แพลตฟอร์ม B2B marketplace หรือที่หลายคนเรียกว่าเว็บขายส่ง ซึ่งก็คือช่องทางออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อในภาคธุรกิจกับผู้ขายหรือร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต แบรนด์ หรือผู้ค้าส่ง โดยในปัจจุบันตลาด B2B ออนไลน์ กลายเป็นหนึ่งในช่องทางอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุด และสามารถสร้างยอดขายรวมมากกว่า 350 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12–13 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา
ข้อดีสำคัญของการขายผ่านเว็บขายส่งคือความสะดวก คุณสามารถนำสินค้าของคุณไปลงบน แพลตฟอร์มขายส่ง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มหาลูกค้าใหม่จากศูนย์ อีกทั้งยังช่วยให้คุณสร้างยอดขายได้จากผู้ซื้อที่มีความตั้งใจซื้อจริงบน B2B marketplace
แม้จะดูเหมือนเป็นช่องทางที่เริ่มต้นได้ง่าย แต่การเลือกเว็บขายส่งที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเว็บไซต์ขายส่งที่กลุ่มลูกค้าของคุณใช้งาน การเช็กความสามารถในการเชื่อมต่อระบบ รวมถึงตัวเลือกด้านการชำระเงินที่รองรับธุรกิจของคุณ
เราได้รวบรวม 10 เว็บขายส่งที่ดีที่สุด เพื่อช่วยให้คุณขยายยอดขายผ่านตลาด B2B ออนไลน์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปี 2026 ไปจนถึงหลังจากนี้ด้วย
เว็บขายส่ง (B2B marketplace) คืออะไร?
เว็บขายส่ง หรือ B2B marketplace คือตลาดกลางหรือแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่น ไม่ใช่ผู้บริโภคทั่วไป โดยผู้ซื้อจะใช้ แพลตฟอร์มขายส่ง เหล่านี้เพื่อจัดหาสินค้าและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจ เช่น อุปกรณ์สำนักงาน วัสดุสำหรับการผลิต หรือสินค้าคงคลังเพื่อนำไปขายต่อในธุรกิจของตน
เว็บขายส่งแบบ Vertical และ Horizontal ต่างกันอย่างไร?
โดยทั่วไป ผู้ซื้อสามารถเลือกใช้เว็บขายส่ง B2B ออนไลน์ ได้ 2 ประเภทหลัก
- Vertical (เฉพาะอุตสาหกรรม) เป็นเว็บไซต์ขายส่งที่เน้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์การแพทย์ หรือชิ้นส่วนการผลิต แพลตฟอร์มลักษณะนี้จะมีข้อมูลเชิงเทคนิคที่ละเอียด มีมาตรฐานด้านกฎระเบียบ และมีซัพพลายเออร์ที่ผ่านการตรวจสอบ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสินค้าที่มีความเฉพาะทางสูง ไม่ใช่สินค้าทั่วไป
- Horizontal (ครอบคลายหลายหมวดสินค้า) เป็นเว็บขายส่งที่รวมสินค้าหลากหลายประเภทในที่เดียว เช่น อุปกรณ์ IT ไปจนถึงของใช้ในสำนักงาน ทำให้ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ครบในที่เดียว จัดการง่ายทั้งในตะกร้าเดียวและใบแจ้งหนี้เดียว เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความสะดวกและความหลากหลาย
รูปแบบค่าธรรมเนียมของเว็บขายส่ง
แพลตฟอร์มขายส่งส่วนใหญ่มักใช้โมเดลค่าธรรมเนียมผสมกัน เพื่อดึงดูดผู้ขายและธุรกิจเข้ามาใช้งาน โดยรูปแบบที่พบบ่อยใน B2B marketplace ได้แก่
- ค่าสมาชิกรายเดือน/รายปี ผู้ขายจ่ายค่าธรรมเนียมแบบคงที่ เพื่อเข้าถึงระบบและเครื่องมือของเว็บไซต์ขายส่ง
- ค่าคอมมิชชันต่อการขาย แพลตฟอร์มจะหักเปอร์เซ็นต์จากยอดขายในแต่ละออเดอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในตลาด B2B ออนไลน์
- บริการเสริมแบบมีค่าใช้จ่าย เช่น การลงโฆษณาในแพลตฟอร์ม ระบบโลจิสติกส์ หรือบริการจัดการเงื่อนไขการชำระเงินที่ซับซ้อน (เช่น เครดิตเทอม)
ทำไมเว็บขายส่ง (B2B marketplace) ถึงสำคัญ
ขนาดตลาดและการเติบโต
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เว็บขายส่งหรือ B2B marketplace กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการขายดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุด โดยข้อมูลจาก Digital Commerce 360 ระบุว่าตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 351 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12–13 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 35% จาก 260 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9–10 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 และยังคงมีการลงทุนจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น Target Plus คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างมูลค่า GMV ได้ถึง 5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 180,000 ล้านบาท) ภายใน 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่า ตลาด B2B ออนไลน์ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายช่องทางผ่าน แพลตฟอร์มขายส่ง
