ทุกวันนี้ผู้ซื้อใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากกว่าวันละ 2 ชั่วโมง โดยมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ของแบรนด์ และโฆษณาต่างๆ โดยธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถใช้ฟีเจอร์ต่างๆ บนแพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียเหล่านี้เพื่อทำการตลาดและขายสินค้าให้กับผู้ซื้อด้วยการเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง
คาดการณ์ว่าการขายของบนโซเชียลมีเดียจะคิดเป็น 20% ของยอดขายอีคอมเมิร์ซทั้งหมดในปีนี้ โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ซื้อแบบธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ก็ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อ
ในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้ประโยชน์ของการขายของบนโซเชียล รวมถึงแพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียที่มีให้บริการบน Shopify
การขายของบนโซเชียลมีเดียคืออะไร?
การขายของบนโซเชียลมีเดียเป็นกลยุทธ์การขายที่เกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเป้าหมายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง และการสร้างความสัมพันธ์ ตัวอย่างของแพลตฟอร์มขายของบนโซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook, Instagram, LinkedIn, TikTok, Pinterest และ YouTube
การขายของบนโซเชียลมีเดียแตกต่างจากการโฆษณาและการขายแบบดั้งเดิม โดยส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างธุรกิจและลูกค้า การขายของบนโซเชียลมีเดียจะเกี่ยวข้องกับการโพสต์ การตอบความคิดเห็น และการขายผ่านไลฟ์สด เพื่อสร้างความไว้วางใจกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ
ลักษณะของการขายของบนโซเชียลมีเดีย
เริ่มต้นด้วยการสร้างบัญชีแบรนด์ของคุณบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุด หรืออาจลองร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ในกลุ่มเป้าหมายของคุณที่มีผู้ติดตามอยู่แล้ว
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการขายของบนโซเชียลมีเดียคือการสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม คอนเทนต์ของคุณควรแสดงให้เห็นว่าธุรกิจของคุณมีมุมมองและค่านิยมเดียวกับลูกค้า จำไว้ว่าไม่ใช่แค่การโพสต์ แต่ต้องมีส่วนร่วมด้วย โดยเข้าร่วมการสนทนา ติดตามเทรนด์ และตอบข้อความโดยตรงเพื่อให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจลูกค้าเสมอ
เป้าหมายของคุณควรเป็นการสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ การขายของบนโซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่การสร้างยอดขาย แต่ยังเป็นเรื่องของการสร้างโอกาสในการขายและการเติบโตของแบรนด์ในวงกว้างด้วย
การขายของบนโซเชียลมีเดียมีประสิทธิภาพเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจดรอปชิป ซึ่งคุณสามารถเน้นไปที่การตลาดและความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องจัดการคลังสินค้า เนื่องจากดรอปชิปจะช่วยให้คุณทดสอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและปรับเปลี่ยนตามเทรนด์โซเชียลมีเดีย คุณจึงสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายของคุณบนแพลตฟอร์มต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ประโยชน์ของการขายของบนโซเชียลมีเดียมีอะไรบ้าง?
