หากคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจพิมพ์ตามสั่ง (POD) คุณอาจเคยได้ยินชื่อแบรนด์ใหญ่ๆ ทั้ง 2 แบรนด์อย่าง Printful และ Printify มาแล้ว
ข้อมูลสำคัญที่ควรทราบก่อนคือ ทั้งสองบริษัทได้ประกาศการควบรวมกิจการ แต่ Printful และ Printify ยังคงดำเนินงานเป็นแบรนด์แยกต่างหาก และยังคงเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม POD ในสหรัฐอเมริกา และในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของ Printify และ Printful พร้อมทำความเข้าใจภาพรวมของการพิมพ์ตามสั่ง ไปจนถึงช่วยให้คุณค้นพบตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการทำให้ธุรกิจร้านออนไลน์ของคุณเติบโต
Print-on-Demand คืออะไร?
Print-on-Demand (POD) คือรูปแบบธุรกิจที่ผู้ให้บริการอย่าง Printful และ Printify ดูแลทุกขั้นตอนหลังบ้านให้ทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตสินค้า การจัดเก็บ ไปจนถึงการแพ็กและจัดส่งออเดอร์ ฝั่งผู้ขาย (อย่างธุรกิจของคุณ) มีหน้าที่หลักแค่ ออกแบบสินค้า และทำการตลาด เท่านั้น
จุดเด่นของโมเดลนี้คือ สินค้าจะถูกผลิตเมื่อมีออเดอร์จริง นั่นหมายความว่า คุณจะจ่ายค่าสินค้าให้ผู้ให้บริการ ก็ต่อเมื่อลูกค้าสั่งซื้อจากร้านออนไลน์ของคุณแล้ว ไม่ต้องสต๊อกของล่วงหน้า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านต้นทุนสินค้า
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจำนวนมากเลือกใช้ Print-on-Demand เพื่อช่วยจัดการเรื่องโลจิสติกส์ และลดต้นทุนคงที่ โดย POD ยังถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการขายแบบไม่ต้องมีสต๊อกสินค้า และนอกจาก POD แล้ว คุณยังสามารถเลือกขายสินค้าที่สั่งจากซัพพลายเออร์โดยตรงเข้าร้านได้เช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ Raven Gibson ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Legendary Rootz ซึ่งใช้โมเดล Print-on-Demand ในการเปิดตัวธุรกิจที่มุ่งเสริมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงผิวดำ POD ช่วยให้เธอสามารถทดลองดีไซน์ใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงทางการเงินจากการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากล่วงหน้า
Printful vs. Printify ต่างกันยังไง
- กระบวนการผลิต
- ประเภทสินค้า
- การปรับแต่งสินค้า
- คุณภาพการพิมพ์
- ราคา
- การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ
- บริการคลังสินค้า
- ความเร็วและพื้นที่จัดส่ง
Printful และ Printify ถือเป็นสองแบรนด์ชั้นนำในวงการ Print-on-Demand ทั้งคู่สามารถใช้งานร่วมกับ Shopify ได้ และให้บริการที่ค่อนข้างเสถียรสำหรับคนทำสินค้าออกแบบเอง ด้านล่างคือจุดต่างสำคัญที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้เจ้าใดเจ้าหนึ่ง
กระบวนการผลิต
กระบวนการผลิตถือเป็นหนึ่งในจุดแตกต่างหลักระหว่าง Printify และ Printful โดย Printful เป็นเจ้าของและควบคุมกระบวนการฟูลฟิลเมนต์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การพิมพ์ การจัดเก็บ ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า โดยสินค้าทุกชิ้นของ Printful จะถูกผลิตในศูนย์ฟูลฟิลเมนต์ของบริษัทเองซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 5 แห่ง