พฤติกรรมการจัดซื้อของธุรกิจ
ผู้ซื้อในภาคธุรกิจกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การสั่งซื้อแบบ self-service มากขึ้น โดย 7 ใน 10 ของผู้ซื้อ B2B เลือกสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ แทนการติดต่อผ่านโทรศัพท์หรืออีเมล และโดยเฉลี่ยจะมีการพิจารณาผ่านหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ถึง 10 จุด ก่อนตัดสินใจกดสั่งซื้อ
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Forrester ในปีที่ผ่านมายังพบว่า 73% ของผู้ซื้อคาดหวังประสบการณ์ที่สะดวกเหมือนการซื้อแบบ B2C ซึ่งทำให้เว็บขายส่งต้องพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งความง่ายและความยืดหยุ่นในการใช้งาน
- ระบบชำระเงินแบบฝังในแพลตฟอร์ม ผู้ซื้อคาดหวังการอนุมัติเครดิตแบบทันทีสำหรับการซื้อแบบมีเครดิตเทอม (net terms) โดยระบบจะต้องเชื่อมต่อในขั้นตอน checkout และให้แพลตฟอร์มเป็นผู้จัดการเรื่องใบแจ้งหนี้ ความเสี่ยง และการเรียกเก็บเงิน
- ระบบอนุมัติการสั่งซื้อ ทีมการเงินต้องสามารถกำหนดนโยบายการสั่งซื้อ ตั้งงบประมาณ หรือกำหนดเพดานการใช้จ่าย รวมถึงควบคุมให้เลือกซื้อจากซัพพลายเออร์หรือสินค้าที่องค์กรอนุมัติ
- เครื่องมือการเงินดิจิทัล ธุรกิจคาดหวังระบบที่สามารถออกใบแจ้งหนี้แบบเรียลไทม์ ชำระเงินได้ในคลิกเดียว และมีระบบกระทบยอดบัญชีแบบดิจิทัลครบจบในตลาด B2B ออนไลน์
10 อันดับเว็บขายส่งที่ดีที่สุด
|
แพลตฟอร์ม |
เหมาะสำหรับ |
ราคา |
|
Faire |
ร้านค้าและแบรนด์อิสระ (เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน ความงาม ฯลฯ) |
ค่าคอมมิชชัน 15% + ประมาณ 350 บาท สำหรับออเดอร์แรก* |
|
Mirakl |
บริษัทที่ต้องการสร้างและขยาย marketplace ของตัวเอง |
เน้นองค์กรขนาดใหญ่ และไม่เปิดเผยราคา |
|
Amazon Business |
ผู้ขายที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าธุรกิจทั่วโลกจำนวนมาก |
ประมาณ 1,400 บาท/เดือน + ค่าคอมมิชชัน (เริ่ม 8%) |
|
Alibaba |
แบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงเครือข่ายผู้ค้าทั่วโลกจำนวนมาก |
เริ่มต้นประมาณ 5,800 บาท/เดือน (ชำระรายปี) |
|
Novi |
แบรนด์สายสินค้า CPG ที่เน้นความโปร่งใสและความยั่งยืน |
ราคาแจ้งตามคำขอ |
|
Carro |
ธุรกิจอิสระที่มองหาเว็บขายส่งแบบดรอปชิป |
แผนฟรี: 10% ของยอดขาย (GMV)แผน Build: 5,200 บาท/เดือน + 7% ของ GMV |
|
Global Sources |
เชื่อมต่อผู้ซื้อทั่วโลกกับซัพพลายเออร์เอเชียที่ผ่านการตรวจสอบ |
ผู้ซื้อใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ฟรี |
|
Made-in-China |
เชื่อมผู้ซื้อทั่วโลกกับผู้ผลิตจีนที่ผ่านการตรวจสอบ |
ผู้ซื้อใช้งานฟรี อาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการพรีเมียม |
|
DHgate |
ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งจีนที่ต้องการเข้าถึงตลาดโลก (B2B และ B2C) |
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 5,000 บาท/ปี + เงินมัดจำประมาณ 250,000–1,000,000 บาท |
|
Globy |
ธุรกิจที่ต้องการเครื่องมือโลจิสติกส์ระหว่างประเทศในตัว |
สมัครฟรี ลงขายฟรี และไม่มีค่าธรรมเนียมการขาย |
1. Faire

Faire หนึ่งในเว็บขายส่ง (B2B marketplace) ชั้นนำสำหรับร้านค้าและแบรนด์อิสระ โดยมีผู้ค้าปลีกหลายแสนรายใช้งานแพลตฟอร์มนี้เพื่อค้นหาสินค้าในหลากหลายหมวด เช่น เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน อาหารและเครื่องดื่ม ความงามและสุขภาพ เครื่องประดับ เครื่องเขียน สินค้าเด็กและทารก รวมถึงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และอื่น ๆ อีกมากมาย
จุดเด่นของ Faire
