การที่ธุรกิจค้าปลีกของคุณสามารถเติบโตจนมียอดขายในระดับธุรกิจขนาดใหญ่ ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนทั้งยอดขายที่เพิ่มขึ้นและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในตลาด แต่เมื่อธุรกิจขยายตัว ความท้าทายด้านการจัดการก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อธุรกิจเติบโตมากขึ้น คุณจะต้องมีระบบจัดการออเดอร์ที่รองรับปริมาณงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการรับสินค้าเข้าจากซัพพลายเออร์ และการจัดส่งสินค้าออกไปยังลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่กระบวนการจัดการออเดอร์ต้องแม่นยำ รวดเร็ว และทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างราบรื่น
ธุรกิจแบบ B2B มักเลือกใช้ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์เพื่อช่วยดูแลทั้งสต็อกสินค้าและขั้นตอนการจัดส่งสินค้า หากคุณกำลังมองหาระบบเหล่านี้ การเข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร และควรให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ใดเป็นพิเศษ จะช่วยให้คุณเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับธุรกิจได้มากขึ้น
และในส่วนต่อไป เราจะพาคุณไปดูวิธีเลือกซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B ที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B คืออะไร?
ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับ จัดการ และติดตามคำสั่งซื้อจากลูกค้าองค์กรได้อย่างเป็นระบบ เมื่อมีออเดอร์เข้ามา ระบบจะดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การบันทึกรายละเอียดคำสั่งซื้อ ตรวจสอบสต็อก ไปจนถึงประสานงานกับคลังสินค้าเพื่อจัดส่งสินค้า
การใช้ซอฟต์แวร์ลักษณะนี้ช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบแมนนวล และเชื่อมต่อทุกส่วนของกระบวนการสั่งซื้อเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การทำงานลื่นไหลและช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
ประเภทของซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B
โดยทั่วไป ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1. ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์แบบดั้งเดิม
ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์แบบดั้งเดิมจะเน้นการจัดการคำสั่งซื้อและสต็อกสินค้าเป็นหลัก โดยรองรับการขายผ่านหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ หน้าร้าน และ marketplace อย่าง Alibaba ที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจ B2B
เมื่อมีออเดอร์เข้ามา ระบบจะช่วยจัดการขั้นตอน fulfillment ตั้งแต่ตรวจสอบสต็อก สร้างใบแพ็คสินค้า ประสานงานกับขนส่ง ไปจนถึงอัปเดตสถานะการจัดส่ง
ข้อดี
- ราคาเข้าถึงง่าย เหมาะกับธุรกิจทุกขนาด
- ติดตั้งและเริ่มใช้งานได้ไม่ซับซ้อน
- รองรับการขายหลายช่องทางได้ดี
ข้อจำกัด
- เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้จำกัด
- อาจต้องกรอกข้อมูลซ้ำในหลายระบบ
- รองรับการขยายธุรกิจได้ไม่ดีเมื่อระบบซับซ้อนขึ้น
2. ซอฟต์แวร์ ERP
ซอฟต์แวร์ ERP เป็นระบบที่รวมการทำงานของทุกส่วนในธุรกิจไว้ในที่เดียว ตั้งแต่สินค้า สต็อก ลูกค้า การขาย ไปจนถึงการตลาด ช่วยให้ข้อมูลทั้งหมดเชื่อมต่อกันแบบครบวงจร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุน เวลา และทรัพยากรในการติดตั้งและใช้งานที่สูงขึ้น
ระบบจะรวบรวมข้อมูลจากหลายฝ่าย ทำให้ทีมขายสามารถเช็กสต็อกสินค้าในคลังได้ทันที ขณะที่ทีมบริการลูกค้าก็สามารถดูประวัติการสั่งซื้อและสถานะการจัดส่งย้อนหลังได้ในระบบเดียว
