การสร้างเว็บไซต์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเร่งการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก เว็บไซต์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และมีดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ ยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายผ่านร้านค้าออนไลน์
หากกำลังมองหาวิธีสร้างเว็บไซต์ที่ทั้งง่ายและมีประสิทธิภาพ Shopify คือหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ช่วยให้การออกแบบหน้าเว็บเป็นเรื่องง่าย แม้ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโค้ด พร้อมเครื่องมือสำหรับการดำเนินธุรกิจครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดส่ง ระบบรับชำระเงินออนไลน์ และฟีเจอร์ด้านการตลาด เช่น การปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาบนเครื่องมือค้นหา (SEO)
บทความนี้รวบรวมทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวิธีสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจด้วย Shopify พร้อมแนะนำขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์แบบละเอียด เพื่อช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการเผยแพร่เว็บไซต์จริง
วิธีสร้างเว็บไซต์ด้วยเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ใน 9 ขั้นตอน
- กำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
- เลือกเครื่องมือสร้างเว็บไซต์
- เลือกผู้ให้บริการโฮสติ้ง
- เลือกชื่อโดเมน
- ออกแบบเลย์เอาต์และโครงสร้างเว็บไซต์
- เพิ่มหน้าสำคัญที่จำเป็น
- เชื่อมต่อระบบชำระเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์
- เพิ่มเครื่องมือด้านการตลาด
- ดูตัวอย่าง ทดสอบ และเผยแพร่เว็บไซต์
1. กำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
ขั้นตอนแรกของวิธีสร้างเว็บไซต์ที่ไม่ควรมองข้าม คือการกำหนดวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ให้ชัดเจน ก่อนเริ่มออกแบบหรือเลือกแพลตฟอร์ม ลองพิจารณาว่าเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อใคร โดยเริ่มจากการกำหนดโปรไฟล์ลูกค้าในอุดมคติ
ธุรกิจบางแห่งมุ่งเน้นลูกค้าทั่วไป (B2C) ขณะที่บางแห่งให้บริการลูกค้าองค์กร (B2B) และแม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ก็อาจมี Persona ของผู้ใช้งานหลายรูปแบบ ดังนั้นควรวางแผนว่าผู้เข้าชมแต่ละกลุ่มควรได้รับประสบการณ์การใช้งาน (UX) แบบใด เพื่อให้เว็บไซต์ตอบโจทย์ความต้องการได้ดีที่สุด
เมื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว ให้กำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์อย่างชัดเจน เพราะการมีทิศทางที่แน่นอนจะช่วยให้เลือกฟีเจอร์และวางแผนการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ธุรกิจ ได้แก่
- จำหน่ายสินค้าทั้งแบบกายภาพและดิจิทัล
- ให้บริการหลังการขายและการสนับสนุนลูกค้า
- นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท
- สร้างภาพลักษณ์และตัวตนของแบรนด์
- เผยแพร่ข่าวสาร บทความ และอัปเดตผ่านบล็อก
- แสดงรีวิวและความคิดเห็นจากลูกค้า
- เปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้า
- เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและขยายฐานลูกค้า
เมื่อกำหนดเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนว่าจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น หากต้องการขายสินค้าออนไลน์ ควรวางระบบการจัดการสินค้า การรับชำระเงิน และการทำการตลาดควบคู่กันตั้งแต่เริ่มต้น
การสร้างเว็บไซต์ไม่ใช่โครงการที่จบลงหลังจากเผยแพร่เว็บไซต์ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมแบ่งแผนงานออกเป็นขั้นตอน จะช่วยให้วิธีสร้างเว็บไซต์มีประสิทธิภาพและวัดผลได้ง่ายขึ้น
2. เลือกเครื่องมือสร้างเว็บไซต์
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการเลือกเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ ที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ เพราะเครื่องมือที่ดีจะช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ด
เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่ใช้ระบบลากและวางทำให้สามารถออกแบบหน้าเว็บ เพิ่มคอนเทนต์ และจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการเปิดเว็บไซต์ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ที่ดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
- เทมเพลตและธีมสำเร็จรูปที่ช่วยให้เริ่มต้นได้รวดเร็ว
- ตัวเลือกการปรับแต่งดีไซน์ที่ยืดหยุ่น
- คลังรูปภาพและวิดีโอสำหรับใช้งาน
- เครื่องมือออกแบบแบบลากและวาง
- ฟีเจอร์ด้าน SEO การตลาด และการขาย
- เครื่องมือสร้างคอนเทนต์ด้วย AI
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น อาจต้องเพิ่มฟีเจอร์หรือปรับแต่งเว็บไซต์ให้ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การแก้ไขโค้ด HTML และ CSS ดังนั้น ควรเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับการปรับแต่งโค้ดได้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถขยายตามการเติบโตของธุรกิจได้ในอนาคต

เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ Shopify
หากกำลังมองหาวิธีสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย Shopify เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยม เพราะสามารถใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลากหลายประเภท ไม่ได้จำกัดเฉพาะร้านค้าออนไลน์
Shopify มาพร้อมธีมที่ปรับแต่งได้ รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และมีทีมสนับสนุนพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้สามารถสร้างเว็บไซต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมืออาชีพ
เมื่อเว็บไซต์พร้อมใช้งาน Shopify ยังมีเครื่องมือสำหรับการขายและการตลาดแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นระบบรับชำระเงิน การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า หรือระบบอีเมลอัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดสามารถจัดการได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว โดยไม่ต้องพึ่งบริการจากผู้ให้บริการภายนอก
เครื่องมือสร้างเว็บไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจ
นอกจาก Shopify แล้ว ยังมีแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์และอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยม ได้แก่
- Wix
- Squarespace
- WordPress
แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นแตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือก ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ เปรียบเทียบความง่ายในการใช้งาน ความสามารถในการปรับแต่ง ราคา ฟีเจอร์ที่รองรับ และการบริการลูกค้า รวมถึงความสามารถในการรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
เครื่องมือสร้างเว็บไซต์แบบลากและวางอื่นๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่
- Weebly
- 3dcart
- Volusion
- GoDaddy
3. เลือกผู้ให้บริการโฮสติ้ง
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่เหมาะสม เนื่องจากทุกเว็บไซต์จำเป็นต้องจัดเก็บไฟล์ รูปภาพ และข้อมูลต่างๆ ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งผู้ให้บริการโฮสติ้งจะเป็นผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
การเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละรายมีแพ็กเกจ ราคา และทรัพยากรที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล แบนด์วิดท์ จำนวนบัญชีอีเมล หรือฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงการเติบโตของธุรกิจในอนาคต เพื่อให้โฮสติ้งสามารถรองรับปริมาณผู้เข้าชมและการขยายเว็บไซต์ได้อย่างต่อเนื่อง
หากกำลังสร้างเว็บไซต์สำหรับร้านค้าออนไลน์ ควรเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- แบนด์วิดท์ไม่จำกัด เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- การปฏิบัติตามมาตรฐานอุตสาหกรรมการชำระเงิน (PCI) เพื่อปกป้องข้อมูลการชำระเงินของลูกค้า
- เซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง ช่วยให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็วจากทุกภูมิภาค
- ริการส่งต่ออีเมลแบบไม่จำกัด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
- โดเมนของตัวเอง รองรับการเชื่อมต่อและจัดการชื่อโดเมนของธุรกิจได้อย่างสะดวก
