WooCommerce คือปลั๊กอินฟรีสำหรับ WordPress ที่ช่วยเปลี่ยนเว็บไซต์ WordPress ให้กลายเป็นร้านค้าออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างเว็บไซต์พร้อมหน้าสินค้าและระบบชำระเงินได้
แต่ WooCommerce อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากไม่ได้รองรับการทำงานร่วมกับธีม WordPress ทุกรูปแบบ และมักต้องใช้ส่วนขยายเพิ่มเติมหรือแบบพรีเมียมเพื่อให้ได้ฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซที่มีความซับซ้อนในระดับปานกลาง หากคุณกำลังมองหาการขยายฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซของร้านค้าบน WordPress หรือต้องการย้ายไปยังแพลตฟอร์มการค้าเฉพาะทางอย่าง Shopify ลองพิจารณา เว็บแทน WooCommerce เหล่านี้ดูครับ
ข้อเสียของ WooCommerce
- อาจต้องใช้การผสานระบบที่หลากหลายเพื่อให้การขายออนไลน์มีประสิทธิภาพ
- ไม่มีบริการโฮสติ้งในตัว
- พื้นที่จัดเก็บไฟล์จำกัด
WooCommerce เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและตอบโจทย์ผู้ใช้งาน WordPress จำนวนมาก แต่หากการค้าขายคือหัวใจสำคัญของธุรกิจของคุณ WooCommerce อาจไม่ได้มอบคุณลักษณะหรือประสบการณ์หลังบ้านที่ดีที่สุดในการสร้างร้านค้าออนไลน์ที่โดดเด่นอย่างแท้จริง
นี่คือข้อจำกัดบางประการที่เห็นได้ชัดของร้านอีคอมเมิร์ซที่ใช้งาน WooCommerce
อาจต้องใช้การผสานระบบที่หลากหลายเพื่อให้การขายออนไลน์มีประสิทธิภาพ
แม้ว่า WooCommerce จะเปิดให้ใช้งานฟรี แต่ปลั๊กอินส่วนใหญ่นั้นไม่ฟรี ตัวอย่างเช่น ปลั๊กอินอย่างเป็นทางการของ WooCommerce สำหรับการขายระบบสมาชิกมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,370 บาทต่อปี การเพิ่มส่วนขยายและปลั๊กอินต่างๆ เข้าไปในไซต์ WordPress ของคุณยังอาจทำให้ระบบหลังบ้านมีความซับซ้อนและสร้างภาระให้กับทรัพยากรบนเซิร์ฟเวอร์ของคุณได้
ไม่มีบริการโฮสติ้งในตัว
เมื่อใช้ WooCommerce คุณต้องจัดการเรื่องโฮสติ้งด้วยตัวเอง ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนและความยุ่งยากในการตั้งค่า และเว็บไซต์ของคุณจะไม่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยในการจัดการข้อมูลบัตรชำระเงินโดยอัตโนมัติ
พื้นที่จัดเก็บไฟล์จำกัด
เมื่อร้านค้าของคุณเติบโตขึ้น คุณอาจพบปัญหาพื้นที่จัดเก็บไฟล์เต็มตามขีดจำกัดของปลั๊กอินพื้นฐาน จากนั้นคุณจะต้องเพิ่มการสมัครสมาชิกแบบชำระเงินสำหรับปลั๊กอินจัดเก็บข้อมูลบน Amazon S3 ของ WooCommerce เพื่อขยายพื้นที่สำหรับคอนเทนต์และข้อมูลของคุณ
วิธีขายของบน WordPress โดยใช้เว็บแทน WooCommerce
คุณไม่สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์บน WordPress ได้โดยไม่เพิ่มปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซหรือส่วนเสริมภายนอกอื่นๆ เข้าไปในเว็บไซต์ แต่หากคุณต้องการใช้งาน WordPress ต่อไป ก็ยังมี เว็บแทน WooCommerce อีกมากมายให้เลือกใช้ นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดบางส่วนครับ
Shopify Buy Button
- ราคา: รวมอยู่ในการสมัครสมาชิก Shopify แผนบริการเริ่มต้นที่ประมาณ 150 บาทต่อเดือน
- ทดลองใช้งานฟรี: 3 วันแรกฟรี จากนั้น 3 เดือนถัดไปจ่ายประมาณ 30 บาทต่อเดือน
