สำหรับแบรนด์ขายตรงถึงผู้บริโภค การตลาดผ่านอีเมลมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ ตามรายงาน 2025 State of Marketing ของ Hubspot นั่นหมายความว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนในกลยุทธ์การตลาดผ่านอีเมลที่แข็งแกร่งสำหรับแบรนด์อีคอมเมิร์ซ แน่นอนว่าเพื่อปลดล็อกศักยภาพของการตลาดผ่านอีเมล คุณต้องรู้วิธีสร้างรายชื่ออีเมลเสียก่อน
พลังของการตลาดผ่านอีเมลไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Desirae Odjick นักการตลาดผลิตภัณฑ์ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องมืออัตโนมัติทางการตลาดของ Shopify อ่านต่อเพื่อรับเคล็ดลับจาก Desirae เกี่ยวกับวิธีสร้างรายชื่ออีเมลที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าใหม่และขยายธุรกิจขนาดเล็ก
หากคุณสามารถทำให้ 3 ถึง 5 คนที่ยังไม่พร้อมซื้อมีลิสต์อยู่ในอีเมลได้ นั่นหมายถึงที่คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าในอนาคต 3-5 คนนั้นได้แล้ว
Desirae Odjick โปรดักซ์ลีดเดอร์ Shopify
6 วิธีสร้างรายชื่ออีเมล
- สร้างแบบฟอร์มสมัครรับอีเมล
- เพิ่มแรงจูงใจให้คนสมัครอีเมล
- ตั้งค่าอีเมลต้อนรับอัตโนมัติ
- โปรโมตรายชื่ออีเมลของคุณ
- แชร์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์
- แบ่งกลุ่มรายชื่ออีเมล
- เทสต์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
“คุณใช้ความพยายามไม่น้อยในการดึงคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ” Desirae กล่าว “ถ้ามีคนเข้ามาที่เว็บไซต์ 100 คน แล้วมีสัก 2 ถึง 5 คนที่ตัดสินใจซื้อ นั่นถือว่าเป็นอัตรา Conversion ที่ดีมากแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็หมายความว่ายังมีผู้เข้าชมอีกประมาณ 95 คนหรือมากกว่านั้นที่ออกจากเว็บไซต์ไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปิดโอกาสให้พวกเขาสมัครเข้าร่วมรายชื่ออีเมลของคุณจึงสำคัญ หากคุณสามารถเปลี่ยนคนที่ยังไม่พร้อมซื้อ ให้ฝากอีเมลไว้ได้สัก 3 ถึง 5 คน นั่นก็หมายความว่าคุณมีคนอีก 3 ถึง 5 คนที่สามารถติดต่อและสื่อสารกับพวกเขาได้ในภายหลัง”
1. สร้างแบบฟอร์มสมัครรับอีเมล
ที่มา: Fluff
หากต้องการเก็บข้อมูลติดต่อจากลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้า สิ่งสำคัญคือคุณต้องมีแบบฟอร์มสมัครรับอีเมลที่เข้าถึงได้ง่าย สำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์ หากคุณใช้ Shopify ในการสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ วิธีที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุดในการเริ่มเก็บรายชื่ออีเมลคือการใช้ Shopify Forms แอปฟรีจาก Shopify ที่ช่วยให้คุณสร้างป๊อปอัปบนเว็บไซต์ที่มีแบรนด์ของคุณเอง รวมถึงแบบฟอร์มสมัครอีเมลแบบฝังในหน้าเว็บ เพื่อรวบรวมอีเมลจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก
“คุณสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้แทบทุกอย่างที่ต้องการ ด้วยการสร้างฟิลด์ข้อมูลแบบกำหนดเอง” Desirae อธิบาย “เช่น คุณอาจถามว่า ‘วันเกิดของคุณคือวันไหน?’ หรือ ‘สีที่คุณชอบคือสีอะไร?’ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกลงในรายชื่ออีเมลของคุณทันที” จากนั้นคุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ส่งข้อความที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละคนได้ เช่น อีเมลอวยพรวันเกิด เป็นต้น