หลายธุรกิจยังใช้ ERP ในการเชื่อมต่อข้อมูลกับพาร์ทเนอร์ผ่านระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยส่งเอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ และข้อมูลการจัดส่ง ได้แบบอัตโนมัติ และโดยทั่วไป ERP เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบรวมศูนย์ และมักมีการเชื่อมต่อกับระบบ eCommerce เพื่อให้การทำงานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านสอดคล้องกัน
ข้อดี
- มองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ครบในระบบเดียว
- ลดการแยกข้อมูลระหว่างแต่ละทีม
- เห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ในทุกขั้นตอน
- เชื่อมต่อและทำงานอัตโนมัติระหว่างฝ่ายต่าง ๆ
ข้อจำกัด
- มีค่าใช้จ่ายสูงทั้งการติดตั้งและดูแลระบบ
- การตั้งค่าซับซ้อน ใช้เวลาในการปรับระบบและฝึกทีมงาน
- อาจต้องปรับกระบวนการทำงานให้เข้ากับระบบ
- เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก
- ต้องมีทีม IT ดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง
3. แพลตฟอร์มแบบ Unified Commerce
แพลตฟอร์มแบบ Unified Commerce อย่าง Shopify เป็นโซลูชันที่รวมการขายแบบ B2B และค้าปลีกไว้ในระบบเดียว ช่วยให้การจัดการข้อมูลเป็นเรื่องง่ายขึ้น พร้อมฟีเจอร์ที่รองรับทั้งสองโมเดลธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น
Shopify สามารถจัดการได้ครบตั้งแต่รับออเดอร์ อัปเดตสต็อก ประมวลผลการชำระเงิน จัดการการจัดส่ง ไปจนถึงการคืนสินค้า ทำให้ทุกขั้นตอนของการขายเชื่อมต่อกันในระบบเดียว
ระบบใช้โครงสร้างข้อมูลเดียวที่สามารถปรับให้รองรับทั้ง B2B และค้าปลีกได้ หากต้องการรวมข้อมูลสินค้า ลูกค้า และออเดอร์ ระบบก็สามารถซิงก์ข้อมูลทั้งหมดให้อัตโนมัติ หรือหากธุรกิจต้องการแยกระบบระหว่าง B2B และ DTC ก็สามารถตั้งค่าร้านแยกได้ตามต้องการ
การมีข้อมูลการขายทั้งหมดอยู่ในที่เดียว ยังช่วยให้การวิเคราะห์และทำรายงานทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะดูเฉพาะยอดขาย B2B ยอดขายค้าปลีก หรือภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ยังสามารถติดตามสินค้าได้ตั้งแต่คลังจนถึงมือลูกค้า และจัดการการจัดส่งได้จากแดชบอร์ดเดียว
ตัวอย่างเช่น The Conran Shop ได้ย้ายจาก Magento มาใช้ Shopify เพื่อรวมธุรกิจค้าปลีกและขายส่งเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนลง 50% เพิ่มอัตราการปิดการขาย 54% และทำให้กระบวนการจัดการออเดอร์ง่ายขึ้น โดยยังคงฟีเจอร์สำคัญสำหรับ B2B ไว้ได้ครบ
ข้อดี
- รวมการขาย B2B และค้าปลีกไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
- ปรับรูปแบบการจัดการสต็อกได้ทั้งแบบรวมและแยก
- ข้อมูลรวมศูนย์ ทำให้วิเคราะห์และทำรายงานได้ง่าย
- ค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากว่า ERP แต่ยังได้ฟีเจอร์สำคัญครบ
- ติดตั้งง่าย ใช้งานได้เร็ว
- มองเห็นสถานะออเดอร์ตั้งแต่ต้นจนจบในระบบเดียว
ข้อจำกัด
- อาจต้องใช้แอปเสริมหรือการเชื่อมต่อเพิ่มเติมสำหรับความต้องการ B2B ที่ซับซ้อน
ฟีเจอร์สำคัญของซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B
ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์สามารถช่วยปรับเวิร์กโฟลว์ของธุรกิจให้รองรับความต้องการของลูกค้า B2B ได้ดีขึ้น โดยฟีเจอร์หลักที่มักมีในแพลตฟอร์มเหล่านี้ ได้แก่
1. การยืนยันออเดอร์
ระบบสามารถส่งการยืนยันอัตโนมัติไปยังลูกค้าและทีมขายทันทีหลังมีการสั่งซื้อ โดยข้อมูลที่ส่งอาจรวมถึงเลขออเดอร์ ค่าจัดส่งโดยประมาณ และภาษีที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมั่นใจว่าคำสั่งซื้อถูกบันทึกเรียบร้อยแล้ว
2. การแจ้งเตือนการจัดส่ง
เมื่อสินค้าออกจากคลัง ระบบสามารถแจ้งสถานะการจัดส่งให้ลูกค้าทราบได้ทันที รวมถึงแจ้งเตือนฝั่งผู้ขายว่าพัสดุถูกส่งออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากคลังของตัวเองหรือจากผู้ให้บริการ Dropship