Shopify Buy Button จะสร้างรหัสที่กำหนดเองซึ่งผู้ค้าสามารถนำไปฝังไว้ในเว็บไซต์หรือบล็อกใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางเทคนิคขั้นสูง เพียงคลิกไม่กี่ครั้ง คุณก็สามารถสร้างปุ่มซื้อและเพิ่มลงในไซต์ WordPress ของคุณได้ คุณสามารถปรับแต่งปุ่มให้ตรงกับอัตลักษณ์ของแบรนด์ รวมถึงเพิ่มรายการสินค้าแต่ละชิ้นและคอลเลกชันสินค้าได้ด้วยตนเอง
การใช้ Shopify Buy Button เป็นวิธีที่รวดเร็วและง่ายดายในการรวมชุดเครื่องมืออันทรงพลังของ Shopify เข้ามาโดยไม่ต้องออกจากระบบนิเวศของ WordPress คุณสามารถขายสินค้าทั่วไป สินค้าดิจิทัลดาวน์โหลด ระบบสมาชิก และ NFTs คุณจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือการขายและการจัดการธุรกิจออนไลน์ของ Shopify และไม่ต้องพึ่งพาระบบของ WooCommerce
สิ่งที่ต่างจาก WooCommerce คือคุณสามารถฝังรหัสปุ่มซื้อของ Shopify ลงในเว็บไซต์ประเภทใดก็ได้ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถตั้งค่าร้านค้าออนไลน์และเริ่มสร้างรายได้จากหลายเว็บไซต์พร้อมกันได้
คุณยังสามารถฝังรถเข็นช็อปปิ้งและระบบชำระเงินด้วย Shopify Buy Button ได้อีกด้วย ระบบชำระเงินของ Shopify จะแสดงการประมาณการค่าขนส่งที่แม่นยำจากบริษัทขนส่งต่างๆ และในการปิดการขาย คุณสามารถเชื่อมต่อ Buy Button กับเกตเวย์ชำระเงินที่รองรับมากกว่า 100 แห่ง หรือใช้งานผ่านระบบ Shopify Payments โดยตรง
SureCart
- ราคา: แผนฟรีมีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม 1.9% ส่วนแผนแบบชำระเงินราคาประมาณ 6,000 บาทต่อปี และไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม
- ทดลองใช้งานฟรี: ไม่มี
SureCart เป็นปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซสำหรับ WordPress ที่ช่วยให้คุณขายสินค้าทั่วไป สินค้าดิจิทัล และระบบสมาชิกได้ สิ่งที่ต่างจาก WooCommerce คือปลั๊กอินนี้รองรับการทำงานร่วมกับธีม WordPress ทุกรูปแบบ
ตัวเลือกการปรับแต่งรวมถึงความสามารถในการออกแบบหน้าชำระเงินและกำหนดแผนการชำระเงิน อย่างไรก็ตาม SureCart รองรับช่องทางการชำระเงินน้อยกว่าปลั๊กอินอื่นๆ และไม่มีระบบแก้ไขข้อมูลสต็อกสินค้าจำนวนมากในคราวเดียว
Ecwid
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 170 บาทต่อเดือน
- ทดลองใช้งานฟรี: ไม่มี
ปลั๊กอิน WordPress จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Ecwid สามารถใช้งานร่วมกับธีม WordPress ได้ทุกรูปแบบและรองรับช่องทางการชำระเงินมากกว่า 40 แห่ง คุณสามารถตั้งค่าหน้าชำระเงินให้แสดงค่าขนส่งจากผู้ให้บริการอย่าง UPS และ FedEx ได้
เช่นเดียวกับปุ่มซื้อของ Shopify คุณสามารถใช้ Ecwid นอกระบบ WordPress เพื่อขายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและบน Marketplace อย่าง eBay, Amazon และ Google Shopping ได้ โดย Ecwid มีแผนราคาประมาณ 170 บาทต่อเดือน แต่ตัวเลือกนี้รองรับสินค้าได้สูงสุดเพียง 5 รายการเท่านั้น ส่วนแผนการสมัครสมาชิกในระดับถัดไปคือแผน Venture ราคาประมาณ 840 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยให้คุณขายสินค้าได้สูงสุด 100 รายการ
โปรดทราบว่าหากคุณต้องการขายสินค้าดิจิทัล คุณต้องเลือกแผนราคาประมาณ 840 บาทต่อเดือนนี้เป็นอย่างน้อย
Easy Digital Downloads
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 3,340 บาทต่อปี
- ทดลองใช้งานฟรี: ไม่มี
