ภาพเรือขนส่งสินค้ากำลังลอยอยู่บนกระแสน้ำหลากสี ภาพประกอบบทความนำเข้าสินค้า
อัปเดตมาตรการภาษีนำเข้าและการค้าระหว่างประเทศ
อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับภาษีนำเข้าและการนำเข้าสินค้าในสหรัฐอเมริกา
มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 โดยมีประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการด้านนำเข้าสินค้าและการค้าระหว่างประเทศควรทราบ ดังนี้
- ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีที่ประกาศใช้ในเดือนสิงหาคม 2025 ภายใต้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นโมฆะ ซึ่งครอบคลุมทั้งภาษีตอบโต้ และภาษีเพิ่มเติมที่เรียกเก็บจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน ภายใต้กฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้ U.S. Customs and Border Protection (CBP) ยุติการจัดเก็บภาษี IEEPA ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026
- รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ภายใต้ Section 122 of the Trade Act of 1974 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 เป็นระยะเวลา 150 วัน โดยมีสินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่
- สินค้าที่เป็นไปตามข้อกำหนดของ USMCA จากแคนาดาและเม็กซิโก
- สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท เวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และรถยนต์นั่งบางรายการ
- มาตรการภาษีภายใต้ Section 232 สำหรับสินค้า ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ทองแดง และไม้แปรรูป ยังคงมีผลบังคับใช้ตามเดิม และไม่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาล
- สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ (De Minimis Exemption) ยังคงถูกระงับ ส่งผลให้พัสดุที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 24,000บาท) รวมถึงสินค้าที่จัดส่งผ่านบริการไปรษณีย์ ต้องเสียภาษีภายใต้ Section 122 นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ยังได้ยกเลิกสิทธิยกเว้นดังกล่าวในกฎหมายอย่างเป็นทางการภายใต้ One Big Beautiful Bill Act
หากธุรกิจของคุณเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า หรือการค้าระหว่างประเทศ ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานการค้าของประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามอัตราภาษีและข้อกำหนดล่าสุด พร้อมศึกษาจุดยืนและแนวทางของ Shopify เกี่ยวกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศเพิ่มเติม
การจัดหาสินค้าและนำเข้าสินค้า เพื่อจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายขอบเขตธุรกิจ เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เสริมส่วนแบ่งทางการตลาด และเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยการติดตามความเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษี ข้อกำหนดด้านศุลกากร และภาษีนำเข้าอย่างต่อเนื่อง
การบริหารจัดการผลกระทบจากภาษีนำเข้าและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ เพราะล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ Shopify จึงพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการค้าข้ามพรมแดน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารการขายระหว่างประเทศ และปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เลือก HS Code ให้ถูกต้อง จุดเริ่มต้นสำคัญของการนำเข้าสินค้า
หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการบริหารต้นทุนด้านภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า คือการกำหนด HS Code (Harmonized System Code) ให้ถูกต้อง
HS Code คือรหัสมาตรฐานสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าที่มีการซื้อขายทั่วโลก โดยเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอัตราภาษีนำเข้า ภาษีนำเข้า และข้อกำหนดด้านศุลกากรของแต่ละประเทศ
การเลือก HS Code ที่ถูกต้องอาจส่งผลโดยตรงต่ออัตราภาษีที่ต้องชำระ ซึ่งอาจแตกต่างกันตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 15% หรือสูงกว่านั้น ดังนั้น เพื่อให้ระบบคำนวณอัตราภาษีได้อย่างถูกต้อง คุณควรระบุ HS Code และ ประเทศต้นทางสำหรับสินค้าทุกชิ้นภายใน Shopify Admin รวมถึงใช้ HS Code เดียวกันบนเอกสาร Commercial Invoice เมื่อนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา
Shopify ยังมีเครื่องคำนวณภาษีนำเข้าที่ช่วยประเมินอัตราภาษีและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำ
วางกลยุทธ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากกำหนด HS Code เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการวางแผนรับมือกับต้นทุนจากภาษีที่เกิดขึ้นจากการ นำเข้าสินค้าและการจัดส่งระหว่างประเทศ
โดยทั่วไป มี 2 แนวทางหลัก ได้แก่
- Delivered At Place (DAP): ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีนำเข้าเมื่อสินค้าเดินทางถึงปลายทาง
ข้อดีคือ ผู้ขายไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า แต่ผู้ซื้ออาจพบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่คาดคิดเมื่อรับสินค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์การซื้อ และทำให้การจัดส่งเกิดความล่าช้า
