ผู้ค้าส่งเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจอย่างมาก เพราะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการส่งสินค้าให้ตรงเวลา แข่งขันด้านราคาได้ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว
เมื่อธุรกิจมีผู้ค้าส่งหรือซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถืออยู่เบื้องหลัง คุณจะสามารถลดต้นทุนการจัดส่ง ตั้งราคาสินค้าได้แข่งขันมากขึ้น และจัดการคำสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวได้ว่าคุณภาพของธุรกิจในระยะยาว ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกผู้ค้าส่งที่เหมาะสม
คอนเทนต์ในหน้านี้จะพาไปรู้จักซัพพลายเออร์ขายส่งชั้นนำ 15 ราย พร้อมวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ เพื่อช่วยให้คุณเลือกแหล่งซื้อสินค้าที่เหมาะกับตลาด กลุ่มลูกค้า และกำไรที่ต้องการในฐานะรีเซลเลอร์ได้ง่ายขึ้น
ผู้ค้าส่งคืออะไร
ผู้ค้าส่ง คือคนกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้ขายต่อ โดยจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตครั้งละมากๆ แล้วนำมาขายต่อให้ธุรกิจอื่นในราคาที่สูงขึ้น แต่ยังไม่สูงเท่าราคาขายปลีก
การร่วมงานกับร้านค้าส่งมีข้อดีหลายอย่างสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เพราะคุณไม่ต้องติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง และไม่ต้องสั่งสินค้าล็อตใหญ่เองเพื่อให้ได้ราคาส่ง จนต้องหาที่เก็บสต็อกส่วนเกิน ผู้จัดจำหน่ายจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้
ประเภทของผู้ค้าส่ง
ผู้ค้าส่งไม่ได้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด โดยทั่วไปแบ่งได้ ดังนี้
- ผู้ค้าส่งเฉพาะทางหรือตามนิช ขายสินค้าเพียงประเภทเดียว เช่น เครื่องสำอาง อาหาร หรือเวชภัณฑ์
- ร้านค้าส่งสินค้าทั่วไป เป็นฝั่งตรงข้าม คือขายสินค้าขายส่งหลากหลายหมวดหมู่ ตัวอย่างเช่น Costco
- ผู้ค้าส่งระดับภูมิภาค ให้บริการธุรกิจในพื้นที่เฉพาะ เช่น ผู้ค้าส่งอาหารทะเลที่จัดหาสินค้าจากแหล่งท้องถิ่นและจำหน่ายให้ร้านอาหารในพื้นที่ใกล้เคียง
- มาร์เก็ตเพลสขายส่งออนไลน์ เปิดให้แบรนด์ต่างๆ มาขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ โดยไม่มีคลังสินค้าจริงให้รีเซลเลอร์เข้าไปเลือกซื้อ ผู้จัดจำหน่ายที่ใช้แพลตฟอร์มจะดูแลการขายกันเอง
ผู้จัดจำหน่ายบางรายอาจอยู่ได้มากกว่า 1 ประเภท เช่น Faire ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายเฉพาะทาง เน้นสินค้างานฝีมือ และดำเนินการผ่านออนไลน์ทั้งหมด จึงนับเป็นมาร์เก็ตเพลสขายส่งออนไลน์เฉพาะทางด้วย
5 ผู้ค้าส่งยอดนิยมที่ดีที่สุดในไทย
ข้ามขั้นตอนการหาข้อมูลได้ง่ายๆ ด้วยการดูแอปผู้ขายส่งดีๆ สำหรับร้าน Shopify
1. Faire
Faire เป็นมาร์เก็ตเพลสสมัยใหม่ที่เชื่อมร้านค้ากับซัพพลายเออร์ขายส่งกับธุรกิจขนาดเล็ก และเป็นแหล่งรวมแบรนด์งานแฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์มากกว่า 100,000 ราย ผ่าน Faire สามารถหาสินค้าได้ตั้งแต่ของแต่งบ้าน เครื่องประดับ เสื้อผ้า ไปจนถึงของขวัญ