- เริ่มต้นใช้งานง่าย: เปิดหน้าร้านบนเว็บขายส่งได้ฟรี ไม่มีค่า setup ไม่มีค่าสมาชิก และไม่มีข้อผูกมัด
- เงื่อนไขการชำระเงินยืดหยุ่น: ร้านค้าสามารถซื้อก่อนจ่ายทีหลังได้ โดยมีเครดิตเทอมสูงสุด 60 วัน
- เชื่อมต่อกับ Shopify ได้ทันที: ซิงก์ออเดอร์ สต็อก และแคตตาล็อกอัตโนมัติ จัดการทุกอย่างในที่เดียว
- ไม่มีค่าคอม: Faire Direct ออเดอร์ผ่านลิงก์ตรงของแบรนด์ ไม่เสียค่าคอมมิชชัน 0%
ข้อจำกัด
- มีค่าคอมมิชชันสำหรับคำสั่งซื้อขาเข้าที่สั่งผ่านตลาดกลาง และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการคืนสินค้า
- Faire กำหนดให้ผู้ขายต้องลงรายการแคตตาล็อกทั้งหมดในราคาเดียวกับช่องทางขายส่งอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจในความสม่ำเสมอและสร้างความไว้วางใจในผู้ค้าปลีกที่ช็อปบนแพลตฟอร์ม
ราคา
- ค่าคอมมิชชัน 15% + ประมาณ 350 บาท สำหรับออเดอร์แรกผ่าน marketplace
- ค่าคอมมิชชัน 15% สำหรับการสั่งซื้อซ้ำ
- 0% ค่าคอมมิชชัน สำหรับออเดอร์ผ่าน Faire Direct
2. Mirakl

Mirakl ป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างและขยายเว็บขายส่ง (B2B marketplace) ของตัวเอง โดยสามารถเปิดให้ผู้ขายรายอื่นเข้ามาลงสินค้าได้ โดยที่คุณไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง
เทคโนโลยีของ Mirakl ถูกใช้งานโดยบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Airbus, Leroy Merlin, Macy’s และ Toyota Material Handling ทำให้เป็นโซลูชันที่ได้รับความนิยมในกลุ่มองค์กรที่ต้องการขยายธุรกิจ marketplace อย่างจริงจัง
หากคุณต้องการเพิ่มสินค้าในร้านออนไลน์ผ่านผู้ขายภายนอก Mirakl ถือเป็นแพลตฟอร์มขายส่งที่มีความเสถียร รองรับการเติบโต และมีทีมซัพพอร์ตที่แข็งแกร่ง
จุดเด่นของ Mirakl
- ตั้งค่าง่าย: Mirakl มีระบบพร้อมใช้งานสำหรับสร้างตลาดกลางที่มีผู้ขายหลายราย ผู้ใช้ชอบกระบวนการเริ่มต้นที่เรียบง่าย เครื่องมือแบ็กออฟฟิศที่ใช้งานง่าย รวมถึงฟีเจอร์การจัดการตลาดกลางในตัว
- เพิ่มสินค้าได้รวดเร็ว: รองรับการเพิ่มสินค้าโดยเชื่อมผู้ขายภายนอก เหมาะกับธุรกิจที่อยากเป็น one-stop shop
- เชื่อมต่อระบบเดิมได้ดี: รองรับการเชื่อมกับระบบ ecommerce หลัก ช่วยให้ข้อมูลสินค้า สต็อก และออเดอร์สอดคล้องกัน
- รองรับการเติบโต: รองรับทั้งธุรกิจขนาดเล็กถึงองค์กรใหญ่ พร้อม add-on เช่น Mirakl Ads และ Mirakl Payout
ข้อจำกัด
- ไม่มีแผนฟรีหรือแผนราคาถูก: ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก add-on
- ต้องมีทีมรองรับ: การสร้าง marketplace ต้องประสานงานหลายทีม เช่น IT การเงิน กฎหมาย และฝ่ายปฏิบัติการ
- ความยืดหยุ่นบางจุดจำกัด: บางกรณีอาจปรับแต่งขั้นสูงหรือระบบคืนสินค้าแบบซับซ้อนได้จำกัด
ราคา
เน้นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ และไม่เปิดเผยราคา
3. Amazon Business

Amazon Business เป็นหนึ่งในเว็บขายส่ง B2B ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเน้นให้ธุรกิจสั่งซื้อสินค้าเพื่อใช้งานภายในองค์กร มากกว่าการซื้อไปขายต่อ และมีลูกค้าธุรกิจกว่า 8 ล้านรายทั่วโลก พร้อมยอดขายมากกว่า 35 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
จุดเด่นของ Amazon Business
- ขายได้ทั่วโลก: รองรับหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าธุรกิจทั่วโลก
- ราคาสำหรับธุรกิจ: มีราคาพิเศษเฉพาะ B2B และส่วนลดเมื่อสั่งซื้อจำนวนมาก
- Business Prime: สมาชิกจะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น จัดส่งเร็วฟรี เครื่องมือควบคุมงบ และระบบติดตามการใช้จ่าย
ข้อจำกัด
- การแข่งขันสูง: มีผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ต้องวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง
- การควบคุมจำกัด: การสื่อสารกับลูกค้าและรูปแบบการขายต้องเป็นไปตามระบบของแพลตฟอร์ม
- ข้อจำกัดด้านสินค้า: บางหมวดสินค้าอาจไม่รองรับการขายในระบบ B2B ของ Amazon
ราคา
- ค่าสมาชิก: ประมาณ 1,400 บาท/เดือน + ค่าคอมมิชชันเริ่มต้นประมาณ 8% (ขึ้นอยู่กับหมวดสินค้า)