ส่วน Printify ใช้เครือข่ายโรงพิมพ์ภายนอกมากกว่า 100 แห่งในการผลิตงานพิมพ์ ผู้ให้บริการเหล่านี้กระจายอยู่ใน 12 ประเทศ ครอบคลุมอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป
ประเภทสินค้า
บริษัท POD จะมีแคตตาล็อกสินค้าพื้นฐาน เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ และแอ็กเซสซอรี ให้ดีไซเนอร์เลือกนำไปออกแบบต่อได้ ทั้ง Printful และ Printify ต่างก็มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อกันหนาว เสื้อผ้าเด็ก รวมถึงแอ็กเซสซอรีอย่างหมวกและของใช้ในบ้าน โดยแคตตาล็อกของ Printful มีสินค้าทั้งหมดประมาณ 388 รายการ ขณะที่ Printify มีช่วงสินค้าที่กว้างกว่ามาก โดยมีมากกว่า 1,300 รายการ
แม้ Printify จะได้เปรียบเรื่องจำนวนสินค้ารวม โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังมองหาสินค้าเฉพาะทางบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีตัวเลือกเยอะในทุกหมวด ถึงแม้ Printify จะมีสินค้ามากกว่าโดยรวม แต่ Printful กลับมีตัวเลือกมากกว่าในบางประเภท เช่น Printful มีหมวกบัคเก็ตแบบพื้นฐานให้เลือกถึง 6 รุ่น ขณะที่ Printify มีเพียง 3 รุ่น ในทางกลับกัน Printify มีเคสสมาร์ทโฟนให้เลือก 21 รุ่น ส่วน Printful มีเพียง 8 รุ่น
การปรับแต่งสินค้า
ทั้ง Printful และ Printify รองรับวิธีการพิมพ์สินค้าดังต่อไปนี้
- การพิมพ์แบบ Direct-to-Film (DTF)
- การพิมพ์แบบ Direct-to-Garment (DTG)
- การพิมพ์แบบ Sublimation
- การพิมพ์ลายเต็มตัวสินค้า (All over print)
- งานปัก (Embroidery)
คุณสามารถสร้างดีไซน์แบบสั่งทำได้ด้วยทุกวิธีข้างต้น โดยวิธีที่เหมาะที่สุดจะขึ้นอยู่กับลักษณะงานออกแบบของคุณเอง สำหรับงานปักนั้น ตัวเลือกของ Printful จะล้ำกว่านิดหน่อย ทั้งสองเจ้าอนุญาตให้ใช้สีได้สูงสุด 6 สีต่อหนึ่งดีไซน์สำหรับงานปักมาตรฐานเหมือนกัน แต่ Printful ยังมีตัวเลือกแบบไม่จำกัดจำนวนสี ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งช่วยพิมพ์ลวดลายละเอียดที่มีได้ทุกเฉดสี
ทั้ง Printful และ Printify ยังมีตัวเลือกด้านการสร้างแบรนด์แบบกำหนดเอง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสร้างภาพลักษณ์ที่ดูเป็นมืออาชีพและสม่ำเสมอมากขึ้น คุณไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพิมพ์โลโก้ลงบนสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มฟีเจอร์อย่างป้ายคอเสื้อแบบสั่งทำ กล่องหรือซองแพ็กเกจที่มีแบรนด์ และการ์ดหรือของแถมในกล่อง เพื่อย้ำตัวตนของแบรนด์ในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ตอนแกะกล่อง ไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว ตัวเลือกเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจของคุณดูดี น่าจดจำ และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น
คุณภาพการพิมพ์
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้บริษัทเจ้าไหน Raven Gibson ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Legendary Rootz เน้นย้ำว่า การสั่งตัวอย่างสินค้ามาดูคุณภาพจริง เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