นี่คือ 3 ประโยชน์หลักๆ ในการขายของบนโซเชียลมีเดีย
1. การขายของบนโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ
ผู้ซื้อ (โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่) ที่ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นนั้นมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่โพสต์บนแพลตฟอร์มเหล่ากว่า และพวกเขายังมีแนวโน้มที่จะมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการขายของบนโซเชียลมีเดียจึงเป็นช่องทางการขายที่น่าเชื่อถือสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้
2. ช่วยให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของคุณ
หัวใจสำคัญของการขายของบนโซเชียลมีเดียคือการฟังเสียงจากโซเชียลมีเดีย (Social Listening) ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบโซเชียลมีเดียเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความชอบและพฤติกรรมของลูกค้าให้มากขึ้น ทีมการตลาดจะตรวจสอบว่าผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับโพสต์ในโซเชียลอย่างไร และเนื้อหาใดได้รับความสนใจในกระทู้แสดงความคิดเห็น
ทีมขายสามารถตรวจสอบการสนทนาบนสาธารณะเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณเพื่อหาโอกาสในการเข้าร่วมการสนทนา หากผู้ใช้รายงานปัญหาหรือมีคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณอาจสามารถช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ได้
ถึงแม้การสนทนาในโซเชียลมีเดียจะไม่พูดถึงธุรกิจของคุณโดยตรง การฟังเสียงจากโซเชียลมีเดียอย่างตั้งใจก็เป็นวิธีหนึ่งในการตามทันประเด็นที่กำลังมาแรง และให้ตัวเลือกในการปรากฏในไทม์ไลน์ของผู้ใช้ นี่เป็นวิธีที่ดีในการสร้างกลยุทธ์การขายของบนโซเชียลมีเดีย เพราะคุณรู้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณต้องการอะไร
💡 หากคุณมีผู้ติดตามโซเชียลมีเดียที่มีส่วนร่วม ทำไมไม่ถามความคิดเห็นของพวกเขาโดยตรงเลยล่ะ? แพลตฟอร์มโซเชียลส่วนใหญ่มีเครื่องมือสำรวจที่คุณสามารถใช้เพื่อวัดความสนใจของลูกค้าต่อการอัปเดตผลิตภัณฑ์หรือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายของบนโซเชียลมีเดียของคุณได้
3. สร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณ
ไม่ว่าคุณจะโปรโมตบริษัทหรือแบรนด์ส่วนตัว การขายของบนโซเชียลมีเดียช่วยให้คุณวางแผนระยะยาวและสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายของคุณได้
ทั้งบุคคลทั่วไปและลูกค้า B2B ต่างก็ชอบผู้ค้าปลีกที่พวกเขามีความสัมพันธ์ดีอยู่แล้ว เริ่มต้นด้วยการโพสต์เนื้อหาที่มีความหมายและมีส่วนร่วมในการสนทนาอย่างจริงใจ เมื่อทำไปเรื่อยๆ คุณจะสร้างชื่อเสียงที่ดีในหมู่กลุ่มเป้าหมายของคุณได้
วิธีใช้แพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายของบนโซเชียลมีเดีย
ค้นหากลุ่มเป้าหมายของคุณ
ก่อนที่จะเริ่มโพสต์หรือมีส่วนร่วม จะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าคุณกำลังพยายามเข้าถึงใคร โดยถามตัวเองดูว่า
- ลูกค้าในอุดมคติของคุณคือใคร?
- พวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง?
- พวกเขาใช้เวลาออนไลน์อยู่ที่ไหน?
การขายของบนโซเชียลมีเดียจะได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณเน้นไปที่กลุ่มคนที่ต้องการสิ่งที่คุณนำเสนอ ตัวอย่างเช่น หากคุณขายซอฟต์แวร์ B2B ช่องทาง LinkedIn อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากแบรนด์ของคุณเน้นงานภาพ ช่องทาง Instagram หรือ Pinterest ก็อาจเหมาะกว่า