Shopify มาพร้อมบริการโฮสติ้งเว็บไซต์ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ในทุกแพ็กเกจ โดยมีทั้งแบนด์วิดท์ไม่จำกัด การส่งต่ออีเมล ชื่อโดเมนแบบกำหนดเอง และเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
4. เลือกชื่อโดเมน
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการเลือกชื่อโดเมน ซึ่งเปรียบเสมือนที่อยู่ของเว็บไซต์บนโลกออนไลน์ ชื่อโดเมนที่ดีไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ง่าย แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสนับสนุนการทำ SEO ให้เว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับในการค้นหามากขึ้น
ในการเลือกชื่อโดเมน ควรคำนึงถึงหลักการต่อไปนี้
- ตั้งชื่อให้สั้น กระชับ และจดจำได้ง่าย
- สอดคล้องกับชื่อแบรนด์หรือธุรกิจ
- เลือกใช้โดเมนระดับบน ที่ได้รับความนิยม เช่น .com
- หากเน้นตลาดในประเทศไทย อาจเลือกใช้ .th หรือ .co.th
- แทรกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หากสามารถทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น หากชื่อโดเมน afteryou.co.th ถูกจดทะเบียนไปแล้ว อาจเลือกชื่อที่ยังคงสะท้อนแบรนด์และเพิ่มความหมาย เช่น cravingafteryou.co.th หรือ afteryoudessert.co.th ซึ่งช่วยสื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์และสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ใช้งาน
อีกทางเลือกหนึ่งคือการเพิ่มคำต่อท้าย เช่น storenameonline.co.th หรือ storenamethai.co.th หรือเลือกใช้ส่วนขยายโดเมนอื่น เช่น shop หรือ .th
อย่างไรก็ตาม ควรเลือกชื่อโดเมนให้รอบคอบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะการเปลี่ยนชื่อโดเมนหลังจากเว็บไซต์เปิดใช้งานแล้ว อาจส่งผลต่ออันดับ SEO การเข้าชมเว็บไซต์ และการจดจำแบรนด์ของลูกค้า
วิธีจดทะเบียนชื่อโดเมน
หลังจากเลือกชื่อโดเมนแล้ว ขั้นตอนต่อไปของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการตรวจสอบว่าชื่อดังกล่าวยังว่างสำหรับการจดทะเบียนหรือไม่ โดยชื่อโดเมนทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชื่อโดเมนระดับโลก
สามารถตรวจสอบความพร้อมใช้งานของชื่อโดเมนผ่านผู้ให้บริการรับจดทะเบียนโดเมนหรือผู้ให้บริการโฮสติ้ง เช่น Shopify, Google Domains หรือ GoDaddy หากชื่อที่ต้องการยังไม่มีผู้ใช้งาน ก็สามารถจดทะเบียนได้ทันที
💡 เคล็ดลับ ผู้ให้บริการบางรายอาจเสนอค่าจดทะเบียนในปีแรกในราคาพิเศษ แต่มีค่าต่ออายุที่สูงกว่า ดังนั้นควรตรวจสอบค่าบริการทั้งในช่วงเริ่มต้นและระยะยาวก่อนตัดสินใจ
หากเลือกสร้างเว็บไซต์ด้วย Shopify คุณสามารถค้นหา จดทะเบียน และจัดการชื่อโดเมนได้จากระบบผู้ดูแลเพียงแห่งเดียว พร้อมรับใบรับรอง SSL ฟรี และระบบปกป้องข้อมูล WHOIS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์และข้อมูลเจ้าของโดเมน
💡 หากยังไม่มีไอเดียในการตั้งชื่อเว็บไซต์ ใช้โปรแกรมสร้างชื่อโดเมนฟรีจาก Shopify
โปรแกรมสร้างชื่อโดเมนฟรีจาก Shopify
5. ออกแบบเลย์เอาต์และโครงสร้างเว็บไซต์
หลังจากตั้งค่าโฮสติ้งและจดทะเบียนชื่อโดเมนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการออกแบบเลย์เอาต์และโครงสร้างเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมถึงมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้เข้าชม
การเลือกธีมเว็บไซต์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบเว็บไซต์ เพราะธีมจะกำหนดทั้งรูปแบบการแสดงผล การจัดวางองค์ประกอบ และประสบการณ์โดยรวมของผู้ใช้งาน เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักมีทั้งธีมฟรีและธีมแบบเสียค่าใช้จ่ายให้เลือก โดยแต่ละธีมจะถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น เว็บไซต์บริษัท บล็อก หรือร้านค้าออนไลน์
สำหรับ Shopify ระบบจะมีธีมเริ่มต้นให้ใช้งานทันที หากต้องการปรับแต่งรูปลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สามารถเลือกธีมเพิ่มเติมจาก Shopify Theme Store ซึ่งมีธีมให้เลือกมากกว่า 100 แบบ พร้อมดีไซน์และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจหลากหลายประเภท
ไม่ว่าจะเลือกธีมฟรีหรือธีมแบบพรีเมียมที่ออกแบบโดยสตูดิโอชั้นนำอย่าง Happy Cog, Clearleft, และ Pixel Union ทุกธีมของ Shopify สามารถปรับแต่งได้ง่าย รองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และมีระบบแสดงตัวอย่างเว็บไซต์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การสร้างเว็บไซต์เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
วิธีเลือกธีมเว็บไซต์
แม้จะไม่จำเป็นต้องเลือกธีมที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก แต่การเลือกธีมที่เหมาะกับแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยลดเวลาในการปรับแต่งภายหลัง ควรเลือกธีมที่สอดคล้องกับประเภทของธุรกิจ อุตสาหกรรม และจำนวนสินค้าหรือบริการที่ต้องการนำเสนอ
เลือกธีมที่รองรับการปรับแต่งเลย์เอาต์
ธีมที่ดีควรมีตัวเลือกในการปรับแต่งเลย์เอาต์เว็บไซต์ได้อย่างยืดหยุ่น เช่น รูปแบบหน้าแรก โครงสร้างหน้าภายใน สไตล์ของปุ่ม และการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเว็บไซต์ในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนธีมใหม่
เลือกธีมที่มีฟีเจอร์ตรงกับความต้องการ
ก่อนตัดสินใจเลือกธีม ควรตรวจสอบว่ามีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายของเว็บไซต์หรือไม่ ตัวอย่างเช่น
- ร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก ควรเลือกธีมที่มีระบบค้นหาสินค้าอัตโนมัติ
- เว็บไซต์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ควรเลือกธีมที่รองรับการแสดงรีวิว รางวัล หรือผลงานที่ผ่านมา
- เว็บไซต์ที่เน้นการสร้างคอนเทนต์ ควรเลือกธีมที่มีรูปแบบบทความและบล็อกที่อ่านง่าย
การเลือกธีมที่มีฟีเจอร์ครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดความจำเป็นในการติดตั้งแอปหรือส่วนเสริมเพิ่มเติมในภายหลัง
อย่าเลือกธีมจากสีหรือฟอนต์เพียงอย่างเดียว
แม้ว่าสีและฟอนต์จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของแบรนด์ แต่ทั้งสองส่วนสามารถปรับเปลี่ยนได้ภายหลัง ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างเว็บไซต์ ความยืดหยุ่นของธีม และประสบการณ์การใช้งานมากกว่ารูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
ทดลองใช้หลายธีมก่อนตัดสินใจ
อีกหนึ่งคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังศึกษาวิธีสร้างเว็บไซต์คือ การทดลองใช้งานหลายธีมก่อนเลือกใช้งานจริง หากพบว่าธีมที่เลือกไม่เหมาะกับเว็บไซต์ เช่น แสดงผลบนมือถือได้ไม่ดี หรือไม่รองรับฟีเจอร์ที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนธีมได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ควรสำรองข้อมูลเว็บไซต์ก่อนทำการเปลี่ยนธีมหรือปรับแต่งโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
💡 เคล็ดลับ หลังจากเลือกธีมแล้ว ลองปรับแต่งสี ฟอนต์ โลโก้ และองค์ประกอบต่างๆ ผ่านเมนู Customize Theme เพื่อให้เว็บไซต์สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่ารูปแบบการแสดงผล ฟังก์ชันของเว็บไซต์ และรายละเอียดอื่นๆ ได้จากหน้า Theme Settings โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
การปรับแต่ง Shopify Theme
6. เพิ่มหน้าสำคัญที่จำเป็น
อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการเพิ่มหน้าเว็บไซต์ที่จำเป็นให้ครบถ้วน โดยประเภทของหน้าเว็บไซต์จะขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและเป้าหมายของเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น หากกำลังสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ควรมีหน้าผลิตภัณฑ์และหน้าคอลเลกชันสินค้า หากเป็นธุรกิจร้านอาหาร ควรมีหน้าเมนูและระบบจองโต๊ะ ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจต้องมีหน้ารวมรายการทรัพย์สิน แบบฟอร์มติดต่อ และระบบนัดหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า
การวางโครงสร้างหน้าเว็บไซต์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลได้ง่าย พร้อมทั้งสนับสนุนการทำ SEO และเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้า
วางแผนคอนเทนต์เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google
นอกจากการสร้างหน้าเว็บไซต์ที่จำเป็นแล้ว การวางแผนคอนเทนต์ก็เป็นอีกหัวใจสำคัญของวิธีสร้างเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ เนื้อหาทุกหน้าควรเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และแสดงถึงความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณ
เมื่อเว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและผู้ใช้งานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง เครื่องมือค้นหาอย่าง Google จะเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และมีโอกาสจัดอันดับเว็บไซต์ให้สูงขึ้นในผลการค้นหา
การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับเครื่องมือค้นหา (SEO) ควรเริ่มต้นจาก
- ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องด้วยเครื่องมือวิเคราะห์คำค้น
- สร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คำค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย
- จัดวางคีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติในหัวข้อ เนื้อหา และคำอธิบายของแต่ละหน้า
- อัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความสดใหม่ของเว็บไซต์
หน้าเว็บไซต์พื้นฐานที่ควรมี
แม้แต่ละธุรกิจจะมีความต้องการแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว เว็บไซต์ธุรกิจควรมีหน้าเว็บไซต์สำคัญอย่างน้อย 6 ประเภท ดังต่อไปนี้
หน้าแรก
หน้าแรกเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บไซต์และมักเป็นหน้าแรกที่ผู้ใช้งานพบ จึงควรสื่อสารให้ชัดเจนว่าธุรกิจคืออะไร นำเสนอสินค้า บริการ หรือข้อเสนอหลัก พร้อมชี้นำผู้เข้าชมไปยังหน้าที่สำคัญ เช่น สินค้าขายดี โปรโมชั่น หรือบริการเด่น
หน้าสินค้า
หน้าผลิตภัณฑ์เป็นส่วนสำคัญของการสร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ เพราะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจรายละเอียดสินค้าได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดสินค้า ราคา รูปภาพ วิดีโอ รีวิว ตัวเลือกสินค้า และสถานะสต็อก
ควรสร้างหน้าแยกสำหรับสินค้าแต่ละรายการ เพื่อให้ Google จัดทำดัชนี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการติดอันดับสำหรับคำค้นเฉพาะของแต่ละสินค้า
สำหรับ Shopify สามารถเพิ่มสินค้าได้จากเมนู Products พร้อมระบุชื่อสินค้า รายละเอียด ราคา รูปภาพ และวิดีโอ รวมถึงจัดหมวดหมู่สินค้า ได้ทั้งแบบกำหนดเองและแบบอัตโนมัติ ช่วยให้การจัดการร้านค้าเป็นระบบมากขึ้น
นอกจากนี้ Shopify ยังรองรับการขายสินค้าจริง สินค้าดิจิทัล บริการ และการเชื่อมต่อกับผู้จำหน่ายสินค้ารายอื่นได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว
หน้าติดต่อ
หน้าติดต่อช่วยให้ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือได้อย่างสะดวก ควรมีแบบฟอร์มติดต่อ ช่องทางการติดต่อ เช่น อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ หรือโซเชียลมีเดีย รวมถึงลิงก์ไปยังหน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เพื่อช่วยลดจำนวนคำถามซ้ำๆ
หน้าคำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หน้าคำถามที่พบบ่อยช่วยรวบรวมคำตอบสำหรับประเด็นที่ลูกค้าสอบถามบ่อย เช่น วิธีสั่งซื้อ การจัดส่ง การชำระเงิน หรือการคืนสินค้า
การมีหน้า FAQ ที่ครบถ้วนช่วยให้ลูกค้าค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง ลดภาระของทีมบริการลูกค้า และช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์
หน้าเกี่ยวกับเรา
สามารถเพิ่มข้อมูลทีมงาน รางวัล ผลงานที่ผ่านมา รวมถึงลิงก์ไปยังช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
หากต้องการให้สื่อมวลชนหรือผู้จัดรายการพอดแคสต์ติดต่อได้ง่าย ควรเพิ่มข้อมูลสำหรับการติดต่อด้านสื่อโดยเฉพาะ เช่น อีเมลสำหรับงานประชาสัมพันธ์ หรือรายละเอียดผู้ประสานงาน
หน้านโยบาย
ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ประเภทใด การมีหน้านโยบายถือเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย
สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ควรมีอย่างน้อย
- นโยบายการจัดส่ง
- นโยบายการคืนสินค้าและการคืนเงิน
- ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน
- นโยบายความเป็นส่วนตัว
Shopify มีเครื่องมือฟรีที่ช่วยสร้างเอกสารเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถเริ่มต้นใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