มาร์เก็ตเพลสนี้ช่วยให้จัดการความสัมพันธ์กับผู้ขายได้จากที่เดียว อีกทั้งยังสามารถชำระค่าสินค้าคงคลังได้ภายใน 60 วันหลังสั่งซื้อ และคืนสินค้าได้ฟรีสำหรับออเดอร์แรกกับแต่ละแบรนด์ จึงเหมาะกับการทดลองสินค้าโดยมีความเสี่ยงต่ำ
เหมาะกับ ผู้ประกอบการที่อยากขายต่อสินค้าพิเศษแนวงานฝีมือจากธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ
2. IndiaMART
IndiaMART เป็นหนึ่งในมาร์เก็ตเพลสB2Bที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย มีผู้ขายมากกว่า 8.4 ล้านราย
แพลตฟอร์มนี้มีสินค้าหลายล้านรายการในหมวดสิ่งทอ อุปกรณ์อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงงานฝีมือ หากอยากหาสินค้าจากซัพพลายเออร์อินเดียในราคาคุ้มค่า IndiaMART ก็เป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ พร้อมระบบตรวจสอบซัพพลายเออร์ในตัว
เหมาะกับ การหาซัพพลายเออร์ที่ผ่านการตรวจสอบและตั้งอยู่ในอินเดีย
3. Shopify Collective
Shopify Collective เป็นเครือข่ายซัพพลายเออร์ฟรีที่เปิดให้ผู้ใช้ Shopify ที่มีสิทธิ์ สามารถขายสินค้าจากแบรนด์ Shopify อื่นได้โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า หลังจากเลือกดูสินค้าและคัดรายการที่อยากขายแล้ว Collective จะช่วยให้ติดต่อซัพพลายเออร์และนำเข้ารายการสินค้าเข้าร้านได้ง่าย
ตอนลูกค้าชำระเงิน Collective จะคำนวณค่าจัดส่งและส่งออเดอร์ไปยังซัพพลายเออร์เพื่อจัดส่งตรงถึงลูกค้า สามารถค้นหาสินค้าหลายพันรายการในหมวดต่างๆ เช่น เสื้อผ้าขายส่ง บิวตี้ ของใช้ในบ้าน อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ โดยมาร์จิ้นมักอยู่ที่ 20% ถึง 50%
ปัจจุบันเปิดให้ใช้งานกับร้าน Shopify ในสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนด และรองรับการจัดส่งทั่วโลก พร้อมเชื่อมต่อกับสินค้าคุณภาพสูงจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ
เหมาะกับ แบรนด์บน Shopify ที่อยากขยายแคตตาล็อกสินค้าโดยไม่ต้องจัดการสต็อกเอง
4. Costco
Costco เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ขายส่งรายใหญ่ของโลก ซื้อสินค้าทั่วไปจากผู้ผลิตโดยตรง แล้วขายต่อแบบยกล็อตให้ลูกค้าธุรกิจ สามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากกว่า 4,000 SKU ในหลายหมวด ตั้งแต่ของแต่งบ้านไปจนถึงสินค้าอาหาร ทั้งทางออนไลน์หรือที่สาขากว่า 900 แห่ง ทั่วโลก เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว
เหมาะกับ สินค้าทั่วไปสำหรับร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร
5. Petra
Petra เป็นผู้ค้าส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นแหล่งหาสมาร์ทวอทช์ออกกำลังกาย โทรศัพท์มือถือ รวมถึงอุปกรณ์ครัวในราคาขายส่ง โดยมีสินค้าหลายพันรายการจากผู้ผลิต 500 ราย
เหมาะกับ รีเซลเลอร์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อยากขายเทคโนโลยีจากแบรนด์ดัง
ผู้ขายส่ง vs. ซัพพลายเออร์ดรอปชิป
ธุรกิจจำนวนมากมักเปรียบเทียบ 2 โมเดลการจัดหาสินค้านี้ เมื่อต้องตัดสินใจว่าต้องการใช้เงินลงทุนเท่าไร และอยากควบคุมสต็อกมากแค่ไหน
- ร้านค้าส่งจะขายสินค้าให้แบบยกล็อตในราคาส่วนลด จากนั้นร้านต้องเก็บ หยิบ แพ็ก และจัดส่งเอง หรือใช้บริการ 3PL