ใช้เวลาในการค้นคว้า ศึกษาบทสนทนาในวงการของคุณ และปรับปรุงข้อความตามสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ ยิ่งคุณระบุกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายต่อการสานสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างมีความหมายมากขึ้น
สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจ
ผู้คนไม่ได้เข้ามาใช้โซเชียลมีเดียเพื่อถูกขายของ พวกเขาเข้ามาเพื่อเรียนรู้ หาความบันเทิง และการเชื่อมต่อ เนื้อหาของคุณควรสอดคล้องกับกระแสเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็วางตำแหน่งตัวเองอย่างแนบเนียนในฐานะผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ
นี่คืออรูปแบบที่น่าลองใช้เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระตุ้นการมีส่วนร่วม
- ข้อมูลเชิงลึกในวงการ อธิบายเทรนด์และข่าวสารต่างๆ ในภาษาที่กลุ่มเป้าหมายของคุณเข้าใจและนำไปใช้ได้
- เรื่องราวส่วนตัว บอกเล่าความท้าทายและบทเรียนที่คุณได้เรียนรู้
- เบื้องหลังการทำงาน แสดงกระบวนการทำงาน แนะนำสมาชิกในทีม หรือเปิดเผยวิธีการผลิตสินค้า
- เรื่องราวความสำเร็จของลูกค้า ผลลัพธ์ที่แท้จริงนั้นสำคัญกว่าคำสัญญา (อย่าลืมขออนุญาตลูกค้าก่อน)
แต่ละแพลตฟอร์มก็ชื่นชอบรูปแบบที่แตกต่างกัน และผู้ชมของคุณก็ดูคอนเทนต์ในหลากหลายวิธี ให้ทดลองใช้คอนเทนต์ประเภทต่างๆ เพื่อดูว่าแบบไหนที่ดึงดูดความสนใจผู้ชมได้ดีที่สุด
- ข้อความสั้น กระชับ สำหรับเคล็ดลับและคำถามด่วน
- เนื้อหาวิดีโอ สำหรับการสาธิตหรือข้อความส่วนตัว
- ภาพสไลด์ สำหรับคำแนะนำทีละขั้นตอนหรือหลายประเด็น
- แบบสำรวจและคำถาม เพื่อรวบรวมความคิดเห็นโดยตรงและเพิ่มการมีส่วนร่วม
- การถ่ายทอดสด เพื่อตอบคำถามและแสดงความเชี่ยวชาญของคุณแบบเรียลไทม์
สร้างความสัมพันธ์
การขายของบนโซเชียลมีเดียเป็นเกมแห่งการให้และการรับ คุณไม่ควรส่งข้อความขายสินค้าไปรบกวนกลุ่มเป้าหมายมากเกินไป แต่ควรเน้นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการชวนสนทนาและมีส่วนร่วมในบทสนทนาอย่างจริงใจ
นี่คือตัวอย่างไอเดียที่คุณควรลองใช้
- ตั้งคำถามกระตุ้นความคิดที่เกี่ยวข้องกับวงการของคุณ
- แบ่งปันความคิดเห็นที่อาจขัดแย้ง (แต่เป็นมืออาชีพ) และขอคำติชม
- สร้างแบบสำรวจเกี่ยวกับความท้าทายทั่วไปที่กลุ่มเป้าหมายของคุณเจอ
- แท็กผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้องเมื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่อาจเป็นประโยชน์ แต่ควรทำอย่างระมัดระวังและจริงใจ
- แชร์รูปภาพและวิดีโอที่กลุ่มเป้าหมายของคุณแชร์ (โดยต้องขออนุญาตก่อน)
ใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์และข้อมูลเชิงลึก
แพลตฟอร์มโซเชียลส่วนใหญ่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลในตัว ซึ่งจะแสดงให้คุณเห็นว่าโพสต์ใดได้รับการมีส่วนร่วมมากที่สุด ข้อความใดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และกลุ่มเป้าหมายของคุณใช้แพลตฟอร์มใดมากที่สุด
ใช้ข้อมูลนี้เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณ หากผู้คนมีส่วนร่วมกับเนื้อหาวิดีโอของคุณมากกว่า ให้โพสต์วิดีโอมากขึ้น หากข้อความส่วนตัวของคุณนำไปสู่ยอดขาย ให้เพิ่มการติดต่อสื่อสารเป็นสองเท่า ติดตามแนวโน้ม ทดสอบรูปแบบเนื้อหาที่แตกต่างกัน และปรับเปลี่ยนตามสิ่งที่ได้ผลดีที่สุด
10 สุดยอดแพลตฟอร์มขายของบนโซเชียลมีเดียที่มีให้ใช้บน Shopify
- TikTok
- Facebook & Instagram
- CED
- InstaShop
- Google & YouTube
- Instafeed
- Sales Navigator
- Live & Shoppable Videos
- TagEmbed
นี่คือ 10 แพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียยอดนิยมบน Shopify App Store ที่สามารถผสานการทำงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคุณได้