- Business Prime: มีหลายแพ็กเกจตามขนาดธุรกิจ ตั้งแต่แบบฟรี (สำหรับสมาชิก Amazon Prime) ไปจนถึงประมาณ 350,000 บาท/ปี สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
4. Alibaba

Alibaba เป็นหนึ่งในเว็บขายส่ง (B2B marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้ Alibaba Group ซึ่งมีแพลตฟอร์มในเครือ เช่น Taobao, Tmall และ AliExpress โดยในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมีรายได้มากกว่า 137.3 พันล้านดอลลาร์
แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้ค้าปลีกทั่วโลกได้หลากหลาย ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ไปจนถึงการสั่งผลิตสินค้าแบบเฉพาะ
จุดเด่นของ Alibaba
- เครือข่ายผู้ซื้อทั่วโลก: เชื่อมต่อกับผู้ค้าปลีกจากหลายประเทศที่เข้ามาหาซัพพลายเออร์และสั่งซื้อสินค้า
- ผู้ขายผ่านการตรวจสอบ: มีระบบตรวจสอบโปรไฟล์ผู้ขาย ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
- รองรับหลายภาษาอัตโนมัติ: ระบบแปลหน้าร้าน B2B ได้ถึง 17 ภาษา ช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
ข้อจำกัด
- การแข่งขันสูง: มีผู้ขายจำนวนมาก ทำให้ต้องแข่งขันด้านราคาและความแตกต่างของสินค้า
- ระยะเวลาขนส่งนาน: ผู้ขายส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ทำให้การจัดส่งไปต่างประเทศแบบ ePacket ใช้เวลามากขึ้น
- กำไรต่อหน่วยอาจต่ำ: สินค้าที่คล้ายกันจำนวนมากทำให้ต้องแข่งขันด้านราคา ส่งผลต่อ margin และภาพลักษณ์แบรนด์
ราคา
- Basic plan: ประมาณ 5,800 บาท/เดือน (รายปี) หรือประมาณ 7,000 บาท/เดือน (จ่ายรายไตรมาส)
- Standard plan: ประมาณ 8,400 บาท/เดือน (รายปี) หรือประมาณ 10,500 บาท/เดือน (จ่ายรายไตรมาส)
5. Novi

Novi Novi เป็นแพลตฟอร์มขายส่งที่เน้นความแตกต่างด้วยการคัดเลือกสินค้าแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยระบบจะช่วยตรวจสอบข้อมูล เช่น ส่วนผสม ความเป็นเจ้าของสูตร และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้แบรนด์สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้า B2B ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานเดียวกัน
จุดเด่นของ Novi
- ค้นหาผู้ค้าปลีกที่มีความคิดเหมือนกัน: เชื่อมต่อกับผู้ค้าปลีกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน
-
ขยายฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม: เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการเจาะตลาดลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
- ยืนยันความน่าเชื่อถือสินค้า: มีระบบตรวจสอบและรับรอง ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในตลาด B2B ออนไลน์
ข้อจำกัด
- ขนาดตลาดเฉพาะทาง: กลุ่มผู้ซื้อเล็กกว่าเว็บขายส่งทั่วไป เนื่องจากเน้น niche market
- ต้องมีข้อมูลรองรับ: แบรนด์ต้องมีหลักฐานยืนยันข้อมูลสินค้า เช่น ส่วนผสมหรือ claim ต่าง ๆ
ราคา
- ตามคำขอ
6. Carro
หน้าแพลตฟอร์ม Carro สำหรับดรอปชิปปิงและการเชื่อมต่อแบรนด์
Carro เป็นเว็บขายส่งแบบดรอปชิปปิงที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจอิสระ โดยมีแบรนด์กว่า 70,000 ราย และสินค้ามากกว่า 500,000 รายการบนแพลตฟอร์ม สินค้ายอดนิยมจะเป็นกลุ่มงานแฮนด์เมด เช่น เครื่องประดับ แอ็กเซสซอรี และเครื่องเขียน
รูปแบบการทำงานคือ แบรนด์จะลงสินค้าไว้ในแพลตฟอร์มขายส่ง จากนั้นร้านค้าสามารถเลือกสินค้าไปขายบนหน้าร้านของตัวเองได้ทันที และเมื่อมีออเดอร์เข้ามา แบรนด์จะเป็นผู้จัดการการจัดส่งให้แทน
จุดเด่นของ Carro
- เริ่มต้นได้โดยไม่ต้องลงทุน: ติดตั้งฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
- เพิ่มสินค้าได้โดยไม่ต้องสต็อก: ขยายแคตตาล็อกสินค้าได้โดยไม่ต้องลงทุนด้าน inventory
- เชื่อมต่อแบรนด์ได้รวดเร็ว: สร้างพาร์ทเนอร์กับแบรนด์ได้ภายในไม่กี่นาที
- จัดการทุกอย่างในที่เดียว: ดูแลทั้ง sourcing และความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ผ่านระบบเดียว
ข้อจำกัด
- Carro ดำเนินการตามโมเดลแบ่งรายได้ โดยหักเปอร์เซ็นต์จาก GMV ของยอดขาย