- ส่วนดรอปชิป ซัพพลายเออร์จะเก็บสต็อกไว้เอง และจัดการออเดอร์ทีละชิ้นภายใต้แบรนด์ของร้าน
มาดูข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละโมเดลกัน
ผู้ค้าส่ง
ข้อดี
- มาร์จิ้นดีกว่า เพราะซื้อได้ในราคายกล็อต
- ควบคุมแพ็กเกจจิ้ง ประสบการณ์แกะกล่อง รวมถึงบริการหลังการขายได้
- ส่งถึงลูกค้าได้เร็วขึ้น หากสต็อกอยู่ใกล้พื้นที่ลูกค้า
- สามารถจัดชุดสินค้า หรือทำไวท์เลเบลได้
ข้อจำกัด
- ต้องใช้เงินล่วงหน้า และมีจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) ซึ่งแต่ละรายต่างกันมาก
- ใช้เวลา onboarding นานกว่าสินค้าจะพร้อมขาย
- อาจมีต้นทุนการเก็บรักษาสินค้า หากถือสต็อกไว้นาน
ซัพพลายเออร์ดรอปชิป
ข้อดี
- เริ่มได้ด้วยต้นทุนไม่สูง จ่ายเมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อแล้วเท่านั้น
- เข้าถึงแคตตาล็อกสินค้าขนาดใหญ่ผ่านแอปดรอปชิป เช่น DSers สำหรับสินค้าจาก AliExpress หรือเลือกสินค้าคุณภาพสูงจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopify Collective
- ไม่ต้องมีคลังสินค้า ทีมงาน หรือแบกรับต้นทุนการจัดส่งเอง
- ขยายไปตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วยซัพพลายเออร์ในพื้นที่
ข้อจำกัด
- กำไรต่อชิ้นต่ำกว่า
- ควบคุมการตรวจคุณภาพหรือระยะเวลาขนส่งไม่ได้
- สร้างแบรนด์พรีเมียมได้ยากกว่า หากไม่ได้จัดการสินค้าด้วยตัวเองโดยตรง
วิธีคัดกรองผู้ค้าส่งรายใหม่
ไม่ใช่ผู้ค้าส่งทุกรายจะมีคุณภาพตามที่โฆษณาไว้ และสิ่งสุดท้ายที่ธุรกิจไม่อยากเจอคือปัญหาสินค้าคุณภาพต่ำ จัดส่งล่าช้า หรือบริการที่ไม่น่าเชื่อถือ การตรวจสอบร้านค้าส่งล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาเรื่องสต็อกสินค้า คุณภาพสินค้า และกระแสเงินสดในระยะยาว
โชคดีที่ปัจจุบันมีหลายวิธีในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์และร้านค้าส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับทั้งสินค้าคุณภาพและบริการที่ได้มาตรฐาน ลองใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้ก่อนเลือกทำงานกับผู้ค้าส่งรายใหม่
- ประเมินการดำเนินงานของผู้ค้าส่ง
- สั่งตัวอย่างสินค้า
- ลองสั่งออเดอร์เล็กๆ ก่อน
- ตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา
- ดูเอกสารและคุณสมบัติของธุรกิจ
1. ประเมินการดำเนินงานของผู้ค้าส่ง
ร้านค้าส่งที่ดีควรมีคลังสินค้าที่เป็นระบบ และมีวิธีจัดการสต็อกที่ชัดเจน
ควรตรวจสอบด้วยว่าผู้ค้าส่งจัดการขนส่งเอง หรือใช้บริการจากบริษัทขนส่งภายนอกที่น่าเชื่อถือ ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบสามารถใช้งานได้ แต่สิ่งสำคัญคือร้านค้าส่งต้องสามารถอธิบายกระบวนการจัดส่งและการจัดการสินค้าได้อย่างชัดเจน
หาเวลาคุยกับเซลส์เพื่อถามคำถามและทำความเข้าใจการทำงานให้ชัด เช่น
- ระยะเวลาจัดส่งเฉลี่ยนานแค่ไหน
- มีมาตรการควบคุมคุณภาพอะไรบ้าง
- รองรับกำลังการผลิตหรือปริมาณออเดอร์ได้สูงสุดเท่าไร
- อัตราคำสั่งซื้อที่จัดส่งถูกต้องมีเท่าไร
- ถ้าต้องการคืนสินค้า ต้องทำอย่างไร
2. สั่งตัวอย่างสินค้า