3. การติดตามออเดอร์
ระบบสามารถดึงข้อมูลจากผู้ให้บริการขนส่งและแสดงสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ ลูกค้าจึงสามารถติดตามออเดอร์ได้จากเว็บไซต์ของคุณโดยตรง ไม่ต้องออกไปเช็กจากเว็บภายนอก และยังได้รับการแจ้งเตือนสถานะอย่างต่อเนื่อง
4. การจัดการราคา
ซอฟต์แวร์ช่วยให้ลูกค้า B2B เห็นราคาที่ตกลงกันไว้ได้อย่างถูกต้องในทุกจุดของเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าค้นหา หน้าสินค้า หรือหน้าชำระเงิน แม้คุณจะมีการปรับราคากลางของสินค้า ระบบก็ยังคงแสดงราคาตามสัญญาของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังรองรับหลายระดับราคา ทำให้ลูกค้าแต่ละธุรกิจเห็นราคาที่แตกต่างกันได้ตามเงื่อนไข ช่วยลดความผิดพลาดด้านราคา และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
5. การจัดการซัพพลายเชน
บางระบบสามารถช่วยติดตามสินค้าที่สั่งจากซัพพลายเออร์ พร้อมแสดงข้อมูลสต็อกแบบเรียลไทม์ และตั้งค่าให้สั่งซื้อสินค้าใหม่อัตโนมัติเมื่อสต็อกต่ำกว่าที่กำหนด
ระบบยังช่วยจัดสรรสินค้าให้เหมาะสมในแต่ละคลัง เพื่อให้มีสต็อกเพียงพอในจุดที่ต้องใช้ ลดปัญหาสินค้าขาดหรือออเดอร์ค้าง และทำให้การดำเนินงานโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญในการเลือกซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B
เมื่อคุณกำลังมองหาซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์สำหรับแพลตฟอร์ม B2B ของคุณ จะพบว่ามีตัวเลือกมากมายทั้งในด้านราคาและฟีเจอร์ เพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น ลองโฟกัสที่ 5 ปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
- การเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น
- ความง่ายในการใช้งาน
- ความสามารถในการรองรับการเติบโต
- ขอบเขตความสามารถของระบบ
- ราคา
1. การเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น
ซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ที่ดีควรเชื่อมต่อกับเครื่องมือที่คุณใช้อยู่แล้วได้ง่าย เช่น ระบบบัญชีสำหรับจัดการการเงิน และ CRM สำหรับจัดการข้อมูลลูกค้า
หากคุณเลือกใช้ระบบ ERP จะเป็นการรวมทุกซอฟต์แวร์และฐานข้อมูลไว้ในระบบเดียว แม้ ERP จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็สามารถช่วยลดต้นทุนระยะยาวของธุรกิจได้
2. ความง่ายในการใช้งาน
ซอฟต์แวร์จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อทีมของคุณใช้งานเป็น แม้ทีม IT จะดูแลการติดตั้ง แต่คนในองค์กรทุกฝ่ายควรสามารถใช้งานได้ เช่น ทีมขายสามารถดูข้อมูลออเดอร์ของลูกค้า และทีมคลังสามารถตรวจสอบสต็อกได้ ดังนั้นควรเลือกระบบที่เรียนรู้ได้ง่าย และเริ่มใช้งานได้เร็ว
3. ความสามารถในการรองรับการเติบโต
ระบบ OMS ควรสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น โดยควรมีคุณสมบัติ เช่น
- โครงสร้างแบบโมดูลาร์ที่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ได้โดยไม่กระทบระบบเดิม
- ระบบคลาวด์ที่รองรับปริมาณออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ
- เชื่อมต่อกับช่องทางขายใหม่หรือบริการภายนอกได้ง่าย
ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะระบบควรปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางขาย เปิดหน้าร้าน หรือเข้าสู่ตลาดใหม่ ซึ่งระบบ OMS ที่เหมาะสมให้ความสามารถในการปรับตัวนี้โดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมด ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรอย่างมาก
4. ขอบเขตความสามารถของระบบ