หากต้องการเริ่มสร้างแบบฟอร์มสมัครอีเมลสำหรับการทำ Email Marketing ขั้นแรกให้ดาวน์โหลดแอป Shopify Forms ซึ่งใช้งานได้ฟรี จากนั้นเข้าไปที่ Shopify Admin แล้วไปที่เมนู Apps > Forms และเลือก Create form จากนั้นทำตามขั้นตอนเพื่อปรับแต่งและบันทึกแบบฟอร์มป๊อปอัปของคุณ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว คุณสามารถนำแบบฟอร์มสมัครอีเมลเหล่านี้ไปแสดงบนเว็บไซต์ของคุณ หรือสร้างหน้าแลนดิ้งเพจเพื่อให้แบบฟอร์ม opt-in เก็บที่อยู่อีเมลจากผู้เข้าชมได้ทันที
ควรมีข้อเสนอหรือสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจให้คนสมัครเข้าร่วมรายชื่ออีเมลของคุณเสมอ
Desirae Odjick หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Shopify
2. เพิ่มแรงจูงใจให้คนสมัครอีเมล
“ควรมีข้อเสนอหรือสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจให้คนสมัครเข้าร่วมรายชื่ออีเมลของคุณเสมอ” Desirae กล่าว “ส่วนลดเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใช้กันบ่อย แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยให้ผู้คนเห็นคุณค่าของการสมัครอีเมลกับแบรนด์ของคุณ”
ตัวอย่างเช่น หลายแบรนด์ใช้แบบฟอร์มสมัครอีเมลเพื่อเสนอคอนเทนต์พิเศษที่ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย “คุณอาจให้คู่มือฟรี ให้สิทธิ์เข้าถึงคอนเทนต์พิเศษ หรือแชร์เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญก็ได้” Desirae อธิบาย
หากธุรกิจของคุณใช้โมเดล limited drop หรือการปล่อยสินค้าเป็นรอบ ๆ การได้รู้ข่าวก่อนใครเกี่ยวกับสินค้าใหม่ก็อาจเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลัง “แบบฟอร์มที่มีประสิทธิภาพที่สุดบางแบบ มักเป็นของแบรนด์ที่ปล่อยสินค้าแบบจำกัดเวลา” Desirae กล่าว
ตัวอย่างเช่นแบรนด์ความงามสายยั่งยืน Fluff ซึ่งใช้โมเดลการเปิดขายสินค้าเป็นรอบรายไตรมาส ร้านค้าจะไม่ได้เปิดขายตลอดเวลา ดังนั้นแทนที่จะให้ส่วนลด Fluff เลือกเสนอสิทธิ์ “เข้าถึงสินค้าใหม่ก่อนใคร” ให้กับผู้ที่สมัครอีเมล
ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้แรงจูงใจแบบไหน สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารคุณค่าของข้อเสนอนั้นให้ชัดเจนในแบบฟอร์มสมัครอีเมล หลังจากนั้นคุณสามารถทดลองใช้แรงจูงใจหลายรูปแบบ เพื่อดูว่าแบบไหนช่วยเพิ่มจำนวนผู้สมัครใหม่ได้ดีที่สุด
“เมื่อมีคนตัดสินใจสมัครและฝากอีเมลไว้กับคุณ คุณต้องให้การต้อนรับทันที”
Desirae Odjick หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Shopify
3. ตั้งค่าอีเมลต้อนรับอัตโนมัติ
ที่มา: Tower28
หลังจากสร้างแบบฟอร์มสมัครอีเมล (opt-in form) แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งค่า อีเมลต้อนรับแบบอัตโนมัติ “อีเมลประเภทนี้มักเป็นอีเมลที่มีอัตราการเปิดสูงที่สุดประเภทหนึ่ง” Desirae อธิบาย “เพราะผู้ใช้เพิ่งทำการสมัคร พวกเขาคาดว่าจะได้รับอีเมลจากคุณ และจึงมีแนวโน้มที่จะเปิดอ่านมากกว่า”