1. TikTok
ใช้แอป TikTok สำหรับ Shopify ที่พัฒนาโดย TikTok เพื่อโปรโมตแฮชแท็ก #TikTokMadeMeBuyIt ใช้แอปนี้ในการสร้างและจัดการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม และซิงค์ร้านค้า Shopify ของคุณกับกิจกรรมบน TikTok Shop ซึ่งเป็นเครื่องมือการขายภายในของแพลตฟอร์ม
ราคา: ติดตั้งฟรี ติดตั้งฟรี จ่ายเฉพาะค่าโฆษณาที่คุณลงเท่านั้น
2. Facebook & Instagram
แอป Facebook & Instagram อย่างเป็นทางการสำหรับ Shopify ช่วยให้คุณเชื่อมต่อร้านค้าของคุณกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งสอง และจัดการคำสั่งซื้อจากแดชบอร์ดผู้ดูแลระบบ Shopify ของคุณ คุณสามารถตั้งค่าการช้อปปิ้งภายในแอป (รวมถึงการชำระเงิน) เพิ่มพิกเซลติดตามข้อมูล และสร้างโฆษณา แอปนี้ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพื่อช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งของคุณ
ราคา: ติดตั้งฟรี จ่ายเฉพาะค่าโฆษณาที่คุณลงเท่านั้น
3. CED
CED - Facebook Feed & Ads โดย CedCommerce เป็นแอปพลิเคชันจากผู้พัฒนาภายนอกที่ได้รับความนิยมใน Shopify App Store แอปนี้ช่วยซิงค์ร้านค้า Shopify ของคุณกับ Facebook, Instagram และเว็บไซต์โซเชียลอื่นๆ โดยใช้ประโยชน์จากการรวมการขายข้ามสองแพลตฟอร์มของ Meta แอปนี้ช่วยให้คุณทำทุกอย่างได้ ตั้งแต่การวางแผนแคมเปญการตลาดและการรวบรวมข้อมูล ไปจนถึงการดำเนินการขายและการตรวจสอบสินค้าคงคลัง
ราคา: อัปโหลดสินค้าได้สูงสุด 100 รายการไปยัง Facebook Catalog ได้ฟรี แผนแบบชำระเงินที่มีรายการสินค้ามากกว่านั้นเริ่มต้นที่เดือนละ 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 310 บาท)
4. InstaShop
InstaShop Instagram & Facebook โดย DolphinSuite เป็นเครื่องมือจากผู้พัฒนาภายนอกที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าและชำระเงินได้โดยไม่ต้องออกจาก Instagram และ Facebook เมื่อขายบน Instagram คุณสามารถใช้แอปนี้เพื่อเพิ่มคำกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ (Call-To-Action) ในโพสต์ของคุณ กำหนดเวลาโพสต์ และตั้งค่าการตอบกลับอัตโนมัติ
ราคา: ติดตั้งโปรแกรมกำหนดเวลาโพสต์ที่ซื้อสินค้าได้ฟรี สำหรับโพสต์และสตอรี่ที่ซื้อสินค้าได้ แผนแบบชำระเงินเริ่มต้นที่เดือนละ 10 ดอลลาร์ (ประมาณ 310 บาท)
5. Pinterest
แอป Shopify อย่างเป็นทางการของ Pinterest ช่วยให้คุณเชื่อมต่อบัญชี Pinterest กับร้านค้า Shopify ของคุณและโพสต์สินค้า (Pin) ซึ่งเป็นโฆษณาแบบบูรณาการของแพลตฟอร์ม คุณสามารถซิงค์แคตตาล็อกสินค้าทั้งหมดของคุณผ่านการเชื่อมต่อนี้เพื่อให้สินค้าทุกชิ้นสามารถโพสต์ลง Pinterest ได้
ราคา: ติดตั้งง่าย ฟรี จ่ายเฉพาะค่าโฆษณาที่คุณลงเท่านั้น
6. Google & YouTube
Google & YouTube โดย Google เป็นแอปพลิเคชันสำหรับ Shopify ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการขายของบนโซเชียลมีเดีย ทั้งบน Google Search และวิดีโอ YouTube โดยใช้แอปนี้ สินค้าจากร้านค้า Shopify ของคุณจะซิงค์กับ Google for Retail เพื่อให้สามารถแสดงในรายการสินค้าของ Google Shopping และใต้คลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องได้
ราคา: ติดตั้งฟรี จ่ายเฉพาะค่าโฆษณาที่คุณลงเท่านั้น
7. Instafeed
Instafeed โดย Mintt Studio ช่วยให้คุณโพสต์คอนเทนต์จากร้านค้า Shopify ของคุณลงบน Instagram ได้อย่างหลากหลาย คุณสามารถใช้ Instagram Reels, วิดีโอ หรือภาพนิ่งเพื่อสร้างฟีด Instagram ที่สามารถซื้อสินค้าได้