- แม้จะเหมาะสำหรับสินค้าที่คัดสรรและมีคุณภาพสูง แต่ Carro อาจไม่เหมาะสำหรับสินค้าขายส่งจำนวนมากหรือสินค้าสำเร็จรูป
ราคา
- แผนฟรี: หัก 10% ของยอดขาย (GMV) จากสินค้าของซัพพลายเออร์ในระบบ
- Build plan: ประมาณ 5,200 บาท/เดือน (หรือ 50,000 บาท/ปี) + 7% ของ GMV
- Scale plan: ประมาณ 10,500 บาท/เดือน (หรือ 100,000 บาท/ปี) + 5% ของ GMV
7. Global Sources

Global Sources เป็นตลาด B2B ออนไลน์ จากฮ่องกงที่เชื่อมต่อผู้ซื้อทั่วโลกกับซัพพลายเออร์ในเอเชียมาตั้งแต่ปี 1971 โดยไม่ได้มีแค่ เว็บขายส่ง เท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานแฟร์และสื่ออุตสาหกรรม ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์
จุดเด่นของ Global Sources
- ซัพพลายเออร์ผ่านการตรวจสอบ: มีการตรวจสอบใบอนุญาตธุรกิจและโรงงานจริง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- มีหลายช่องทางในการหาซัพพลายเออร์: ทั้งแพลตฟอร์มขายส่งออนไลน์ งานแสดงสินค้า และสื่อเฉพาะทาง
- สินค้าหลากหลาย: ครอบคลุมหลายหมวด เช่น อิเล็กทรอนิกส์ แฟชั่น และของใช้ในบ้าน
- เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ: มีประสบการณ์กว่า 50 ปีในด้าน sourcing และนำเข้าสินค้า
ข้อจำกัด
- ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเอง: แม้จะมีการคัดกรอง แต่ควรขอตัวอย่างสินค้าและเช็กใบรับรองเพิ่มเติม
- ขั้นต่ำการสั่งซื้อสูง: บางซัพพลายเออร์กำหนด MOQ สูง อาจไม่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก
ราคา
- ใช้งานแพลตฟอร์ม: โดยทั่วไปผู้ซื้อใช้งานได้ฟรี
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: อาจเกิดจากการเข้าร่วมงานแฟร์ บริการพรีเมียม หรือเงื่อนไขกับซัพพลายเออร์
8. Made-in-China

Made-in-China เว็บขายส่งระดับโลกที่บริหารโดย Focus Technology ซึ่งเชื่อมต่อผู้ซื้อจากทั่วโลกกับผู้ผลิตในจีน ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม และรองรับการจัดหาสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ
แพลตฟอร์มนี้มีสินค้ามากกว่า 27 หมวด ตั้งแต่เครื่องจักรอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงสิ่งทอ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการหาแหล่งผลิตหรือซัพพลายเออร์ในจีนผ่านตลาด B2B ออนไลน์
จุดเด่นของ Made-in-China
- ซัพพลายเออร์ผ่านการตรวจสอบ: ทำงานร่วมกับองค์กรตรวจสอบระดับสากล เช่น SGS และ TÜV เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
- เครื่องมือจัดหาครบวงจร: มีทั้งการค้นหาสินค้า งานแสดงสินค้าออนไลน์ และบริการ sourcing แบบกำหนดเอง
- ใช้งานผ่านมือถือได้สะดวก: มีแอปที่ช่วยสั่งซื้อ ติดตามสินค้า และพูดคุยกับซัพพลายเออร์ได้ทุกที่
ข้อจำกัด
- ต้องใช้เวลาในการคัดเลือก: มีซัพพลายเออร์จำนวนมาก ทำให้ต้องเปรียบเทียบหลายเจ้า
- คุณภาพสินค้าอาจแตกต่างกัน: ควรขอตัวอย่างสินค้าและตรวจสอบใบรับรองก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก
ราคา
- ใช้งานพื้นฐาน: ฟรีสำหรับผู้ซื้อ
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม: อาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับบริการพรีเมียม เช่น สมาชิกระดับสูงหรือบริการธุรกรรม
9. DHgate.com
หน้าแพลตฟอร์มแสดงสินค้าหลากหลายหมวดจากผู้ผลิตจีน
DHgate.com เป็นตลาดกลางอีคอมเมิร์ซจากจีนที่รองรับทั้งการซื้อขายแบบ B2B และ B2C โดยมีสินค้ามากกว่า 34 ล้านรายการ ครอบคลุมหลายหมวด เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า และสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม
แพลตฟอร์มนี้เชื่อมต่อผู้ซื้อทั่วโลกกับผู้ผลิตและผู้ค้าส่งจากจีน เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการหาแหล่งสินค้าในราคาต้นทุน และสามารถเข้าถึงซัพพลายเออร์จำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มขายส่งเดียว
จุดเด่นของ DHgate
- ฐานผู้ใช้ทั่วโลก: มีผู้ซื้อกว่า 59.6 ล้านราย จาก 225 ประเทศ และผู้ขายมากกว่า 2.5 ล้านราย
- ใช้งานง่าย รองรับหลายภาษา: รองรับหลายภาษา ทำให้เข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกได้สะดวก