ฟีเจอร์ที่คุณต้องใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจของคุณ หากคุณใช้ดรอปชิปอาจต้องการแค่ระบบจัดการออเดอร์พื้นฐาน แต่ถ้าคุณจัดส่งสินค้าเอง ระบบควรรองรับงานหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่การจัดส่งไปจนถึงการจัดการสต็อก
ธุรกิจ B2B มักต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น
- ราคาตามข้อตกลงของลูกค้า
- ราคาขายส่งและราคาปลีก
- ตัวเลือกการจัดส่งที่หลากหลาย
การเข้าใจความต้องการของธุรกิจตัวเอง จะช่วยให้คุณเลือกระบบที่เหมาะทั้งตอนนี้และในอนาคต
5. ราคา
ราคาของซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์จะแตกต่างกันไปตามฟีเจอร์ จำนวนผู้ใช้งาน และจำนวนออเดอร์ที่ประมวลผลต่อเดือน โดยหลายแพลตฟอร์มมีแพ็กเกจแบบขั้นบันได เพื่อให้คุณเลือกใช้ตามขนาดธุรกิจได้ โดยส่วนใหญ่มักเป็นการจ่ายแบบรายเดือน ดังนั้นควรเลือกระบบที่คุ้มค่าที่สุดในงบที่คุณมี และสามารถอัปเกรดเพิ่มได้เมื่อธุรกิจเติบโต
5 อันดับซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B ที่ดีที่สุด
ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อสามารถทำให้การดำเนินงานธุรกิจราบรื่นขึ้นและช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ต่อไปนี้คือตัวเลือกซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์สำหรับธุรกิจ B2B ทั้ง 5 ตัวที่น่าใช้ที่สุด
1. Shopify
Shopify เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบรวมศูนย์ที่ช่วยจัดการออเดอร์ได้ทั้งธุรกิจขายส่งและขายปลีกในระบบเดียว ครอบคลุมตั้งแต่หน้าชำระเงินทั้งออนไลน์และหน้าร้าน การประมวลผลคำสั่งซื้อ อีเมลยืนยัน การจัดส่งสินค้า ไปจนถึงการดูแลลูกค้าหลังการขาย
เมื่อใช้ Shopify เป็นระบบจัดการออเดอร์ คุณสามารถทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่รับออเดอร์จนถึงส่งมอบสินค้าเป็นอัตโนมัติ รวมการจัดการสต็อกจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียว และติดตามสถานะคำสั่งซื้อได้อย่างสะดวก ระบบยังรองรับการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การแก้ไขคำสั่งซื้อ การสั่งสินค้าล่วงหน้า และการจัดส่งสินค้าแบบแยกบางส่วน
ฟีเจอร์ B2B บน Shopify ยังรองรับการสร้างโปรไฟล์บริษัทที่กำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานได้หลายระดับ รองรับหลายผู้ซื้อและหลายสาขา ช่วยให้ลูกค้าแต่ละรายได้รับประสบการณ์เฉพาะตัว คุณสามารถตั้งค่าบัญชีขายส่ง กำหนดรายการสินค้า ราคา ปริมาณขั้นต่ำ ส่วนลดตามจำนวน เงื่อนไขการชำระเงิน และให้ลูกค้าจัดการคำสั่งซื้อได้ด้วยตนเอง
Shopify ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร ระบบการตลาดผ่านอีเมล และระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ผ่านแอปใน Shopify App Store
นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มอื่นเข้ามาไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมอยู่ในหลังบ้านเดียวที่ใช้งานง่าย ทีมงานสามารถสร้างและวิเคราะห์รายงานได้สะดวก ขณะเดียวกันลูกค้า B2B ก็สามารถสั่งซื้อ จัดการบัญชี และติดตามประวัติคำสั่งซื้อได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ของคุณ
แพ็กเกจ Shopify Plus เริ่มต้นประมาณ ฿82,000 ต่อเดือน (สัญญา 3 ปี) หรือประมาณ ฿89,000 ต่อเดือน (สัญญา 1 ปี) โดยราคาจริงอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขและประเทศที่ใช้งาน
2. Cin7 Orderhive

Cin7 Omni ระบบจัดการออเดอร์และสต็อกแบบหลายช่องทางที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมการขายและการจัดการสินค้าได้ในระบบเดียว โดยรองรับทั้งการจัดการคลังสินค้า การขายหน้าร้าน ระบบจุดขาย การออกใบแจ้งหนี้ การรับชำระเงิน และการจัดการโลจิสติกส์ โดยระบบนี้สามารถรองรับธุรกิจได้ตั้งแต่ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจจัดจำหน่ายขนาดใหญ่ที่มีหลายประเทศ ราคาเริ่มต้นประมาณ ฿36,000 ต่อเดือน โดยสามารถเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจได้

