำในแนวทางเดียวกับที่คุณสนใจ สังเกตว่าอะไรโดดเด่น และอะไรที่คุณอยากทำให้แตกต่าง
ถ้าคุณมีไมโครโฟนภายนอกอยู่แล้ว ลองอัดตอนสั้นๆ เพื่อแนะนำตัวเองและไอเดียของพอดแคสต์
เมื่อเริ่มลงมือทำ ให้คุ้นเคยกับการพูดใส่ไมโครโฟนและฟังเสียงตัวเองย้อนหลัง คุณไม่จำเป็นต้องอัปโหลดตอนนั้นทันที แค่ได้อัดครั้งแรกก็ถือเป็นก้าวแรกของการเริ่มพอดแคสต์และทำความคุ้นเคยกับกระบวนการทั้งหมดแล้ว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเริ่มพอดแคสต์
การเริ่มพอดแคสต์ต้องใช้เงินเท่าไหร่
คุณสามารถเริ่มพอดแคสต์ได้ฟรี ถ้ามีสมาร์ทโฟนที่มีไมโครโฟนในตัว แค่อัดเสียงผ่านโทรศัพท์ และตัดต่อด้วยซอฟต์แวร์ฟรีอย่าง Audacity ก็เพียงพอแล้ว
พอดแคสต์ทำเงินได้ไหม
ได้ พอดแคสต์สามารถสร้างรายได้ เมื่อผู้ฟังเริ่มเพิ่มขึ้น คุณสามารถสร้างรายได้ผ่านโฆษณา สปอนเซอร์ สินค้าดิจิทัล สินค้าเมอร์ช สมาชิกแบบรายเดือน การโค้ช และวิธีอื่นๆ อีกมากมาย
ควรเริ่มพอดแคสต์อย่างไรตั้งแต่แรก
- ตัดสินใจว่าพอดแคสต์ของคุณเกี่ยวกับอะไร
- กำหนดเป้าหมายและจุดประสงค์
- เลือกรูปแบบพอดแคสต์
- สร้างแบรนด์พอดแคสต์
- วางโครงตอนแรก
- อัดพอดแคสต์
- อัดอินโทรและเอาต์โทร
- ตัดต่อพอดแคสต์ตอนแรก
- เตรียมพอดแคสต์ก่อนเผยแพร่
- แจกจ่ายและทำการตลาดพอดแคสต์
- สร้างรายได้จากพอดแคสต์
- ทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
สามารถเริ่มพอดแคสต์ได้ฟรีไหม
ได้ คุณสามารถเริ่มพอดแคสต์ได้ฟรี โดยใช้บริการโฮสต์พอดแคสต์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และใช้ซอฟต์แวร์อัดเสียงฟรี เพื่อบันทึกและเผยแพร่ตอนต่างๆ ไปยังแพลตฟอร์มอย่าง Apple Podcasts Spotify และ Google Podcasts