- รองรับการซื้อผ่านมือถือ: มีแอปสำหรับค้นหาและสั่งซื้อสินค้าได้ทุกที่
ข้อจำกัด
- ต้องสื่อสารกับผู้ขายให้ชัดเจน: ควรยืนยันรายละเอียดสินค้า ราคา และการจัดส่งก่อนสั่งซื้อ
- ราคาอาจมีความแตกต่าง: บางกรณีราคาที่แสดงอาจไม่รวมค่าขนส่งหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ราคา
- สำหรับผู้ขาย: ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มประมาณ 1,500–5,000 บาท/ปี + เงินมัดจำประมาณ 250,000–1,000,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสินค้าและยอดขาย)
- สำหรับผู้ซื้อ: ใช้งานฟรี ชำระเฉพาะค่าสินค้า ค่าขนส่ง และภาษีนำเข้า (ถ้ามี)
10. Globy

Globy เว็บขายส่งระดับโลกที่เชื่อมต่อผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ พร้อมจุดเด่นด้านเครื่องมือโลจิสติกส์ในตัว ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการขนส่งข้ามประเทศได้ง่ายขึ้น
แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้ขายลงสินค้าเพื่อให้ค้นหาในระบบขายส่ง ขณะที่ผู้ซื้อสามารถเลือกดูสินค้าและติดต่อซัพพลายเออร์ได้โดยตรง โดยรายได้ของแพลตฟอร์มมาจากบริการเสริม เช่น การโปรโมตสินค้า และโซลูชันด้านโลจิสติกส์
จุดเด่นของ Globy
- เริ่มใช้งานฟรี: เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการทดลองตลาด
- เครื่องมือโลจิสติกส์ในตัว: มีเครื่องมือคำนวณการโหลดตู้และวางแผนการขนส่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้าและส่งออก
ข้อจำกัด
- ยังเป็นแพลตฟอร์มใหม่: จำนวนผู้ซื้อและซัพพลายเออร์อาจยังไม่หนาแน่นเท่าแพลตฟอร์มขายส่งรายใหญ่
- ความหลากหลายสินค้าอาจยังจำกัด: บางหมวดสินค้าอาจยังไม่ครอบคลุมเท่าตลาด B2B ออนไลน์ขนาดใหญ่
ราคา
- ไม่มีค่าธรรมเนียมพื้นฐาน: สมัครฟรี ลงขายฟรี และไม่มีค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
ข้อดีของการขายผ่านเว็บขายส่ง B2B
เมื่อธุรกิจ B2B เปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น โมเดลตลาด B2B ออนไลน์ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่าประมาณ 14% ของยอดขาย B2B ทั้งหมดเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส
มาดูกันว่าทำไมธุรกิจจำนวนมากถึงเลือกขายผ่านแพลตฟอร์มขายส่งเหล่านี้
เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
การตัดสินใจซื้อใน B2B ไม่เหมือนกับ B2C เพราะผู้ซื้อจำเป็นต้องมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) การขายผ่านแพลตฟอร์มขายส่งที่มีชื่อเสียงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการสั่งซื้อปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งช่วยให้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น
สอดคล้องกับพฤติกรรมการจัดซื้อ
พฤติกรรมของผู้ซื้อธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป โดยมีถึง 59% ที่ใช้ marketplace เป็นช่องทางหลักในการสั่งซื้อสินค้า แทนที่จะต้องหาลูกค้าใหม่ด้วยตัวเอง ธุรกิจสามารถนำสินค้าไปลงในเว็บขายส่ง เพื่อให้ลูกค้าเจอสินค้าในจุดที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่แล้ว
ขยายตลาดไปต่างประเทศได้ง่าย
แพลตฟอร์มขายส่งขนาดใหญ่มีเครือข่ายลูกค้าทั่วโลกอยู่แล้ว ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องสร้างระบบหรือเครือข่ายใหม่เอง การใช้ตลาด B2B ออนไลน์อย่าง Amazon Business และ Faire จึงช่วยเร่งการขยายธุรกิจในระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทดสอบสินค้าใหม่ได้รวดเร็ว
หากคุณต้องการเปิดตัวสินค้าใหม่สำหรับตลาด B2B สามารถนำไปลงในแพลตฟอร์มเพื่อทดสอบได้ทันที ยอดสั่งซื้อที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวชี้วัดความต้องการของตลาด ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะลงทุนต่อหรือไม่
ลดต้นทุนการดำเนินงาน
นอกจากเป็นช่องทางขายสินค้า เว็บขายส่งหลายแห่งยังมีบริการเสริม เช่น ระบบจัดส่ง การชำระเงิน และการจัดการการคืนสินค้า ซึ่งช่วยลดภาระในการดำเนินงาน ทำให้ธุรกิจมีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าและการเติบโตในระยะยาวได้มากขึ้น