ขอตัวอย่างสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายมาสัก 2-3 ชิ้น แล้วประเมินคุณภาพก่อนสั่งล็อตใหญ่ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือย่อมเข้าใจว่าร้านต้องตรวจสอบคุณภาพก่อน
เมื่อตัวอย่างมาถึงแล้ว ให้เช็กทั้งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าอย่างละเอียด
- บรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพดีหรือไม่ และสามารถป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่งได้หรือไม่
- ตอนใช้งานจริงมีปัญหาหรือไม่
- มีฉลากหรือเครื่องหมายที่จำเป็นครบหรือไม่
- ถ้าเป็นสินค้าที่ซับซ้อน มีคู่มือมาด้วยไหม
ตอนเริ่มธุรกิจดีโอโดแรนต์ ผู้ก่อตั้ง Salt & Stone ก็หาตัวอย่างสินค้ามาทดลองก่อนตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์“เราทำตัวอย่างกันเป็นร้อยๆ ชิ้น ลองกันหลายรอบมาก ศึกษาส่วนผสมแต่ละตัวอย่างจริงจัง ดูว่าแหล่งวัตถุดิบมาจากไหน แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร พยายามทำความเข้าใจให้ลึกที่สุด จนกลายเป็นคนที่รู้เรื่องดีโอโดแรนต์และสูตรผลิตภัณฑ์จริงๆ และพยายามเรียนรู้ให้มากที่สุด” Nima Jalali ผู้ก่อตั้ง Salt & Stone กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ Shopify Masters
3. ลองสั่งออเดอร์เล็กๆ ก่อน
ลองสั่งซื้อสินค้าจากผู้ค้าส่งในปริมาณเล็กน้อยก่อน เพื่อดูว่าพวกเขาจัดการขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดีแค่ไหน ตั้งแต่การตอบกลับข้อความไปจนถึงการจัดส่งสินค้า
ระหว่างทดลองสั่งซื้อ ลองสังเกตและจดข้อมูลสำคัญเหล่านี้ไว้ โดยเฉพาะหากกำลังเปรียบเทียบผู้ค้าส่งหลายราย
- เมื่อคุณติดต่อไป ร้านตอบกลับเร็วแค่ไหน
- ผู้ค้าส่งข้อมูลติดตามพัสดุให้รวดเร็วหรือไม่
- สภาพพัสดุตอนมาถึงเป็นอย่างไร
- ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ผู้ค้าส่งจัดการอย่างไร
ควรบันทึกระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่สั่งซื้อจนถึงส่งมอบ เพื่อให้เห็นภาพว่าปกติแล้วต้องคาดหวังอะไรบ้าง และใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงได้เมื่อมีการสั่งซ้ำ
ตัวอย่างเช่น หากผู้ค้าส่งตอบกลับครั้งแรกภายใน 24 ชั่วโมง แต่พอเริ่มสั่งจริงกลับใช้เวลา 3 วันกว่าจะตอบ คุณอาจกำหนดเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาการตอบกลับไว้ในข้อตกลงการสั่งซื้อ โดยระบุความคาดหวังเรื่องเวลาตอบกลับ 24 ชั่วโมงไว้ให้ชัด
4. ตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา
ชื่อเสียงของผู้ขายส่งสินค้าบอกอะไรได้มากเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ
ผู้จัดจำหน่ายส่วนใหญ่มักแสดงรายชื่อลูกค้าหรือความสัมพันธ์กับลูกค้าไว้บนเว็บไซต์ มักอยู่ในหน้า About Us หรือ Who We Serve หากเป็นไปได้ ควรติดต่อสอบถามลูกค้าเดิมหรือพาร์ตเนอร์ของร้านค้าส่งโดยตรง เพื่อยืนยันว่าประสบการณ์การใช้งานจริงตรงกับรีวิวหรือคำรับรองที่แสดงไว้บนเว็บไซต์
อย่างไรก็ตาม รีวิวบนเว็บไซต์อาจมีการคัดเลือกเฉพาะด้านบวก ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น
- ค้นหาชื่อบริษัทบน Google แล้วต่อท้ายด้วยคำว่า “รีวิว”