ราคา: ติดตั้งฟรี แผนแบบชำระเงินเริ่มต้นที่เดือนละ 6 ดอลลาร์ (ประมาณ 186 บาท) และช่วยให้คุณสามารถติดแท็กสินค้าและคอลเลกชัน รวมถึงฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย
8. Sales Navigator
Sales Navigator โดย LinkedIn ให้คุณเข้าถึง Social Selling Index ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างโปรไฟล์เฉพาะของ LinkedIn สำหรับสำรวจฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ของพนักงานและบริษัทต่างๆ
ราคา: ติดต่อ LinkedIn เพื่อขอทดลองใช้งานหรือเริ่มต้นทดลองใช้ฟรี
9. Live & Shoppable Videos
แอป Live & Shoppable Videos: Ch.io โดย Channelize.io ผสานรวมการช้อปปิ้งสดและวิดีโอซื้อสินค้าเข้ากับร้านค้า Shopify โดยตรง สร้างการมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า แอปนี้มีฟังก์ชั่นถ่ายทอดสดไปยังช่องทางโซเชียลมีเดีย รูปแบบวิดีโอที่ปรับแต่งได้ และการวิเคราะห์โดยละเอียดเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อ
ราคา: แผนเริ่มต้นที่เดือนละ 97 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,005 บาท) หลังจากทดลองใช้ฟรี 14 วัน
10. TagEmbed
แทนที่จะนำร้านค้า Shopify ของคุณไปสู่โซเชียลมีเดีย คุณสามารถเพิ่มเนื้อหาโซเชียลลงในร้านค้าออนไลน์ของคุณด้วย Google Reviews & Social Proof จาก TagEmbed แอปนี้ช่วยให้คุณฝังฟีดโซเชียลมีเดียและรีวิวจากลูกค้าของ Google ลงในเว็บไซต์ของคุณเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทางสังคม
ราคา: แผนฟรีรองรับหนึ่งฟีดและห้าแหล่งที่มา แผนแบบชำระเงินเริ่มต้นที่เดือนละ 11 ดอลลาร์ (ประมาณ 341 บาท) และมีฟังก์ชันการทำงานมากกว่า
วิธีเลือกแพลตฟอร์มขายของบนโซเชียลมีเดียที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
การเลือกใช้แพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้นดูน่าดึงดูดใจ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจ หรือวิธีการขายของคุณเสมอไป นี่คือวิธีเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ประเมินตลาดเป้าหมาย
ก่อนที่คุณจะไปดูฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์ม ให้เริ่มต้นจากพื้นฐานและถามตัวเองว่า “ลูกค้าของคุณใช้เวลาอยู่ที่ไหน” แพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียที่ดีที่สุดคือแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของคุณใช้งานและมีส่วนร่วมอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา
- B2B กับ B2C: ถ้าคุณขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่น LinkedIn อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าคุณเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป Instagram, Facebook หรือ TikTok อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
- กลุ่มประชากร: แพลตฟอร์มต่างๆ ดึงดูดกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน หากกลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นคนรุ่นใหม่ TikTok และ Instagram อาจดีกว่า Facebook แต่ถ้าคุณขายสินค้าให้กับมืออาชีพ LinkedIn คือตัวเลือกที่ชัดเจน
- พฤติกรรมการซื้อ: ลูกค้าของคุณชอบค้นคว้าข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อหรือไม่? พวกเขาอาจมีส่วนร่วมกับเนื้อหาแบบยาวบน LinkedIn หรือ YouTube มากกว่า หรือพวกเขาเป็นผู้ซื้อแบบฉับพลัน? Instagram และ TikTok สามารถกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวดเร็วด้วยวิดีโอสั้นๆ ที่น่าสนใจ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการหาคำตอบนี้คือ ถามลูกค้าว่าพวกเขาใช้เวลาออนไลน์อยู่ที่ไหน ตรวจสอบข้อมูลวิเคราะห์โซเชียลมีเดียที่มีอยู่ และดูว่าคู่แข่งของคุณได้รับการมีส่วนร่วมจากแพลตฟอร์มใดบ้าง