ข้อเสียของการขายผ่านเว็บขายส่ง
แม้ว่าเว็บขายส่งและ ตลาด B2B ออนไลน์จะมีข้อดีหลายด้านในการช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้าง แต่ก่อนเริ่มใช้งาน ก็ควรพิจารณาข้อจำกัดของแพลตฟอร์มเหล่านี้ด้วย
ค่าธรรมเนียมกระทบกำไร
แม้แพลตฟอร์มขายส่งจะช่วยลดภาระงานหลายอย่าง แต่ก็มาพร้อมค่าใช้จ่าย เช่น ค่าประมวลผลการชำระเงิน ค่าดันสินค้าและค่าคอมมิชชันจากยอดขาย ซึ่งอาจกระทบกับมาร์จิ้นของธุรกิจ B2B ที่มักไม่ได้สูงมากอยู่แล้ว
เงื่อนไขการใช้งานค่อนข้างเข้มงวด
การขายผ่านตลาด B2B ออนไลน์หมายถึงต้องปฏิบัติตามกฎของแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่อนุญาต ไปจนถึงรูปแบบการชำระเงิน หากไม่ปฏิบัติตาม อาจเสี่ยงถูกระงับบัญชีหรือปิดร้านได้
ควบคุมประสบการณ์ลูกค้าได้จำกัด
แม้บางเว็บขายส่งจะให้ปรับแต่งหน้าร้านหรือสื่อสารกับลูกค้าได้บ้าง แต่เครื่องมือด้านการรักษาลูกค้า (retention) ยังมีข้อจำกัด ทำให้การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า B2B ทำได้ยาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน
การเข้าถึงข้อมูลและความสัมพันธ์ลูกค้ามีข้อจำกัด
แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลัก ทำให้ข้อมูลลูกค้าและธุรกรรมส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในระบบ ผู้ขายจึงเข้าถึงข้อมูลได้จำกัด และไม่สามารถนำลูกค้าออกไปปิดการขายนอกแพลตฟอร์มได้ อีกทั้งกฎของระบบยังอาจจำกัดความยืดหยุ่นในการตั้งราคาหรือเจรจาเงื่อนไข
วิธีขายส่งบนเว็บ B2B marketplace ให้ประสบความสำเร็จ
การเริ่มต้นธุรกิจ B2B บนตลาด B2B ออนไลน์ไม่ใช่เรื่องเล็ก การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตและลดปัญหาในระยะยาว โดยแนวทางต่อไปนี้คือ best practices สำหรับการขายผ่านแพลตฟอร์มขายส่ง
ใช้ระบบจัดการสต็อกแบบเรียลไทม์
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จบนเว็บขายส่งคือการมีระบบจัดการสต็อกที่แม่นยำแบบเรียลไทม์ เพราะการขายสินค้าที่หมดสต็อกจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทันที
Zac van Manen ผู้จัดการด้านดิจิทัลจาก BA Creative อธิบายว่า การจัดการสต็อกระหว่าง B2B และ B2C พร้อมกันอาจซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีหลายช่องทางการขายเข้ามาเกี่ยวข้องการเชื่อมต่อกับระบบ ERP ที่ดีจะช่วยให้ข้อมูลสินค้าอัปเดตตรงกัน และลดความผิดพลาดในการดำเนินงาน
ใช้ระบบจัดการข้อมูลสินค้า (PIM)
ลูกค้า B2B มีความต้องการข้อมูลเชิงลึกจากแบรนด์มากกว่าลูกค้า B2C โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องจัดการสินค้าจำนวนมาก (SKU) และขายผ่านหลายช่องทาง ความท้าทายคือการทำให้ข้อมูลสินค้าทั้งหมดถูกต้องและสอดคล้องกันในทุกเว็บขายส่งและหน้าร้านของคุณ
คุณสามารถจัดการแคตตาล็อกสินค้าที่กระจายอยู่หลายช่องทางได้ง่ายขึ้นด้วยระบบ PIM ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยเก็บและซิงก์ข้อมูลให้ตรงกันระหว่างแพลตฟอร์มขายส่งและร้านค้า B2B ของคุณ โดยข้อมูลที่ระบบสามารถจัดการได้ เช่น:
- รหัสสินค้า (SKU)
- ชื่อสินค้า รูปภาพ และรายละเอียดสินค้า
- แท็กสินค้าและหมวดหมู่
- โครงสร้างราคาขายส่งและราคาตามปริมาณ (tiered pricing)
- มูลค่าขั้นต่ำของคำสั่งซื้อสำหรับ B2B
เครื่องมืออย่าง Jasper PIM สามารถเชื่อมต่อกับ Shopify เพื่อกระจายสินค้าใหม่ไปยังตลาด B2B ออนไลน์แต่ละแห่งที่คุณใช้งานอยู่ได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเสมอ ไม่ว่าจะสั่งซื้อผ่านช่องทางไหนก็ตาม

เอาท์ซอร์สการจัดส่งคำสั่งซื้อ (3PL)
หลังจากที่คุณเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าบนเว็บขายส่งได้แล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการจัดส่งสินค้าให้รวดเร็วและแม่นยำที่สุด
การจัดการออเดอร์ในตลาด B2B ออนไลน์แตกต่างจาก B2C อย่างมาก เนื่องจากลูกค้ามักสั่งซื้อในปริมาณมาก แทนที่จะส่งสินค้าเพียงชิ้นเดียว คุณอาจต้องจัดส่งครั้งละหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้นผ่านแพลตฟอร์มขายส่ง เพื่อรองรับการเติบโตของออเดอร์ในระดับนี้ การทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ภายนอก (3PL) จะช่วยให้คุณจัดการได้ง่ายขึ้น โดยมีตัวเลือกยอดนิยม เช่น