“ผมจะสั่งตัวอย่างมาเพื่อเช็กว่าสินค้ามันออกมาตรงกับภาพที่คิดไว้ไหม และสีพิมพ์ออกมาตรงตามที่อยากได้หรือเปล่า” เขากล่าว “มันช่วยตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้เยอะมาก”
การตรวจดูตัวอย่างสินค้าถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ที่เจ้าของร้านออนไลน์ใช้เพื่อการันตีความพึงพอใจของลูกค้า ทั้ง Printful และ Printify ต่างก็มีส่วนลดค่าสินค้าตัวอย่างให้กับผู้ใช้ในแพ็กเกจพรีเมียมของตน
กระบวนการผลิตภายในของ Printful ช่วยให้ควบคุมคุณภาพได้สม่ำเสมอมากกว่า โดยบริษัทใช้มาตรฐานการผลิตเดียวกันในทุกศูนย์พิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร หมึกพิมพ์ สี และด้ายที่ใช้ปัก ผลลัพธ์คือ ไม่ว่าลูกค้าคนหนึ่งจะสั่งของจากแคนาดา และอีกคนสั่งจากฟลอริดา สินค้าที่ได้จะมีหน้าตาและคุณภาพใกล้เคียงกับตัวอย่างที่คุณอนุมัติไว้
ในฝั่งของ Printify คุณภาพของงานจะผันแปรได้มากกว่า เพราะต้องพึ่งพาเครือข่ายโรงพิมพ์พาร์ตเนอร์จำนวนมาก โรงพิมพ์แต่ละแห่งอาจใช้เครื่องจักรหรือหมึกพิมพ์คนละแบรนด์กัน แม้ว่าคุณจะสั่งตัวอย่างสินค้ามาแล้วก็ตาม สินค้าที่คุณได้รับจะสะท้อนคุณภาพของโรงพิมพ์เจ้านั้นเจ้าเดียว ไม่ใช่มาตรฐานของ Printify ทั้งระบบ
ราคา
ทั้ง Printify และ Printful มีแพ็กเกจฟรี และแพ็กเกจแบบเสียเงินให้เลือกใช้ แพ็กเกจแบบเสียเงินของ Printful ราคาอยู่ที่ $24.99 ต่อเดือน (ประมาณ 900 บาท/เดือน) ขณะที่แพ็กเกจแบบเสียเงินของ Printify เริ่มต้นที่ $29 ต่อเดือน (ประมาณ 1,050 บาท/เดือน)
แม้แพ็กเกจพรีเมียมของ Printify จะมีราคาสูงกว่านิดหน่อย แต่ราคาสินค้าต่อชิ้นถือว่าดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น เสื้อสเวตเชิ้ตคอกลมแบรนด์ Gildan ราคาจะเริ่มที่ $13 กับ Printify Premium (ประมาณ 470 บาท) และ $14 กับ Printful Growth (ประมาณ 500 บาท) ความแตกต่างของราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าแต่ละชิ้น แต่โดยรวมแล้ว ราคาต่อชิ้นของ Printful มักจะสูงกว่า Printify เล็กน้อย
การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ
ทั้ง Printful และ Printify รองรับการเชื่อมต่อกับ Shopify ได้อย่างราบรื่นเหมือนกัน แต่สำหรับร้านค้าที่ขายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน Printful จะได้เปรียบเล็กน้อย เพราะรองรับการเชื่อมต่อกับมาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรวมทั้งหมด 19 แห่ง ขณะที่ Printify รองรับอยู่ 10 แห่ง ทั้งสองเจ้ารองรับการเชื่อมต่อกับ TikTok และ eBay เหมือนกัน แต่ฟีเจอร์ TikTok Shop ของ Printify ยังเปิดให้ใช้งานเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
Raven ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกผู้ให้บริการ Print-on-Demand ที่สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คุณใช้อยู่ได้โดยตรง “ผมเคยทำงานกับบริษัท Print-on-Demand หลายเจ้า และสิ่งที่ชอบมากคือการเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันได้” เขากล่าว “พอตอนผมมีไอเดียหนึ่งขึ้นมา ก็เข้าไปดูได้ทันทีว่าเจ้านี้มีสินค้าที่ตอบโจทย์ไอเดียนั้นมั้ย แล้วสั่งตัวอย่างมาดูได้ พออนุมัติ ทุกอย่างก็เชื่อมต่อกับ Shopify อัตโนมัติ ผมปลื้มระบบแบบนี้มากจริง ๆ”