ปลั๊กอิน Easy Digital Downloads เป็นหนึ่งในเว็บแทน WooCommerce สำหรับไซต์ WordPress ที่ขายสินค้าดิจิทัล เช่น อีบุ๊ก เพลง เทมเพลตเอกสาร หรือผลิตภัณฑ์เสมือนจริงอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปลั๊กอินนี้ไม่รองรับการขายสินค้าทั่วไปหรือ NFTs คุณจะต้องเพิ่มปลั๊กอินอื่นหากต้องการขายสินค้าเหล่านั้น
ฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงรถเข็นช็อปปิ้งพื้นฐานและปุ่มซื้อ ซึ่งรองรับช่องทางการชำระเงินเพียงสองแห่งคือ Stripe และ PayPal นอกจากนี้ยังมีแดชบอร์ดการวิเคราะห์เพื่อเฝ้าติดตามยอดขายและการดาวน์โหลด
MemberPress
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 6,030 บาทต่อปี
- ทดลองใช้งานฟรี: ไม่มี
MemberPress เป็นปลั๊กอิน WordPress สำหรับการเรียกเก็บเงินแบบรายงวดเมื่อขายสินค้าดิจิทัล เช่น คอร์สออนไลน์ รวมถึงตอนของพอดแคสต์หรือบทความเฉพาะสำหรับสมาชิก
ฟีเจอร์ต่างๆ รวมถึงระบบจัดการการเรียนรู้ในตัวสำหรับโฮสต์คอร์สออนไลน์ และความสามารถในการตั้งค่าปิดกั้นคอนเทนต์เพื่อให้เข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่ชำระเงิน MemberPress รองรับช่องทางการชำระเงินไม่กี่แห่ง ซึ่งรวมถึง PayPal และ Stripe
MemberPress ไม่รองรับการขายสินค้าทั่วไป ดังนั้นคุณจะต้องรวมปลั๊กอินอื่นเข้ากับไซต์ WordPress ของคุณหากต้องการขายสินค้า Merch หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่สินค้าเสมือนจริง
เว็บแทน WooCommerce และ WordPress ยกระดับสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
โดยพื้นฐานแล้ว WordPress คือระบบจัดการคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อบล็อกเกอร์และฟรีแลนซ์ มากกว่าที่จะเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ
หากคุณสนใจที่จะย้ายจาก WordPress ไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ นี่คือตัวเลือกบางส่วนที่ควรพิจารณา แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาให้รวมทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้ในการขายออนไลน์ พร้อมด้วยแอปและส่วนเสริมต่างๆ เพื่อปรับแต่งร้านค้าอีคอมเมิร์ซของคุณให้ตรงใจ
Shopify
การทดลองใช้งานฟรีของ Shopify ช่วยให้คุณได้ทดลองใช้เครื่องมือสร้างร้านค้าและฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์ม (ที่มา: Shopify)
รูปแบบที่ใช้งานง่ายและครบจบในที่เดียวของ Shopify ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณดูแลทุกแง่มุมของธุรกิจการค้าได้ รวมถึงการออกแบบเว็บไซต์ ระบบขายหน้าร้าน (POS) การชำระเงินออนไลน์ การขนส่ง และการระดมทุน
ผู้ใช้ Shopify จะเข้าถึงฟีเจอร์ชั้นนำของอุตสาหกรรม เช่น ระยะเวลาการโหลดที่รวดเร็วเป็นพิเศษ และระบบชำระเงินที่มีอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายดีที่สุดในเว็บ แตกต่างจาก WooCommerce ตรงที่ทุกแผนของ Shopify รวมบริการโฮสติ้งพร้อมแบนด์วิดท์ที่ไม่จำกัดไว้ให้แล้ว Shopify จะดูแลความปลอดภัยของโฮสติ้ง การปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI และการอัปเดตซอฟต์แวร์ให้คุณ ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในขณะที่ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการเขียนโค้ด