ประเมินฟีเจอร์ของแพลตฟอร์ม
เมื่อคุณรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ที่ไหน คุณก็สามารถพิจารณาได้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มนำเสนออะไรบ้าง ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มการขายของบนโซเชียลมีเดียจะมีฟีเจอร์เหมือนกัน ดังนั้นคุณต้องหาแพลตฟอร์มที่ตรงกับความต้องการเฉพาะของคุณ เราอยากให้คุณพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
- โพสต์ที่ซื้อสินค้าได้และการขายตรง Instagram, Facebook และ TikTok ต่างก็มีฟีเจอร์การซื้อสินค้าในตัว หากคุณต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้าโดยตรงจากโพสต์ของคุณ สิ่งเหล่านี้จึงคุ้มค่าที่จะพิจารณา
- การส่งข้อความและการสร้างความสัมพันธ์ LinkedIn และ Facebook เหมาะสำหรับการติดต่อสื่อสารและการสร้างเครือข่ายโดยตรง ในขณะที่ข้อความส่วนตัวใน Instagram และการผสานรวม WhatsApp สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้
- การโฆษณาและการกำหนดเป้าหมาย บางแพลตฟอร์มมีการกำหนดเป้าหมายโฆษณาที่ดีกว่าแพลตฟอร์มอื่น Facebook และ Instagram มีเครื่องมือโฆษณาที่ทรงพลัง ในขณะที่ LinkedIn เหมาะสำหรับการสร้างลูกค้าเป้าหมายแบบ B2B โฆษณา TikTok อาจเหมาะสำหรับการสร้างการรับรู้แบรนด์ แต่อาจไม่สามารถกระตุ้นยอดขายโดยตรงได้ง่ายนัก
- รูปแบบเนื้อหา หากคุณสร้างเนื้อหาเชิงลึกแบบยาว LinkedIn หรือ YouTube จะเหมาะสมกว่า TikTok หากคุณถนัดเนื้อหาวิดีโอสั้น ๆ ที่น่าสนใจ TikTok และ Instagram Reels จะเหมาะสมกว่า
พิจารณาเป้าหมายของแบรนด์
ถ้าคุณกำลังมองหาช่องทางเพิ่มการมองเห็น เพิ่มยอดขาย หรือสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า เป้าหมายของคุณจะส่งผลต่อการเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุด
หากคุณต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างรวดเร็ว หากคุณต้องการเพิ่มยอดขายโดยตรง Instagram Shopping, Facebook Marketplace และ TikTok Shop จะช่วยให้คุณขายสินค้าได้โดยตรงจากคอนเทนต์ของคุณ หากคุณต้องการดูแลลูกค้าเป้าหมาย LinkedIn, Facebook Groups และ Instagram DM จะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์และสร้างความสนิทสนมกับลูกค้าที่มีศักยภาพ
วิเคราะห์กลยุทธ์ของคู่แข่ง
คุณไม่จำเป็นต้องคิดค้นสิ่งใหม่ทั้งหมด ลองดูสิ่งที่ได้ผลดีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมของคุณสิ
- คู่แข่งของคุณใช้แพลตฟอร์มใดบ้าง? หากคู่แข่งรายใหญ่ทุกรายประสบความสำเร็จอย่างมากบน Instagram แต่ละเลย LinkedIn นั่นบ่งบอกอะไรบางอย่าง
- เนื้อหาประเภทใดที่ได้รับความสนใจ? โพสต์ของพวกเขาได้รับความคิดเห็นและการแชร์หรือไม่ หรือส่วนใหญ่ถูกมองข้าม? การมีส่วนร่วมสูงหมายความว่าแพลตฟอร์มนั้นได้ผลสำหรับพวกเขา
- พวกเขาใช้โฆษณาแบบเสียเงินหรือไม่? หากคู่แข่งของคุณลงโฆษณาจำนวนมากบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง พวกเขาน่าจะทดสอบแล้วและพบว่ามันคุ้มค่า
- คุณสามารถเติมเต็มช่องว่างใดได้บ้าง? บางทีทุกคนในตลาดของคุณอาจมุ่งเน้นไปที่ Instagram แต่ LinkedIn มีคู่แข่งน้อยกว่า นั่นอาจเป็นโอกาสที่ดี
การศึกษาว่าอะไรได้ผล (หรือไม่ได้ผล) สำหรับผู้อื่น จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองผิดลองถูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแพลตฟอร์มขายของบนโซเชียลมีเดีย
การขายของบนโซเชียลมีเดียเหมือนกับ MLM (การตลาดแบบหลายระดับ) หรือไม่?