3. Brightpearl
Brightpearl by Sage เป็นระบบสำหรับธุรกิจค้าปลีกที่รวมฟีเจอร์สำคัญของการจัดการออเดอร์ B2B ไว้ครบ เช่น การจัดการออเดอร์และสต็อก การจัดส่งและการดำเนินการสินค้า การจัดการคลังสินค้า และเครื่องมือดูแลลูกค้า ซึ่งระบบสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มขายต่าง ๆ ได้หลากหลาย รวมถึง Shopify และมีทีมซัพพอร์ตช่วยให้ธุรกิจใช้งานระบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยผู้สนใจสามารถติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอใบเสนอราคาได้
4. Pipe17

Pipe17 แพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมต่อระบบของธุรกิจที่ขายทั้งแบบ B2B และขายตรงถึงผู้บริโภค โดยช่วยเชื่อม Shopify เข้ากับระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร มาร์เก็ตเพลส และศูนย์จัดส่งสินค้า พร้อมซิงก์ข้อมูลสต็อก จัดการออเดอร์ และควบคุมการไหลของข้อมูลระหว่างทุกระบบแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังรองรับงานที่ซับซ้อน เช่น การแยกออเดอร์ การจัดการสินค้าแบบชุด และการจัดส่งจากหลายคลัง โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค ส่วนราคาจะอยู่ที่ประมาณ ฿840,000 ต่อปี สำหรับแพ็กเกจมาตรฐาน เหมาะกับธุรกิจระดับกลางถึงองค์กรที่มีออเดอร์สูงสุดประมาณ 4,000 รายการต่อเดือน และเชื่อมต่อได้สูงสุด 5 แพลตฟอร์ม
5. SparkLayer

SparkLayer โซลูชันสำหรับธุรกิจ B2B ที่ช่วยเปลี่ยนร้าน Shopify เดิมให้กลายเป็นเว็บไซต์ขายส่ง โดยรองรับการตั้งราคาตามลูกค้า การทำใบเสนอราคา การออกใบแจ้งหนี้ และการทำงานร่วมกันในทีม บนแพลตฟอร์มมีแพ็กเกจแบบขั้นบันได เริ่มต้นประมาณ ฿1,700 ต่อเดือน สำหรับออเดอร์สูงสุด 50 รายการ พร้อมบริการตั้งค่าเริ่มต้นฟรี และมีคะแนนรีวิวจากผู้ใช้งานใน Shopify App Store สูงถึง 4.9 จาก 5
ระบบช่วยให้ทั้งลูกค้าและทีมขายสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ง่าย เชื่อมต่อกับธีม Shopify เดิมได้อย่างลงตัว และรองรับหลายภาษาและหลายสกุลเงิน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
ประโยชน์ของระบบจัดการคำสั่งซื้อ B2B
เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ระบบจัดการออเดอร์ B2B ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้เร็วขึ้นและเป็นระบบมากขึ้น โดยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่เดียว ระบบยังช่วยทำงานอัตโนมัติในงานซ้ำ ๆ สร้างมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน และรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทำให้ทีมสามารถจัดการออเดอร์ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนคน
ตัวอย่างสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่
- แสดงข้อมูลสต็อกแบบเรียลไทม์ในทุกช่องทางการขาย
- ลดเวลาการอนุมัติออเดอร์ ไม่ต้องรอการเซ็นหรืออนุมัติแบบแมนนวล
- ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และติดตามได้ง่าย
- ให้ลูกค้าสั่งซื้อและตรวจสอบสถานะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องติดต่อทีมงาน
- เปลี่ยนเอกสารกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัลที่ค้นหาได้ง่าย
- ประมวลผลหลายออเดอร์พร้อมกัน แทนการทำทีละรายการ
เมื่อระบบทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีมของคุณจะมีเวลาไปโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจ เช่น การดูแลลูกค้ารายใหญ่ การเจรจากับซัพพลายเออร์ และการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย แทนที่จะเสียเวลาไปกับงานจัดการออเดอร์แบบแมนนวล