สำหรับเจ้าของธุรกิจออนไลน์มือใหม่ มีทรัพยากรมากมายที่คอยช่วยเหลือ รวมถึงฟอรัมชุมชนที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาและเอกสารช่วยเหลือเพื่อแนะนำผู้ขายในทุกขั้นตอนของเส้นทางอีคอมเมิร์ซ สำหรับผู้ที่พร้อมจะขยายธุรกิจให้เกินขีดความสามารถของ WooCommerce โครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วของ Shopify จะมอบรากฐานที่มั่นคงให้คุณ
และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Muscle Nation แบรนด์เครื่องแต่งกายและอาหารเสริมสำหรับออกกำลังกายที่เปลี่ยนจาก WooCommerce มาใช้ Shopify
“เว็บไซต์ของเราล่มทั้งที่มีผู้เข้าชมเพียง 80 คน” Chris Anastasi ผู้ร่วมก่อตั้งกล่าว บริษัทได้จ้างนักพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหา แต่ไซต์ที่ใช้งานผ่าน WooCommerce ก็ล่มอีกครั้งหลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เว็บไซต์ของเรากำลังหยุดยั้งการเติบโต เราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องหยุด ย้อนกลับไป และวางโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเสถียร จากนั้นเราจึงจะสามารถกลับไปมุ่งเน้นที่การเติบโตได้อีกครั้ง”
แพลตฟอร์มของ Shopify ยังรวมเครื่องมือ AI ในตัวไว้ 2 อย่าง ได้แก่ Shopify Magic และ Sidekick โดย Magic ช่วยให้ธุรกิจทำงานอัตโนมัติและปรับปรุงงานต่างๆ เช่น การเขียนคำบรรยายสินค้า การเพิ่มหรือเปลี่ยนพื้นหลังภาพสินค้า และการตอบโต้กับลูกค้า ส่วน Sidekick ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย AI ที่คุณสามารถแชทเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำได้ทั่วทั้งแพลตฟอร์ม
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 970 บาทต่อเดือน
- ทดลองใช้งานฟรี: มี
- ช่องทางการขายในตัว: มี (Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, Google, Walmart และอื่นๆ)
- ฟีเจอร์แอปบนมือถือ: มี
- ระบบขายหน้าร้านในตัว: มี
- บริการโฮสติ้งเว็บไซต์: มี พร้อมแบนด์วิดท์ไม่จำกัด
- เครื่องมือ AI: มีให้ในตัวแพลตฟอร์ม
BigCommerce
BigCommerce คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร เช่นเดียวกับ Shopify (ที่มา: BigCommerce)
BigCommerce เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีบริการโฮสติ้งเต็มรูปแบบ โดยมีผลิตภัณฑ์ระดับองค์กร และผลิตภัณฑ์รุ่น Essentials สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมาพร้อมกับเครื่องมือสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน เช่น การออกแบบหน้าเว็บแบบลากวาง และการรองรับการแสดงผลบนมือถือในตัว
นอกจากนี้ยังรวมฟีเจอร์ต่างๆ เช่น เครื่องมือปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา การรวมระบบขายหน้าร้าน และการขายผ่านหลากหลายช่องทาง ผู้ใช้ที่ต้องการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานต้องติดตั้งแอปและปลั๊กอินเพิ่มเติม
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 970 บาทต่อเดือน
- ทดลองใช้งานฟรี: มี
- ช่องทางการขายในตัว: มี
- ฟีเจอร์แอปบนมือถือ: มี
- ระบบขายหน้าร้านในตัว: มี
- บริการโฮสติ้งเว็บไซต์: มี
- เครื่องมือ AI: ใช้งานได้ผ่านแอปและการผสานระบบ
Wix
Wix เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติมและเครื่องมือสร้างแบบลากและวาง (ที่มา: Wix)