- Delivered Duty Paid (DDP): ระบบจะคำนวณและเรียกเก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่ขั้นตอนการชำระเงิน แนวทางนี้ช่วยให้ลูกค้าทราบค่าใช้จ่ายทั้งหมดล่วงหน้า ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเมื่อสินค้าถึงปลายทาง ส่งผลให้ประสบการณ์การสั่งซื้อมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ใช้งาน Shopify คุณสามารถเลือกได้ว่าจะ รับภาระค่าภาษีไว้เอง หรือเรียกเก็บจากลูกค้าโดยตรงในขั้นตอน Checkout
บริหารจัดการภาษีนำเข้าสำหรับการค้าระหว่างประเทศ
ผู้ประกอบการบน Shopify สามารถใช้ Duties Calculator ภายในระบบ Admin เพื่อประมาณการภาษีนำเข้าสำหรับการ นำเข้าสินค้าได้อย่างสะดวก
คุณสามารถเลือกได้ว่าจะ รวมต้นทุนภาษีไว้ในราคาสินค้า หรือแสดงค่าภาษีแยกต่างหากอย่างโปร่งใสในขั้นตอน Checkout เมื่อลูกค้าทราบล่วงหน้าว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อสินค้าถึงปลายทาง ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจสั่งซื้อได้มากขึ้น
วิธีตั้งค่า
- ไปที่ การตั้งค่า > ภาษีและภาษี ใน Shopify Admin เพื่อเปิดใช้งานการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในขั้นตอน Checkout
- ระบุประเทศต้นทางสำหรับสินค้าทุกชิ้น เพื่อให้ระบบคำนวณอัตราภาษีนำเข้าได้อย่างถูกต้อง
- เพิ่ม HS Code ให้กับสินค้าแต่ละรายการ เพื่อระบุประเภทสินค้าอย่างแม่นยำ และช่วยลดความเสี่ยงของความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากร
คุณสามารถเพิ่ม HS Code และประเทศต้นทางได้ทั้งแบบนำเข้าข้อมูลผ่านไฟล์ CSV สำหรับสินค้าจำนวนมาก หรือเพิ่มข้อมูลทีละรายการผ่านหน้าจัดการสินค้า
เมื่อเปิดใช้งานการเรียกเก็บภาษีนำเข้าแล้ว คุณสามารถเลือกวิธีการแสดงผลได้ 2 รูปแบบ คือ แสดงภาษีเป็นรายการแยก ในขั้นตอนชำระเงินเพื่อให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน

รวมภาษีนำเข้าไว้ในราคาสินค้า พร้อมแจ้งลูกค้าว่า ราคาสินค้าได้รวมภาษีนำเข้าเรียบร้อยแล้ว ทำให้ลูกค้าไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อรับสินค้า ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นและเพิ่มความมั่นใจในการสั่งซื้อจากต่างประเทศ

เลือกใช้ใบปะหน้าจัดส่งแบบ Delivered Duty Paid
เมื่อคุณตั้งค่าการคำนวณและเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับการนำเข้าสินค้าในขั้นตอน Checkout แล้ว ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการเลือกใช้ใบปะหน้าจัดส่งแบบ Delivered Duty Paid แทน Delivered at Place สำหรับคำสั่งซื้อระหว่างประเทศ
การใช้ฉลากจัดส่งแบบ DDP ช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะ ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าซ้ำซ้อน เมื่อสินค้าถึงปลายทาง อีกทั้งยังช่วยสร้างประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่นและเป็นมืออาชีพ
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ Shopify ใน สหรัฐอเมริกาและแคนาดาสามารถซื้อใบปะหน้าจัดส่งแบบ DDP ผ่าน DHL Express และ DHL eCommerce ได้โดยตรงจาก Shopify Admin
เมื่อต้องการจัดส่งสินค้า เพียงเลือกผู้ให้บริการ DHL Express หรือ DHL eCommerce พร้อมเปิดใช้งานตัวเลือก Prepaid Duties เพื่อชำระภาษีล่วงหน้า
นอกจากนี้ ควรอัปเดตนโยบายการจัดส่งของร้านค้าให้ชัดเจน โดยแจ้งลูกค้าว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเมื่อได้รับสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประสบการณ์การซื้อ
เลือกใช้ใบปะหน้าจัดส่งแบบ Delivered at Place
หากคุณเลือกไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้าในขั้นตอน Checkout หรือไม่ได้ใช้ใบปะหน้าจัดส่งแบบ DDP ก็สามารถเลือกใช้ Delivered at Place (DAP) หรือที่เคยเรียกว่า Delivered Duty Unpaid (DDU) ได้
ภายใต้เงื่อนไข DAP ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าไปยังปลายทาง ขณะที่ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบการชำระภาษีภาษีนำเข้า และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องเมื่อสินค้าเดินทางถึงประเทศปลายทาง
ผู้ประกอบการ Shopify ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสามารถซื้อใบปะหน้าจัดส่งแบบ DAP ได้ผ่าน Shopify Admin ในขั้นตอนจัดส่งสินค้า
สำหรับผู้ประกอบการในประเทศอื่น ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการขนส่งที่ใช้งาน เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกระหว่าง DDP และ DAP ให้เหมาะสมกับตลาดและปลายทางการจัดส่งของแต่ละภูมิภาค
แนวทางการใช้ DAP อย่างมีประสิทธิภาพ
- แจ้งให้ลูกค้าทราบอย่างชัดเจนว่า ผู้รับสินค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระภาษี ภาษีนำเข้า และค่าธรรมเนียมการดำเนินการต่างๆ เมื่อสินค้าถึงปลายทาง
- ระบุรายละเอียดดังกล่าวไว้ใน นโยบายการจัดส่ง และอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและลดข้อโต้แย้งในภายหลัง