ตัวอย่างเช่น แบรนด์สกินแคร์และเมกอัป Tower28 ส่งอีเมลต้อนรับที่มาพร้อมส่วนลด 10% จากนั้นจึงตามด้วยข้อความจากผู้ก่อตั้ง การแนะนำสินค้ายอดนิยม และแบบทดสอบเพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวเอง
Shopify Messaging มีระบบอีเมลต้อนรับแบบอัตโนมัติให้เลือกใช้ถึงสองรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีระบบอัตโนมัติอื่น ๆ เช่น อีเมลขอบคุณ และอีเมลแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งไว้ อย่างไรก็ตาม Desirae แนะนำว่าซีรีส์อีเมลต้อนรับเป็นสิ่งที่ผู้ค้าควรเริ่มต้นก่อน “เมื่อมีคนตัดสินใจสมัครและให้ที่อยู่อีเมลกับคุณ คุณต้องพร้อมที่จะต้อนรับพวกเขา”
การส่งอีเมลอัตโนมัติ เช่น อีเมลต้อนรับ ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลา แต่ยังช่วยให้คุณสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น เมื่อผู้ใช้ทำบางอย่างบนเว็บไซต์ เช่น สมัครรับจดหมายข่าว หรือเพิ่มสินค้าในตะกร้า คุณสามารถส่งอีเมลที่ตอบสนองต่อการกระทำนั้นได้ทันที
คุณสามารถตั้งค่าระบบอัตโนมัติเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วผ่านเทมเพลตของ Shopify Messaging หรือจะสร้างเวิร์กโฟลว์ของคุณเองด้วย Shopify Flow ก็ได้
4. โปรโมตรายชื่ออีเมลของคุณ
การทำให้คนมองเห็นคือส่วนสำคัญของการสร้างรายชื่ออีเมล เมื่อคุณมีแบบฟอร์มสมัครอีเมลและระบบอีเมลต้อนรับอัตโนมัติสำหรับผู้สมัครใหม่แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการโปรโมตรายชื่ออีเมลของคุณให้มากกว่าป๊อปอัปบนหน้าเว็บไซต์
Desirae แนะนำให้สร้างหน้าแลนดิ้งเพจสำหรับการสมัครอีเมลโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถนำลิงก์ไปแชร์ต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้ “นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดและใช้ต้นทุนน้อยที่สุด สำหรับคนที่รู้จักแบรนด์ของคุณจากช่องทางอื่นและอยากก้าวไปอีกขั้นด้วยการสมัครอีเมล”
นอกจากหน้าแลนดิ้งเพจแล้ว คุณยังสามารถแชร์ลิงก์สมัครอีเมลผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย เช่น ใส่ไว้ใน Instagram bio หรือสร้าง QR code ให้ลูกค้าสแกนในงานอีเวนต์หรือหน้าร้าน รวมถึงแชร์ลิงก์สมัครอีเมลก่อนการเปิดตัวสินค้าใหม่หรือข่าวสำคัญของแบรนด์ สิ่งสำคัญคือทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่า วิธีที่ดีที่สุดในการติดตามข่าวสารและอัปเดตจากแบรนด์คือการสมัครรับอีเมล
“แม้จะมีคนสมัครเพิ่มแค่ไม่กี่คน แต่นั่นก็หมายถึงคุณมีคนอีกไม่กี่คนที่ไม่ต้องเสียเงินโฆษณาเพื่อเข้าถึงพวกเขา” Desirae กล่าว “เมื่อพวกเขาอยู่ในรายชื่ออีเมลแล้ว คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา และในที่สุดก็เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าได้”
คุณยังสามารถเพิ่มความสนุกให้กับการสมัครอีเมลด้วยแนวคิดแบบ Gamification ได้ เช่น ทดลองใช้ป๊อปอัปวงล้อนำโชคบนเว็บไซต์ หรือจัดกิจกรรม แจกของรางวัลที่ผู้เข้าร่วมต้องสมัครอีเมลก่อน ตัวอย่างเช่น คุณอาจจัดกิจกรรมแจกสินค้าใหม่บน Instagram โดยให้ผู้ร่วมกิจกรรมสมัครรับจดหมายข่าวก่อนจึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการจับรางวัล
5. แชร์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์
ที่มา: Shopify
เมื่อคุณมีผู้สมัครในรายชื่ออีเมลแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำให้พวกเขายังคงมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของคุณผ่านคอนเทนต์คุณภาพและอีเมลที่ปรับให้เหมาะกับผู้รับ
“อย่าพึ่งพาแค่ระบบอัตโนมัติอย่างเดียว” Desirae กล่าว “อย่าลืมติดต่อและสื่อสารกับผู้ติดตามของคุณด้วย”
หากคุณใช้ Shopify Messaging Desirae แนะนำให้ลองดูเทมเพลตที่มีให้เพื่อหาไอเดีย “คำถามที่ผู้ค้าหลายคนมักเจอคือ ‘เราควรส่งอะไรดี?’” Desirae กล่าว “เทมเพลตทั้งหมดถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นตัวอย่างอีเมลที่เห็นก็คือสิ่งที่ธุรกิจแบบคุณใช้กันจริง”
ในฐานะเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก คุณมักรู้ดีที่สุดว่ากลุ่มลูกค้าของคุณอยากเห็นคอนเทนต์แบบไหน ดังนั้นกลยุทธ์การสร้างรายชื่ออีเมลของคุณควรมีเนื้อหาที่ สื่อสารตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
ตัวอย่างสิ่งที่คุณสามารถส่งผ่านอีเมลหรือจดหมายข่าวได้ เช่น
- โปรโมตสินค้าใหม่ หรือสินค้าที่กลับมาสต็อกอีกครั้ง
- แชร์ตัวอย่างการใช้งานสินค้าจริงจากลูกค้า
- เล่าเบื้องหลังการพัฒนาหรือการผลิตสินค้า
- ส่งอีเมลที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล เทศกาล หรืออีเวนต์ต่าง ๆ
- ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้า
- สัมภาษณ์ทีมงาน ลูกค้า หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์
- พาชมบรรยากาศร้านค้าหรือหน้าร้านของคุณ
เทมเพลตใน Shopify Messaging ยังถูกจัดหมวดหมู่ไว้หลากหลาย เช่น โปรโมชัน สินค้าเด่น หรืออีเมลตามเทศกาล ทำให้คุณสามารถเลือกใช้เทมเพลตที่เหมาะกับประเภทอีเมลที่ต้องการส่งได้อย่างง่ายดาย
6. แบ่งกลุ่มรายชื่ออีเมล
เมื่อรายชื่ออีเมลของคุณเริ่มเติบโตขึ้น สิ่งที่ควรเริ่มทำต่อไปคือ การแบ่งกลุ่มรายชื่ออีเมล Desirae แนะนำให้เริ่มจากการสร้างกลุ่มของผู้ติดตามที่มีการมีส่วนร่วมมากที่สุดก่อน
“ให้โฟกัสไปที่คนที่มีแนวโน้มจะให้ความสนใจอีเมลของคุณมากที่สุด” Desirae อธิบาย “ถ้ามีคนที่ไม่ได้เปิดอีเมลของคุณเลยในช่วงสามถึงหกเดือนที่ผ่านมา อีเมลฉบับนี้ก็คงไม่ใช่อีเมลพิเศษที่จะทำให้เขากลับมาเปิดอ่านทันที”
หากคุณสร้างกลุ่มรายชื่ออีเมลโดย ตัดผู้ที่ไม่ได้เปิดอีเมลในช่วงสามถึงหกเดือนที่ผ่านมาออก คุณจะสามารถเห็นข้อมูลได้ชัดขึ้นว่าผู้ติดตามของคุณมีส่วนร่วมกับอีเมลประเภทใด เมื่อรายชื่ออีเมลของคุณเติบโตขึ้น คุณก็สามารถแบ่งกลุ่มให้ละเอียดมากขึ้นได้
“คุณสามารถสร้างกลุ่มลูกค้าได้จากแทบทุกข้อมูลที่คุณมีใน Shopify” Desirae กล่าว ซึ่งรวมถึงข้อมูลอย่าง สินค้าที่ลูกค้าเคยซื้อ และช่วงเวลาที่ซื้อ “ลองคิดดูว่าการแบ่งกลุ่มแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด โดยพิจารณาจากสินค้าที่คุณขายและสิ่งที่ลูกค้าของคุณสนใจ” Desirae ยกตัวอย่างธุรกิจด้านความงามแห่งหนึ่งที่ขายทั้ง แชมพูสำเร็จรูป และวัตถุดิบสำหรับทำแชมพูเอง