💡 เคล็ดลับ นอกจากหน้าเว็บไซต์พื้นฐานแล้ว ควรเพิ่มคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น บทความในบล็อก คู่มือการเลือกซื้อสินค้า กรณีศึกษาจากลูกค้า รีวิวจากผู้ใช้งานจริง และคำรับรองจากแหล่งอิสระ เพราะคอนเทนต์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยสร้างความไว้วางใจ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการทำ SEO และช่วยให้วิธีสร้างเว็บไซต์ของคุณประสบความสำเร็จในระยะยาว
7. เชื่อมต่อระบบชำระเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์
หากเป้าหมายของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการขายสินค้าออนไลน์ การเชื่อมต่อระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและใช้งานง่ายถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งลูกค้าชำระเงินได้สะดวก โอกาสในการปิดการขายก็ยิ่งสูงขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจดรอปชิปปิง หรือจำหน่ายสินค้าของตัวเอง เว็บไซต์ควรรองรับกระบวนการสั่งซื้อที่รวดเร็ว ตั้งแต่การเลือกสินค้าไปจนถึงการชำระเงิน เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและลดการละทิ้งตะกร้าสินค้า
ปัจจุบัน เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่มาพร้อมระบบรับชำระเงินในตัว หรือรองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการชำระเงินรายต่างๆ ทำให้สามารถเริ่มขายสินค้าได้โดยไม่ต้องพัฒนาระบบเพิ่มเติม
สำหรับ Shopify ทุกแพ็กเกจมาพร้อมกับช่องทางการชำระเงินยอดนิยม เช่น Google Pay, PayPal และบริการผ่อนชำระในประเทศที่รองรับ ช่วยให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการชำระเงินที่หลากหลาย
8. เพิ่มเครื่องมือด้านการตลาด
การเผยแพร่เว็บไซต์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิธีสร้างเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว หากต้องการเพิ่มยอดขายและขยายฐานลูกค้า ควรติดตั้งเครื่องมือด้านการตลาดที่ช่วยดึงดูดผู้เข้าชมและเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้กลายเป็นลูกค้า
Shopify App Store มีแอปพลิเคชันมากกว่า 8,000 รายการ ที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดีย การเพิ่มประสิทธิภาพการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ หรือการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า
แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์อื่นๆ ก็มีระบบส่วนเสริม และปลั๊กอินในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้ สามารถค้นหา แอป Shopify ฟรี เพื่อช่วย
- เชื่อมต่อเว็บไซต์กับ Marketplace และช่องทางการขายออนไลน์
- สร้างโปรแกรมสะสมคะแนนและระบบสมาชิก
- เก็บรายชื่อสำหรับการทำ Email Marketing
- ค้นหาสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม
- เชื่อมต่อและจัดการโฆษณาบน Facebook และช่องทางโซเชียลมีเดีย
- สร้างป๊อปอัปเพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า
- เพิ่มระบบแชทสดสำหรับให้บริการลูกค้า
- รองรับช่องทางการชำระเงินเพิ่มเติม
- เชื่อมต่อกับ Google Analytics เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์
การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการตลาดออนไลน์ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
9. ดูตัวอย่าง เทสต์ และเผยแพร่เว็บไซต์
ขั้นตอนสุดท้ายของวิธีสร้างเว็บไซต์คือการตรวจสอบและทดสอบเว็บไซต์อย่างละเอียดก่อนเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่การเข้าชมครั้งแรก
ก่อนเปิดใช้งานเว็บไซต์ ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้
- ตรวจสอบว่าทุกหน้าเว็บไซต์โหลดได้อย่างถูกต้อง
- ทดสอบลิงก์ทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้
- ตรวจสอบรูปภาพ วิดีโอ และคอนเทนต์ว่าปรากฏอย่างสมบูรณ์
- ทดสอบขั้นตอนการสั่งซื้อและระบบชำระเงิน
- ตรวจสอบการแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต
- ขอให้เพื่อนหรือทีมงานทดลองใช้งานเว็บไซต์ เพื่อรับความคิดเห็นเกี่ยวกับความเร็วและประสบการณ์การใช้งาน (UX)
💡 ติดตามต่อด้วยคู่มือที่สมบูรณ์เกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
หลังเผยแพร่เว็บไซต์แล้ว ควรทำอะไรต่อ?