- Shopify Fulfillment Network
- ShipBob
- ShipStation
- Veeqo
- Easyship
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มขายส่งที่คุณใช้งานมีบริการ fulfillment ในตัวหรือไม่ เช่น Amazon Business ที่มีระบบ Fulfilled by Amazon
ข้อดีของการใช้เครือข่ายจัดส่งจากภายนอกคือ คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างซัพพลายเชนที่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าระดับนานาชาติหรือเทคโนโลยีการจัดส่งขั้นสูง ซึ่งช่วยให้ส่งสินค้าได้รวดเร็วขึ้น และการส่งมอบที่ตรงเวลาเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาลูกค้า B2B ในระยะยาว
เริ่มธุรกิจบนเว็บขายส่ง B2B มาร์เก็ตเพลส วันนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตลาดกลางเป็นช่องทางการขายที่มีคุณค่าสำหรับองค์กร B2B เข้าถึงผู้ซื้อหลายล้านรายในอุตสาหกรรมที่กำลังใช้ตลาดกลางขายส่งเพื่อจัดหาสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจของตนเองอยู่แล้ว มาทำให้การดำเนินงานตลาดกลาง B2B ประสบความสำเร็จด้วยแพลตฟอร์ม B2B จาก Shopify ที่ช่วยให้คุณจัดการสต็อกสินค้า ข้อมูลสินค้า และวิเคราะห์ยอดขายได้จากแดชบอร์ดเดียว ไม่ว่าคุณจะขายผ่านช่องทางใดก็ตาม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตลาดกลาง B2B
เว็บขายส่ง B2B มาร์เก็ตเพลส คืออะไร?
เว็บขายส่งคือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดให้ธุรกิจลงขายสินค้าและซื้อสินค้าระหว่างกันในรูปแบบขายส่ง โดยมักมีฟีเจอร์ เช่น ระบบชำระเงิน ตัวกรองค้นหาสินค้า และบริการจัดการออเดอร์ เพื่อช่วยให้การซื้อขายในตลาด B2B ออนไลน์สะดวกมากขึ้น
เว็บขายส่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคืออะไร?
Alibaba ถือเป็นแพลตฟอร์มขายส่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระดับโลก ด้วยผู้ซื้อและซัพพลายเออร์จากกว่า 190 ประเทศ พร้อมสินค้าหลากหลาย ระบบตรวจสอบผู้ขาย และบริการด้านการค้าครบวงจร แม้ว่า Amazon Business และ Faire จะเป็นผู้เล่นสำคัญ แต่ Alibaba ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดและปริมาณธุรกรรมสูงที่สุด
ตลาด B2B มีประเภทอะไรบ้าง?
ตลาด B2B ออนไลน์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ผู้ผลิตที่ขายวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ผู้ค้าต่อ เช่น ผู้ค้าส่งและตัวแทนจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ เช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาล โดยแต่ละกลุ่มจะมีพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกัน จึงต้องใช้กลยุทธ์บนแพลตฟอร์มขายส่งที่เหมาะสม
เว็บขายส่งสร้างรายได้อย่างไร?
แพลตฟอร์มขายส่งมักสร้างรายได้จากค่าสมาชิก ค่าคอมมิชชันจากการขาย และค่าบริการเพิ่มเติม เช่น การโปรโมตสินค้า หรือการลงโฆษณา หลายเว็บขายส่งใช้โมเดลแบบหลายระดับ โดยเปิดให้ใช้งานพื้นฐานฟรี และคิดค่าใช้จ่ายสำหรับฟีเจอร์ขั้นสูงหรือการเพิ่มการมองเห็นสินค้า นอกจากนี้ยังอาจมีรายได้จากบริการเสริม เช่น ระบบชำระเงิน โลจิสติกส์ หรือสินเชื่อการค้า
Shopify เป็นเว็บขายส่งหรือไม่?
Shopify ไม่ใช่ตลาด B2B ออนไลน์โดยตรง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่มีเครื่องมือสำหรับ B2B ช่วยให้ธุรกิจสามารถขายให้กับลูกค้าธุรกิจผ่านร้านขายของออนไลน์ของตัวเองได้ โดยสามารถตั้งค่าราคาเฉพาะลูกค้า กำหนดเงื่อนไขการชำระเงิน และรองรับหลายสกุลเงิน รวมถึงการจัดการลูกค้าแบบองค์กรได้ในระบบเดียว
เว็บขายส่ง กับ B2C มาร์เก็ตเพลส ต่างกันอย่างไร?
แพลตฟอร์ม B2C เช่น Amazon หรือ Etsy จะเน้นขายให้ผู้บริโภคทั่วไป ในขณะที่เว็บขายส่งเป็นการขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ มักมีการสั่งซื้อในปริมาณมากและราคาที่ต่ำกว่า อีกทั้งบางแพลตฟอร์มขายส่งยังต้องให้ผู้ซื้อสมัครและได้รับการอนุมัติก่อนจึงจะเข้าถึงสินค้าได้