- ค้นหาใน Better Business Bureau
- ดูฟอรัมในวงการหรือกระทู้บนพันทิป เพื่อหาประสบการณ์ลูกค้ารายอื่นๆ ที่เคยใช้ร้านค้าส่งเจ้านี้
5. ดูเอกสารและคุณสมบัติของธุรกิจ
ผู้ค้าส่งที่ถูกต้องตามกฎหมายควรมีการจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องครบถ้วน
ไม่จำเป็นต้องตรวจละเอียดเกินไป แต่ควรเช็กพื้นฐานให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย สถานที่ตั้งของธุรกิจต้องตรวจสอบได้ และควรพร้อมส่งเอกสารที่จำเป็นให้เมื่อคุณร้องขอ
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง ได้แก่
- ไม่มีที่อยู่ธุรกิจชัดเจน
- ใช้อีเมลส่วนตัวแทนอีเมลบริษัท
- คุณภาพตัวอย่างสินค้าไม่สม่ำเสมอ
- ราคาถูกผิดปกติจนน่าสงสัย
- สินค้าไม่มีฉลากหรือข้อมูลมาตรฐานที่จำเป็น
ข้อควรรู้สำคัญ หากคุณต้องการขายสินค้าจากแบรนด์ดัง พาร์ทเนอร์ขายส่งที่คัดไว้ควรมีชื่อเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่าสินค้าเป็นของแท้และเป็นไปตามข้อกำหนด อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าใช้การรับประกันจากผู้ผลิตได้หากเกิดปัญหา
เทคนิคหาผู้ค้าส่งที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะหาผู้ขายส่งสินค้าหรือรีเซลเลอร์ที่เหมาะอย่างไร ลองใช้ 7 วิธีนี้ในการเลือกซัพพลายเออร์ให้ตรงกับธุรกิจที่คุณทำอยู่ให้มากที่สุด
ค้นหาใน Google อย่างละเอียด
หากอยากเพิ่มโอกาสในการเจอร้านค้าส่งที่เหมาะ ลองใช้คำค้นหลายแบบ เช่น ซัพพลายเออร์, รีเซลเลอร์, distributor, ผู้ค้าส่ง เป็นต้น เพื่อขยายผลการค้นหาให้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ยังสามารถจับคู่คำเหล่านี้กับสินค้าที่อยากขายและพื้นที่ที่อยู่ได้ เช่น ร้านค้าส่งรองเท้าผ้าใบที่น่าเชื่อถือในกรุงเทพ เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ถ้ากำลังหาซัพพลายเออร์เสื้อผ้า คีย์เวิร์ดที่เหมาะอาจเป็น “ผู้ค้าส่งเสื้อผ้าแฟชั่น ประตูน้ำ” หรือถ้าหาซัพพลายเออร์อาหาร ก็อาจค้นว่า “โรงงานอาหารแช่แข็ง สมุทรสาคร”
“ตอนที่เราทดลองสูตรในครัว เราได้อ่านวารสารด้านวิทยาศาสตร์อาหารที่หาเจอจาก Google” Tara Bosch ผู้ก่อตั้ง Smart Sweets กล่าวในบทสัมภาษณ์ Shopify Masters “เราหาซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ขอสินค้าตัวอย่างจากหลายที่ แล้วลองผิดลองถูกจริงจัง ข้อมูลจาก Google ช่วยได้มาก”
ค้นหาผู้ค้าส่งในพื้นที่ได้ด้วย Google
ใช้แพลตฟอร์มผู้ค้าส่งเพื่อหาซัพพลายเออร์
มาร์เก็ตเพลสขายส่งช่วยเชื่อมร้านค้ากับผู้ผลิตและร้านค้าส่งจากหลายหมวดสินค้า
มาร์เก็ตเพลสขายส่งส่วนใหญ่ยังค้นหาตามพื้นที่ได้ด้วย จึงช่วยหาซัพพลายเออร์ใกล้บ้านได้ง่ายขึ้น แพลตฟอร์มอย่าง Wholesale Central และ Faire เปิดให้เข้าถึงผู้ขายจำนวนมาก จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองไว้แค่รายเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีซัพพลายเออร์หลายรายที่กำหนดการซื้อขั้นต่ำที่ไม่มากจนเกินไป ช่วยให้ซื้อสินค้าขายส่งได้โดยไม่กระทบงบประมาณ
สำหรับธุรกิจที่สนใจดรอปชิปก็สามารถเลือกใช้แอปหรือแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ได้โดยตรง เช่น แอปบน Shopify ที่ช่วยเชื่อมต่อกับผู้ค้าส่งและซัพพลายเออร์จากหลายประเทศ