Wix เป็นเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่มีจุดเด่นด้านการแก้ไขแบบลากวาง (Drag-and-drop) มีเทมเพลตที่ปรับแต่งได้หลากหลาย และมีผู้ช่วย AI ในตัว แม้จะมีเครื่องมือสำหรับโฮสต์ร้านค้าออนไลน์ แต่ Wix ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะเหมือน Shopify ผู้ใช้สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ฟรี แต่ต้องอัปเกรดเป็นแผนพรีเมียมเพื่อเอาตราสินค้า Wix ออกและเข้าถึงฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซ
Wix มีฟังก์ชันร้านค้าอีคอมเมิร์ซในแผนราคาประมาณ 970 บาทต่อเดือน เช่น เครื่องมือจัดการสต็อกสินค้า การประมวลผลการชำระเงิน และการจัดส่ง
- ราคา: ประมาณ 570 บาทต่อเดือนสำหรับสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน และประมาณ 970 บาทต่อเดือนขึ้นไปสำหรับฟังก์ชันอีคอมเมิร์ซ
- ทดลองใช้งานฟรี: มีสำหรับเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ แต่ไม่มีสำหรับการขายของออนไลน์
- ช่องทางการขายในตัว: มี
- ฟีเจอร์แอปบนมือถือ: มี
- ระบบขายหน้าร้านในตัว: มี
- บริการโฮสติ้งเว็บไซต์: มี
Adobe Commerce
Adobe Commerce เป็นแพลตฟอร์มทางเลือกอื่นแทน WooCommerce สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ค้าปลีก B2B (ที่มา: Adobe Commerce)
Adobe Commerce (เดิมชื่อ Magento) เป็นเว็บแทน WooCommerce ที่ออกแบบมาสำหรับบริษัทระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่มองหาแพลตฟอร์มที่ปรับแต่งได้สูง การใช้งาน Adobe Commerce จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ในรายการนี้ และราคาอาจมีตั้งแต่ประมาณ 670,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 6,700,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังกำหนดให้คุณต้องจัดหาบริการโฮสติ้งเว็บไซต์ด้วยตนเอง
- ราคา: โปรดขอใบเสนอราคา
- ทดลองใช้งานฟรี: ไม่มี
- ช่องทางการขายในตัว: มี
- ฟีเจอร์แอปบนมือถือ: ไม่มี
- ระบบขายหน้าร้านในตัว: ไม่มี
- บริการโฮสติ้งเว็บไซต์: ไม่มี
วิธีเลือกเว็บแทน WooCommerce ที่ดีที่สุด
ในการเลือก เว็บแทน WooCommerce ให้พิจารณาจากขนาดของร้านค้าและความต้องการในปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตที่คุณคาดการณ์ไว้ นี่คือข้อควรพิจารณา
ประเภทของแพลตฟอร์ม
ตัดสินใจว่าคุณต้องการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะอย่าง Shopify หรือปลั๊กอิน WordPress สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ เรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าที่คุณวางแผนจะขาย และคุณต้องการโซลูชันแบบเบ็ดเสร็จในตัวหรือต้องการอยู่ในระบบนิเวศของ WordPress ต่อไป ซึ่งในกรณีหลังนี้คุณจะต้องมีปลั๊กอินเพื่อปลดล็อกฟังก์ชันต่างๆ ของร้านค้าอีคอมเมิร์ซ
ความง่ายในการใช้งาน
หากความเรียบง่ายคือสิ่งสำคัญ ให้มองหาแพลตฟอร์มแบบครบวงจรอย่าง Shopify ซึ่งใช้งานง่ายแม้สำหรับผู้ที่เขียนโค้ดไม่เป็นโปรแกรมทำเว็บอย่าง WooCommerce อาจต้องมีการเขียนโค้ดด้วยตนเอง รวมถึงต้องเข้าใจการพัฒนาเว็บเป็นอย่างดี เพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์อีกด้วย
เมื่อเทียบกับ WordPress และ WooCommerce แล้ว เครื่องมือสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะอาจง่ายกว่าสำหรับคุณ หากคุณไม่คุ้นเคยกับการกำหนดค่าระบบหลังบ้านของเว็บไซต์
ความสามารถในการขยายตัว