“ถ้าพวกเขาเปิดตัวแชมพูสำเร็จรูปสูตรใหม่ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือการส่งอีเมลเฉพาะให้กับลูกค้าที่เคยซื้อแชมพูสำเร็จรูปมาก่อน และไม่ส่งให้กับคนที่ซื้อแต่วัตถุดิบ เพราะสินค้าใหม่นั้นไม่ได้ตรงกับสิ่งที่พวกเขากำลังมองหา”
โฟกัสไปที่คนที่มีแนวโน้มจะตอบสนองต่ออีเมลของคุณมากที่สุด
Desirae Odjick หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Shopify
7. เทสต์และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรายชื่ออีเมลของคุณเริ่มเติบโตขึ้น คุณสามารถปรับและพัฒนากลยุทธ์การสร้างรายชื่ออีเมลได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น คุณอาจทดลองใช้ดีไซน์แบบฟอร์มสมัครอีเมลแบบต่าง ๆ หรือข้อเสนอสำหรับผู้สมัครใหม่ที่แตกต่างกัน รวมถึงลองโปรโมตรายชื่ออีเมลผ่านช่องทางเพิ่มเติม เช่น Instagram หรือ TikTok
นอกจากนี้ คุณยังสามารถทดลองปรับรูปแบบของอีเมลได้ด้วย ลองทดสอบคอนเทนต์ประเภทต่าง ๆ การแบ่งกลุ่มลูกค้า ข้อเสนอ หรือโปรโมชัน เพื่อดูว่าสิ่งใดได้ผลดีที่สุดกับธุรกิจของคุณ อย่าลืมติดตามตัวชี้วัดสำคัญของ Email Marketing เช่น อัตราการยกเลิกการสมัครและอัตราการแปลงเป็นลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ของคุณกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แพลตฟอร์มอย่าง Shopify Messaging สามารถช่วยติดตามข้อมูลเหล่านี้และสรุปผลไว้ในแดชบอร์ดที่ดูง่าย
หากคุณพบจุดที่สามารถปรับปรุงได้ การทดสอบจะช่วยให้คุณหาวิธีที่เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น Desirae แนะนำให้ลองโฟกัสไปที่กลุ่มผู้ชมเฉพาะ เพื่อดูว่าสามารถเพิ่ม อัตราการคลิกได้หรือไม่ หากต้องการวิเคราะห์ให้ละเอียดขึ้น คุณยังสามารถใช้ A/B testing เพื่อเปรียบเทียบหัวข้ออีเมลหรือองค์ประกอบของเนื้อหาได้ สิ่งสำคัญคือการทดลองและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
อีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือการทำตาม แนวทางปฏิบัติที่ดีของ Email Marketing เช่น การล้างรายชื่ออีเมลเป็นระยะ และตั้งค่าปุ่มยกเลิกการสมัครแบบคลิกเดียว การจัดการรายชื่ออีเมลอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสที่อีเมลของคุณจะถูกส่งถึงกล่องจดหมายของผู้รับจริง และลดความเสี่ยงที่จะถูกจัดเป็นสแปม
ซอฟต์แวร์ eMail Marketing ที่ช่วยจัดการรายชื่ออีเมล
เมื่อคุณขยายรายชื่ออีเมลจากผู้สมัครไม่กี่คนไปจนถึงหลายพันคน สิ่งสำคัญคือต้องลงทุนในเครื่องมือและแพลตฟอร์มเพื่อช่วยให้คุณจัดการ จัดระเบียบ และใช้ประโยชน์จากข้อมูล
นี่คือตัวเลือกซอฟต์แวร์การตลาดผ่านอีเมลยอดนิยมบางส่วนที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้น
1. Shopify Messaging
ที่มา: Shopify Messaging
หากคุณมีร้านค้า Shopify การเริ่มต้นทำ Email Marketing ด้วย Shopify Messaging ถือเป็นตัวเลือกที่ดี อีเมล 10,000 ฉบับแรกต่อเดือนสามารถส่งได้ฟรี และแอปยังสามารถเข้าถึงข้อมูลจากร้านค้าของคุณได้โดยตรง
“กลุ่มลูกค้าที่คุณสร้างไว้ใน Shopify สามารถนำมาใช้เป็นรายชื่อผู้รับในช่อง ‘To’ ของ Shopify Messaging ได้ทันที” Desirae อธิบาย “คุณสามารถสร้างกลุ่มลูกค้าได้จากข้อมูลแทบทุกอย่างที่มีอยู่ใน Shopify”
Shopify Messaging มีเทมเพลตอีเมลที่ออกแบบไว้ล่วงหน้ามากกว่า 100 แบบ ให้เลือกใช้งาน ทั้งอีเมลอัตโนมัติแบบซีรีส์ และแคมเปญอีเมลแบบส่งครั้งเดียว ซึ่งทั้งหมดสามารถใช้งานได้ฟรี