การเลือกผู้ค้าส่งที่มีคลังสินค้าอยู่ในไทย หรือประเทศใกล้เคียงในเอเชีย อาจช่วยลดต้นทุนขนส่งและทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าเร็วขึ้น เมื่อเทียบกับการสั่งสินค้าจากต่างประเทศที่อยู่ไกลกว่า
หมายเหตุ หากจัดหาสินค้าจากต่างประเทศ อย่าลืมทำความเข้าใจเรื่องภาษีศุลกากรและข้อกำหนดการนำเข้า เพื่อเลี่ยงต้นทุนแฝงและความล่าช้าที่ไม่คาดคิด
ติดตามเว็บไซต์และสื่อในอุตสาหกรรม
เว็บไซต์ข่าว บล็อก และจดหมายข่าว ช่วยให้ตามข้อมูลอัปเดตและเทรนด์ในอุตสาหกรรมได้ตลอด ตัวอย่างเช่น ถ้ากำลังหาผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าขายส่ง อาจสมัครติดตามสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง
นอกจากสื่อออนไลน์แล้ว นิตยสารธุรกิจและสื่อเฉพาะอุตสาหกรรมก็ยังเป็นอีกช่องทางที่ดีมากในการหาซัพพลายเออร์และผู้ขายส่งสินค้าคุณภาพ
ลองดูส่วนโฆษณาในนิตยสารเพื่อหารายชื่อผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่ผ่านการคัดกรอง พร้อมข้อมูลติดต่อที่อัปเดตอยู่เสมอ การติดตามสื่อที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้การหาสินค้าง่ายขึ้น เพราะมีคอนแทกต์สายขายส่งจำนวนมากให้ติดต่อได้
อ่านฉลากสินค้า
หนึ่งในวิธีที่ตรงที่สุดในการหาซัพพลายเออร์ขายส่ง คือการติดต่อผู้ผลิตโดยตรง ผู้ผลิตเกือบทั้งหมดมักใส่ข้อมูลติดต่อไว้บนฉลากสินค้า ซึ่งสามารถใช้สอบถามรายชื่อผู้จัดจำหน่ายได้
วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเจอพ่อค้าคนกลางที่บวกราคาเพิ่มโดยไม่จำเป็น ลองขอรายชื่อผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากผู้ผลิต เพื่อคัดคนกลุ่มนี้ออก
เข้าร่วมคอมมูนิตี้และกลุ่มธุรกิจออนไลน์
หลายครั้งคำแนะนำเรื่องผู้ค้าส่งที่ดีที่สุดก็มาจากเจ้าประสบการณ์ตรงของเจ้าของธุรกิจหรือร้านค้าออนไลน์ด้วยกันเอง การเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ที่ช่วยค้นหาซัพพลายเออร์ เช่น คอมมูนิตี้บน LinkedIn หรือกลุ่ม Facebook
ถ้ากำลังหาซัพพลายเออร์ขายส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ลองเข้าไปดูคอมมูนิตี้อย่าง
สมาคมธุรกิจหรือองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็เป็นอีกช่องทางที่ช่วยค้นหารายชื่อผู้ค้าส่ง ซัพพลายเออร์ และผู้จัดจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณได้ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการพาร์ตเนอร์ระยะยาวหรือซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานชัดเจน
ไปงานเทรดโชว์
อีกวิธีที่ได้ผลในการหาผู้ค้าส่งคือการไปงานเทรดโชว์หรืองานแฟร์ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพราะสามารถพบผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าได้หลายสิบรายภายในวันเดียว อีกทั้งการพูดคุยแบบเจอหน้ากันยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ในการทำงาน และเปิดโอกาสให้ต่อรองราคาได้ดีขึ้น