แพลตฟอร์มที่คุณเลือกมีฟีเจอร์การขายที่ธุรกิจออนไลน์ของคุณต้องการหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องจัดการยอดขายจำนวนมาก แพลตฟอร์มอย่าง Shopify อาจเป็นโซลูชันที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถจัดการงานต่างๆ เช่น การจัดการสต็อกสินค้าได้ ในทางกลับกัน หากคุณต้องการเพียงเครื่องมือง่ายๆ เพื่อจัดการการขายสินค้าดิจิทัลเพียงไม่กี่รายการ ปลั๊กอิน WordPress ก็อาจจะเพียงพอแล้ว
ต้นทุน
ประเมินค่าใช้จ่ายโดยรวมของแต่ละตัวเลือก แม้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบแยกส่วนอาจดูเหมือนมีราคาแพงกว่าเมื่อดูในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วอาจมีราคาถูกกว่าการจ่ายค่าโฮสติ้ง การสมัครสมาชิก WordPress และปลั๊กอินอีคอมเมิร์ซของ WordPress รวมถึงส่วนขยายเพิ่มเติมอื่นๆ ที่คุณอาจจำเป็นต้องใช้เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเว็บแทน WooCommerce
มีอะไรที่ดีกว่า WooCommerce ไหม
ปลั๊กอิน WordPress ตัวอื่น เช่น Shopify Buy Button อาจดีกว่า WooCommerce แม้ว่าปุ่มซื้อจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้งาน WordPress อยู่แล้ว แต่หากคุณต้องการขยายร้านค้า คุณอาจพิจารณาย้ายจาก WordPress ไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะอย่าง Shopify
WooCommerce เหมือนกับ WordPress หรือไม่
ไม่ WooCommerce เป็นปลั๊กอินดั้งเดิมของ WordPress ที่เพิ่มฟังก์ชันบางอย่างสำหรับโฮสต์ร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ WordPress โดยในปี 2015 บริษัทแม่ของ WordPress อย่าง Automattic ได้เข้าซื้อกิจการ WooCommerce
ทำไมต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเป็นเว็บแทน WooCommerce
หากประสิทธิภาพของร้านค้าคุณเริ่มล่าช้าเนื่องจากการใช้ปลั๊กอิน WooCommerce จำนวนมาก หรือหากคุณพบว่าต้นทุนของส่วนขยายที่จำเป็นนั้นสูงเกินไป เว็บแทน WooCommerce อาจมอบโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่า โซลูชันง่ายๆ อย่างการฝังปุ่มซื้อของ Shopify อาจช่วยแก้ปัญหาของคุณได้ แต่หากคุณกำลังมองหาการแก้ไขในระยะยาว คุณอาจพิจารณาย้ายจาก WordPress ไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะอย่าง Shopify
Shopify ดีกว่า WooCommerce ไหม
สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มองหาโซลูชันอีคอมเมิร์ซแบบเบ็ดเสร็จ Shopify ดีกว่า WooCommerce เนื่องจาก Shopify เป็นแพลตฟอร์มการค้าที่สมบูรณ์พร้อมฟีเจอร์ในตัวที่หลากหลายกว่า
ในทางกลับกัน WooCommerce จะต้องรวมเข้ากับเว็บไซต์ WordPress ที่มีอยู่ ซึ่งปลั๊กอิน WooCommerce อาจจำเป็นต้องรวมเข้ากับส่วนขยายและปลั๊กอิน WordPress อื่นๆ จนนำไปสู่ระบบหลังบ้านที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรสูง
Shopify และ WooCommerce ต่างกันอย่างไร
Shopify เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบที่มอบทุกสิ่งที่ผู้ขายต้องการในการสร้างและรันร้านค้าออนไลน์จากเกือบทุกที่ ผู้ใช้ Shopify มีตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรค้าปลีกขนาดใหญ่
WooCommerce เป็นปลั๊กอิน WordPress ที่เพิ่มฟังก์ชันร้านค้าอีคอมเมิร์ซให้กับเว็บไซต์ WordPress โดยคุณไม่สามารถใช้งาน WooCommerce ได้หากไม่มี WordPress