บริการคลังสินค้า
Printful มีบริการคลังสินค้าที่สะดวกสบาย ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถฝากเก็บสินค้าทั้งหมดไว้ในศูนย์ของบริษัทได้โดยตรง ค่าฝากเก็บสินค้าอยู่ที่ประมาณ 80 เซนต์ ถึง $1.60 ต่อหนึ่งตารางฟุต (ประมาณ 29–58 บาท/ตารางฟุต) และมีค่าขั้นต่ำบังคับที่ $150 ต่อเดือน (ประมาณ 5,400 บาท/เดือน) โดยค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียวนี้ครอบคลุมการใช้งานคลังสินค้าทุกแห่งของ Printful
ในขณะที่ Printify เองไม่ได้มีบริการคลังสินค้าโดยตรง ผู้ใช้งาน Printify จะต้องติดต่อและตกลงเรื่องการฝากเก็บสินค้ากับโรงพิมพ์พาร์ตเนอร์แต่ละเจ้าเอง ซึ่งค่าบริการอาจแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการแต่ละราย และหากคุณทำงานร่วมกับโรงพิมพ์หลายเจ้า ก็อาจต้องจ่ายค่าฝากเก็บหลายส่วนพร้อมกัน
ความเร็วและพื้นที่จัดส่ง
Printful ระบุระยะเวลาการผลิตสินค้าไว้ที่ประมาณ 2–5 วัน ส่วนกระบวนการผลิตของ Printify จะช้ากว่านิดหน่อย โดยระยะเวลาที่บริษัทแจ้งไว้อยู่ที่ประมาณ 2–7 วัน แต่เวลาจริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากต้องพึ่งพาเครือข่ายโรงพิมพ์ที่กระจายอยู่หลายแห่ง นอกจากดูความเร็วเฉลี่ยของ Printify แล้ว เจ้าของธุรกิจยังสามารถตรวจสอบสถานะและความเร็วของโรงพิมพ์พาร์ตเนอร์ที่เลือกใช้งานได้ด้วย
ทั้ง Printful และ Printify ต่างก็รับจัดส่งออเดอร์ทั่วสหรัฐอเมริกา และมีบริการจัดส่งระหว่างประเทศเช่นกัน สำหรับ Printful ระบบจะส่งออเดอร์ไปยังศูนย์ฟูลฟิลเมนต์ที่อยู่ใกล้ปลายทางมากที่สุดโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งได้ ความใกล้ของศูนย์ผลิตกับที่อยู่ลูกค้าช่วยให้ของถึงเร็วขึ้น เจ้าของธุรกิจสามารถใช้เครื่องคำนวณค่าจัดส่งของ Printful เพื่อดูอัตราค่าจัดส่งที่แน่นอนของสินค้าแต่ละชิ้นได้ ส่วนฝั่ง Printify การคาดเดาค่าจัดส่งจะทำได้ยากกว่า เพราะโรงพิมพ์พาร์ตเนอร์แต่ละเจ้าเรียกเก็บค่าจัดส่งไม่เท่ากัน
คำถามที่พบบ่อย Printful vs. Printify
Printful มีค่าบริการรายเดือนหรือไม่?
Printful มีทั้งแพ็กเกจฟรีและแพ็กเกจแบบเสียเงิน แพ็กเกจ Printful Growth มีค่าใช้จ่าย $25 ต่อเดือน (ประมาณ 900 บาท/เดือน) สิทธิประโยชน์ของแพ็กเกจพรีเมียมของ Printful ได้แก่ ส่วนลดค่าสินค้าสูงสุด 33% ส่วนลดเพิ่มอีก 5% สำหรับการสั่งสินค้าตัวอย่าง และสามารถสร้างหน้าร้านได้ไม่จำกัดจำนวน
คุณสามารถหาเงินจาก Printful ได้หรือไม่?
ได้ เจ้าของธุรกิจสามารถสร้างรายได้จาก Printful ได้ หากตั้งราคาสินค้าอย่างมีกลยุทธ์ ออกแบบสินค้าให้น่าสนใจ และทำการตลาดอย่างเหมาะสม การคำนวณอัตรากำไรให้เพียงพอถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ Print-on-Demand ให้มีกำไรจริง
Printful หรือ Printify แบบไหนเหมาะกับธุรกิจ Print-on-Demand ของคุณมากกว่า?
Printful และ Printify เป็นสองผู้ให้บริการ Print-on-Demand ชั้นนำในสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไป Printify จะมีต้นทุนถูกกว่าและมีช่วงสินค้าให้เลือกกว้างกว่า ส่วน Printful เด่นด้านคุณภาพงานพิมพ์ที่สูงกว่า และมีระบบควบคุมคุณภาพที่ดีกว่า