เมื่ออยู่ในงานเทรดโชว์ ลองเปรียบเทียบคุณภาพสินค้าและราคาจากผู้จัดจำหน่ายแต่ละราย แล้วดูว่ารายไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด ก่อนยื่นข้อเสนอสำหรับการซื้อแบบยกล็อต
ถ้าอยากใช้ประโยชน์จากงานเทรดโชว์ให้เต็มที่ ควรศึกษารายชื่อผู้แสดงสินค้าล่วงหน้าเพื่อทำความเข้าใจธุรกิจของแต่ละราย และเตรียมตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองไว้ด้วย
ขอคำแนะนำจากคนในวงการ
ลองสร้างคอนเนกชันในอุตสาหกรรมระหว่างไปงานเทรดโชว์หรือเข้ากลุ่มออนไลน์ แม้ตอนนี้จะมีผู้จัดจำหน่ายที่ทำงานด้วยอยู่แล้ว ก็ยังควรรู้จักซัพพลายเออร์ขายส่งรายอื่นไว้เสมอ เผื่อวันหนึ่งต้องใช้ซัพพลายเออร์ขายส่งเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งขึ้นกะทันหัน
ยังมีอีเวนต์อีกหลายงานที่จัดขึ้นเพื่อให้เจ้าของธุรกิจได้พบคนที่มีแนวคิดใกล้กัน เช่น งาน THAIFEX Anuga Asia สำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, STYLE Bangkok สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น รวมถึงงาน Techsauce Summit
อีเว้นท์ใหญ่ที่รวมทั้งผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์ไว้ในที่เดียว ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างคอนเนกชันและค้นหาผู้ค้าส่งรายใหม่สำหรับธุรกิจออนไลน์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ค้าส่ง
จะหาซัพพลายเออร์ผู้ขายส่งสำหรับร้านออนไลน์ได้จากที่ไหน
หากต้องการหาซัพพลายเออร์ขายส่งสำหรับร้านออนไลน์ ลองเริ่มจากวิธีเหล่านี้
- ค้นหาผ่านมาร์เก็ตเพลสขายส่งอย่าง Faire
- ไปงานเทรดโชว์และอีเวนต์ต่างๆ
- ค้นหาใน Google ด้วยคำว่า “[นิช] + ซัพพลายเออร์ขายส่ง”
- ติดตามเว็บไซต์และสื่อในอุตสาหกรรม
- เข้าร่วมคอมมูนิตี้บนโซเชียลมีเดีย
- ขอคำแนะนำจากผู้ประกอบการรายอื่น
- สมัครใช้งาน Shopify Collective
ผู้ค้าส่งรับสินค้ามาจากไหน
โดยทั่วไปผู้จำหน่ายสินค้าราคาส่งจะจัดหาสินค้าคงคลังจากผู้ผลิตโดยตรง ซื้อครั้งละมากๆ เพื่อให้ต้นทุนต่อชิ้นต่ำลง แล้วนำไปขายต่อให้แบรนด์หรือธุรกิจอื่นในราคาที่บวกเพิ่มขึ้น
ผู้ค้าส่ง ซัพพลายเออร์ และเวนเดอร์ต่างกันอย่างไร
- ผู้ค้าส่ง ซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิต แล้วกระจายสินค้าต่อให้ร้านค้าและธุรกิจอื่นในปริมาณที่เหมาะสม
- ซัพพลายเออร์ คือผู้ผลิตหรือผู้จัดหาสินค้าโดยตรง เช่น โรงงานผลิตเสื้อผ้า โรงงานเครื่องสำอาง หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- เวนเดอร์ เป็นคำเรียกรวมสำหรับผู้ขายสินค้า ซึ่งอาจหมายถึงทั้งซัพพลายเออร์หรือผู้ค้าส่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทของธุรกิจ
ผู้ค้าส่งรายใหญ่ที่สุดคือเจ้าไหน
Costco เป็นหนึ่งในผู้ค้าส่งรายใหญ่ที่สุด โดยจำหน่ายสินค้าหลากหลายหมวดผ่านเว็บไซต์ขายส่งอีคอมเมิร์ซและร้านคลังสินค้า
ผู้ค้าส่งกับร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร
ผู้ค้าส่งจะซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิตในราคาต้นทุนต่ำ แล้วขายต่อให้ธุรกิจหรือร้านค้าในรูปแบบขายส่ง ส่วนร้านค้าปลีกจะขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรงในปริมาณน้อยกว่า และมักตั้งราคาสูงขึ้นเพื่อสร้างกำไรต่อชิ้น