ปรับปรุงกระแสเงินสด
เมื่อข้อมูลออเดอร์ทั้งหมดถูกรวมไว้ในระบบเดียว คุณจะมองเห็นข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์ เช่น มูลค่าออเดอร์ สถานะการชำระเงิน และวงเงินเครดิตของลูกค้า ช่วยให้คาดการณ์กระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น และระบุลูกค้าที่สร้างกำไรสูงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถติดตามพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า B2B เพื่อนำไปปรับนโยบายเครดิต และลดระยะเวลาเก็บเงินได้เร็วขึ้น
ทำให้กระบวนการซัพพลายเชนที่ซับซ้อนเป็นอัตโนมัติ
ระบบจัดการออเดอร์ B2B สามารถกำหนดเส้นทางออเดอร์ไปยังศูนย์จัดส่งที่เหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากสต็อก ตำแหน่งลูกค้า และเงื่อนไขการจัดส่ง
การลดการประสานงานแบบแมนนวลระหว่างฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า และการเงิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวม พร้อมทำให้มองเห็นต้นทุนสินค้าได้ชัดขึ้น และสามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้ดีขึ้นผ่านการควบคุมระดับสต็อกให้เหมาะสม
ให้ Shopify ช่วยจัดการออเดอร์ขายส่ง B2B ของคุณ
ไม่ว่าคุณจะขายให้ลูกค้า B2B โดยตรง หรือทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่าย คุณจำเป็นต้องมีระบบที่รวมการจัดการออเดอร์ ติดตามการจัดส่ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไว้ในที่เดียว เพราะหากไม่มีระบบรวมศูนย์ ธุรกิจขายส่งมักต้องเจอกับปัญหาออเดอร์ผิดพลาด สต็อกไม่ตรง และขั้นตอนการทำงานแบบแมนนวลที่ทำให้การเติบโตช้าลง เริ่มขยายและบริหารธุรกิจขายส่งของคุณบน Shopify ด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาให้ยืดหยุ่นและปรับแต่งได้ รองรับลูกค้าทุกกลุ่มได้แล้ววันนี้
ดูวิธีเริ่มต้นและขยายธุรกิจ B2B บน Shopify
คำถามที่พบบ่อยซอฟต์แวร์จัดการออเดอร์ B2B
OMS และ CRM ต่างกันอย่างไร
CRM ย่อมาจากการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า ซอฟต์แวร์ CRM มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันและผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า ติดตามทุกอย่างตั้งแต่ข้อมูลประชากรไปจนถึงประวัติคำสั่งซื้อ ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อเน้นเฉพาะโลจิสติกส์เกี่ยวกับใบสั่งซื้อ
ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อ B2B สามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP และ CRM ที่มีอยู่ได้หรือไม่
ได้ ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อ B2B ที่ดีที่สุดสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์อื่นๆ มากมาย รวมถึงระบบ ERP และ CRM
ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อ B2B มีความปลอดภัยด้านการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวอย่างไร
แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อ B2B ส่วนใหญ่มีการปกป้องข้อมูลหลายระดับ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ที่เข้ารหัสและการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัยเมื่อเข้าสู่ระบบ ควรฝึกอบรมทีมในแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับความเป็นส่วนตัวของลูกค้าและการจัดการข้อมูล
ซอฟต์แวร์จัดการคำสั่งซื้อ B2B สามารถขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจได้หรือไม่
ได้ แพลตฟอร์มจัดการคำสั่งซื้อ B2B เกือบทั้งหมดสามารถขยายตัวได้และช่วยให้อัปเกรดไปยังระดับที่สูงขึ้นเมื่อบริษัทบรรลุปริมาณคำสั่งซื้อระดับองค์กร