การสร้างเว็บไซต์ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อเว็บไซต์ออนไลน์ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ ปรับปรุงฟีเจอร์ และอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ
การเผยแพร่บทความหรือหน้าใหม่เป็นประจำยังช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับเครื่องมือค้นหาอย่าง Google ว่าเว็บไซต์มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ซึ่งส่งผลดีต่อการทำ SEO ช่วยให้เว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับในการค้นหาและเพิ่มทราฟฟิกแบบออร์แกนิกในระยะยาว
เมื่อเว็บไซต์มีโครงสร้างที่แข็งแรงแล้ว คุณสามารถต่อยอดด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ปรับแต่งประสบการณ์ของผู้ใช้งาน และทำการตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หากเลือกสร้างเว็บไซต์ด้วย Shopify คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยช่วงทดลองใช้ฟรี จากนั้นเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับธุรกิจ พร้อมใช้งานเครื่องมือสำหรับอีคอมเมิร์ซ การตลาด การบริหารจัดการร้านค้า และระบบวิเคราะห์ข้อมูลภายในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้การขยายธุรกิจออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
💡 หากคุณสร้างเว็บไซต์ Shopify เสร็จแล้วและพร้อมที่จะสร้างรายได้ โปรดอ่านเกี่ยวกับวิธีการสร้างยอดขายครั้งแรกภายใน 30 วัน
การทดลองใช้งาน Shopify ฟรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีสร้างเว็บไซต์
มีวิธีสร้างเว็บไซต์ฟรีหรือไม่
มี สามารถสร้างเว็บไซต์พื้นฐานฟรีได้ โดยใช้แพลตฟอร์มเครื่องมือสร้างเว็บไซต์หลายแห่ง รวมถึง WordPress, Wix และ Weebly หากต้องการใช้ชื่อโดเมนของตัวเองและเข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ เช่น เทมเพลตอีคอมเมิร์ซ จะต้องอัปเกรดเป็นแผนชำระเงิน
ชื่อโดเมนจำเป็นต่อการสร้างเว็บไซต์หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องมีชื่อโดเมนเพื่อสร้างเว็บไซต์ แพลตฟอร์มอย่าง Shopify และเครื่องมือสร้างเว็บไซต์อื่นๆ จะให้ที่อยู่โฮสต์ฟรี (โดยปกติจะอยู่ในรูปแบบ: yourname.hostingcompany.co.th) หากต้องการซื้อและใช้ชื่อโดเมนของตัวเอง สามารถโอนเว็บไซต์ไปยังที่อยู่ใหม่นั้นได้อย่างง่ายดาย
ทำอย่างไรจึงจะได้โดเมน
สามารถซื้อชื่อโดเมนจากผู้ให้บริการโดเมน ส่วนใหญ่บริการโฮสต์เว็บยังให้ซื้อชื่อโดเมนพร้อมกับแพ็คเกจบริการโฮสต์ที่ถูกที่สุด ชื่อโดเมนส่วนใหญ่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ราคาชื่อโดเมนจะแตกต่างกันไปตามความต้องการในตลาด
โปรแกรมสร้างเว็บไหนมีวิธีสร้างเว็บไซต์ขายของง่ายที่สุด
Shopify คือหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้วิธีสร้างเว็บไซต์ขายของเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะเราได้รวมทุกโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับอีคอมเมิร์ซไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การดีไซน์, เครื่องมือทางการตลาด, ระบบการชำระเงิน ฯลฯ
ใช้ Shopify สร้างเว็บไซต์ได้หรือไม่
ทุกคนสามารถใช้ Shopify สร้างเว็บไซต์ได้ เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ AI ฟรีมีธีมฟรีให้เลือกหลากหลาย พร้อมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทรงพลังที่สุดรองรับ
สร้างเว็บไซต์บน Shopify มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ทุกคนสามารถสร้างเว็บไซต์ฟรีได้ด้วยการทดลองใช้ฟรี 3 วันของ Shopify จากนั้นสามารถสร้างเว็บไซต์ต่อได้ในราคาประมาณ 32 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน โดยแพ็คเกจรวมเครื่องมือสร้างเว็บไซต์และเครื่องมืออีคอมเมิร์ซที่จำเป็นสำหรับการขายออนไลน์
Shopify มีเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ในตัวหรือไม่
ทุกแผนของ Shopify ให้สิทธิ์เข้าถึงเครื่องมือสร้างเว็บไซต์ในตัว เลือกจากธีมสำเร็จรูปมากกว่า 100 แบบ หรือออกแบบเว็บไซต์ด้วย AI