ปัจจุบัน ผู้ให้บริการไปรษณีย์และโลจิสติกส์ในแต่ละประเทศมีการปรับตัวแตกต่างกันต่อกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า แม้ว่าผู้ให้บริการหลายรายกำลังเร่งพัฒนาระบบให้รองรับข้อกำหนดใหม่ รวมถึงการยกเลิกสิทธิ De Minimis แต่ก็มีบางรายที่ประกาศระงับการรับส่งพัสดุไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว ดังนั้น ผู้ประกอบการควรติดตามสถานะการให้บริการของบริษัทขนส่งที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ และเตรียมผู้ให้บริการขนส่งเชิงพาณิชย์ ไว้เป็นทางเลือกสำรอง เพื่อให้การจัดส่งระหว่างประเทศดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการ Shopify ในบางประเทศสามารถใช้งาน Track with Shop เพื่อให้ลูกค้าติดตามตำแหน่งและสถานะการจัดส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์
ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสตลอดกระบวนการจัดส่ง ลดความกังวลของผู้ซื้อ และยกระดับประสบการณ์การสั่งซื้อสินค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการจัดส่งระหว่างประเทศและเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า อย่างต่อเนื่อง
กระจายแหล่งจัดหาและนำเข้าสินค้า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
การพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงแหล่งเดียวอาจทำให้ธุรกิจเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของมาตรการภาษี ต้นทุนที่ผันผวน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การกระจายแหล่งนำเข้าสินค้าไปยังประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้าที่เอื้อประโยชน์ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ
Shopify ได้เชื่อมต่อกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์จากทั่วโลกผ่าน Shopify App Store ช่วยให้ผู้ประกอบการค้นหาแหล่งจัดหาและนำเข้าสินค้าที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น
แอปยอดนิยมสำหรับการจัดหาและนำเข้าสินค้า ได้แก่
- Collective: ค้นหาและจำหน่ายสินค้าจากแบรนด์ต่างๆ บน Shopify
- Faire: เข้าถึงตลาดค้าส่งระดับโลก เพื่อเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก
- Printful: สสร้างสินค้าแบบสั่งผลิตตามต้องการพร้อมจัดส่งตรงถึงลูกค้า
- Syncee: เลือกจำหน่ายสินค้าจากซัพพลายเออร์ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรป
ไม่ว่าคุณจะเลือกจัดหาและนำเข้าสินค้าผ่าน Shopify App Store หรือช่องทางอื่น การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ และสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาว
ใช้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ในประเทศปลายทาง
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยลดผลกระทบจากภาษีนำเข้า คือการใช้บริการคลังสินค้าในประเทศปลายทาง เพื่อรองรับการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในแต่ละตลาด
เมื่อคุณนำเข้าสินค้าในรูปแบบสต็อกจำนวนมากเข้าสู่คลังสินค้าท้องถิ่น สินค้ายังคงต้องเสียภาษีนำเข้าตามกฎหมายของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำเข้าเชิงพาณิชย์ อัตราภาษีมักคำนวณจากมูลค่าตามใบแจ้งหนี้ค้าส่ง ซึ่งอาจช่วยลดค่าธรรมเนียมการดำเนินการที่เรียกเก็บเป็นรายพัสดุได้
แนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจ
- ลดผลกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไร โดยเฉพาะการส่งสินค้าเข้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งการจัดส่งแบบ B2C จากต่างประเทศต้องเสียภาษีนำเข้า
- ลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้า
- ประหยัดค่าขนส่งระหว่างประเทศ
- รองรับการคืนสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าในประเทศปลายทาง
- ยกระดับประสบการณ์การซื้อให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดการคลังสินค้าได้ง่ายขึ้นด้วย Shopify Fulfillment Network ที่จะเชื่อมต่อผู้ประกอบการกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ ชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจ อาทิ Flexport Amazon Multi-Channel Fulfillment ShipBob ShipMonk
ระบบทั้งหมดเชื่อมต่อเข้ากับ Shopify Admin โดยตรง ทำให้คุณสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และบริหารจัดการผู้ให้บริการ Fulfillment ได้จากแพลตฟอร์มเดียว โดยไม่ต้องสลับไปใช้งานหลายระบบ
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเปรียบเทียบศักยภาพของผู้ให้บริการ ติดตามประสิทธิภาพการจัดส่ง และบริหารการกระจายสินค้าได้อย่างครบวงจร พร้อมติดตั้งใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจด้วย Shopify
ในโลกการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการปรับตัวต่อมาตรการภาษีและกฎระเบียบระหว่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ
Shopify จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือและโซลูชันต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าสินค้า และการขายข้ามพรมแดนได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในขั้นตอน Checkout การใช้งาน Managed Markets หรือระบบบริหาร Fulfillment ระดับโลก Shopify พร้อมสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าระหว่างประเทศที่ราบรื่น โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