ไม่เหมือน การขายของบนโซเชียลมีเดียและการตลาดแบบหลายระดับ (MLM) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การขายของบนโซเชียลมีเดียคือการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความสัมพันธ์และขายสินค้าโดยตรงให้กับลูกค้า ในขณะที่การตลาดแบบหลายระดับอาศัยการชักชวนผู้อื่นเข้าร่วมเครือข่ายการขายเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใช้มากที่สุดอันดับ 1 คืออะไร?
Facebook เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดทั่วโลกจากข้อมูลปี 2024 โดยมีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า 3,000 ล้านคน อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, Instagram และ TikTok กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชมอายุน้อย
ตัวอย่างของการขายของบนโซเชียลมีอะไรบ้าง?
การขายของบนโซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบหนึ่งของการขายออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เมื่อคุณขายของบนโซเชียลมีเดีย คุณยังสามารถใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ของคุณและดึงดูดลูกค้าเป้าหมายไปยังเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย
คนเราจะเริ่มขายของบนโซเชียลมีเดียได้อย่างไร?
เริ่มต้นการขายของบนโซเชียลมีเดียด้วยการสร้างบัญชีธุรกิจบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และ LinkedIn หลายแพลตฟอร์มอนุญาตให้คุณขายสินค้าได้โดยตรง แต่คุณยังสามารถเลือกที่จะแนะนำลูกค้าไปยังเว็บไซต์ของคุณเองได้ เครื่องมือการขายของบนโซเชียลมีเดียจะผสานรวมร้านค้าออนไลน์ของคุณกับช่องทางการขายของบนโซเชียลมีเดีย ทำให้คุณสามารถจัดการทุกอย่างได้จากที่เดียว
การขายของบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวข้องกับการโพสต์เนื้อหาที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณอย่างสม่ำเสมอ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในกระทู้ ตอบข้อความส่วนตัว และร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อโปรโมตสินค้าของคุณ หากคุณสนใจที่จะขายโดยไม่ต้องจัดการคลังสินค้า ลองเริ่มต้นธุรกิจดรอปชิปที่คุณสามารถโปรโมตผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้
5C ของการขายของบนโซเชียลมีเดียคืออะไร?
5C ของการขายของบนโซเชียลมีเดียคือ
- Create - สร้าง: สร้างแบรนด์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์ของคุณ นี่คือขั้นตอนแรกในการดึงดูดลูกค้าเป้าหมายมายังโปรไฟล์ของคุณ
- Connect - เชื่อมต่อ: มีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดียของแพลตฟอร์มเองหรือของบุคคลที่สามเพื่อค้นหาลูกค้าเป้าหมาย ผู้มีอิทธิพล และบัญชีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- Content - เนื้อหา: แบ่งปันเนื้อหาที่มีคุณค่าและเกี่ยวข้อง การสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของคุณในสาขาของคุณ
- Converse - สนทนา: โต้ตอบกับผู้ติดตามของคุณโดยการตอบความคิดเห็น ตอบคำถาม และเข้าร่วมการสนทนา ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภค
- Convert - เปลี่ยน: เปลี่ยนปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียให้เป็นยอดขาย เมื่อคุณสร้างความสัมพันธ์และสร้างความไว้วางใจแล้ว ให้แนะนำลูกค้าเป้าหมายของคุณผ่านช่องทางการขายของคุณ