หากต้องการยกระดับการทำ Email Marketing ของคุณ ยังสามารถใช้เครื่องมือ AI สำหรับการตลาดผ่านอีเมล ได้ด้วย เช่น Shopify Magic และ Shopify Sidekick ที่ช่วยแนะนำเวลาส่งอีเมลที่เหมาะสม รวมถึงช่วยร่างหัวข้ออีเมลและเนื้อหาภายในอีเมล
เหมาะสำหรับ
ผู้ขายที่ใช้ Shopify
ราคา
Shopify Messaging ใช้งานได้ฟรีสำหรับผู้ใช้แพ็กเกจ Shopify Basic, Grow, Advanced และ Plus อีเมล 10,000 ฉบับแรกต่อเดือนส่งได้ฟรี หลังจากนั้นจะคิดค่าบริการตามจำนวนอีเมลที่ส่ง ส่วนอีเมลแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งว่าสามารถส่งได้ฟรีเสมอ
อัตราค่าบริการสำหรับอีเมลเพิ่มเติม
- สูงสุด 10,000 อีเมล: ฟรี
- 10,000–300,000 อีเมล: ประมาณ 35 บาท ต่อ 1,000 อีเมล
- 300,000–750,000 อีเมล: ประมาณ 23 บาท ต่อ 1,000 อีเมล
- มากกว่า 750,000 อีเมล: ประมาณ 19 บาท ต่อ 1,000 อีเมล
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI
- เทมเพลตอีเมลฟรีที่ปรับแต่งได้มากกว่า 100 แบบ
- นำเข้าข้อมูลลูกค้าเพื่อแบ่งกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างระบบอัตโนมัติผ่านเทมเพลต หรือสร้างเองด้วย Shopify Forms
- บริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7
สร้างข้อความสื่อสารของแบรนด์ได้ในไม่กี่นาทีด้วย Shopify Messaging
ด้วย Shopify Messaging คุณสามารถสร้าง ส่ง และติดตามแคมเปญการตลาดทั้งแบบอีเมลและ SMS ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดทำได้จากหน้า Shopify admin ของคุณในที่เดียว
ดูรายละเอียด Shopify Messaging
2. Mailchimp
ที่มา: Mailchimp
Mailchimp เป็นซอฟต์แวร์สำหรับทำ Email Marketing ที่มาพร้อมฟีเจอร์ด้านการตลาดอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เครื่องมือสำหรับโซเชียลมีเดียและการตลาดผ่าน SMS แผนใช้งานฟรีมีเทมเพลตอีเมลพื้นฐานให้ใช้ แต่จำกัดจำนวนผู้ติดต่อไว้ที่ 500 ราย และการสนับสนุนลูกค้าจะมีให้เฉพาะในช่วง 30 วันแรกเท่านั้น หากอัปเกรดเป็นแผนแบบชำระเงิน คุณจะสามารถเข้าถึงเทมเพลตอีเมลระดับพรีเมียม การวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น รวมถึงเครื่องมือขั้นสูงอย่างการแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วย AI
หากคุณใช้ Shopify คุณสามารถเชื่อมต่อ Mailchimp กับร้านค้า Shopify ผ่านแอป Mailchimp เพื่อดึงข้อมูลลูกค้ามาใช้ในการแบ่งกลุ่มลูกค้าและสร้างระบบอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อได้
เหมาะสำหรับ
ธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเติบโต
ราคา
Mailchimp มีแผนราคาให้เลือก 4 แบบ โดยค่าบริการจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดต่อที่คุณมี
หากคุณเพิ่มจำนวนผู้ติดต่อในระบบ คุณก็จะสามารถส่งอีเมลได้มากขึ้นเช่นกัน เพราะแต่ละแผนจะกำหนดจำนวนอีเมลที่ส่งได้ตามจำนวนผู้ติดต่อ ตัวอย่างเช่น แผน Essentials สามารถส่งอีเมลได้ 10 เท่าของจำนวนผู้ติดต่อ หากคุณมีผู้ติดต่อ 500 ราย คุณก็สามารถส่งอีเมลได้สูงสุด 5,000 ฉบับ
- Free รองรับรายชื่ออีเมลสูงสุด 500 ราย และสามารถส่งอีเมลได้ 1,000 ฉบับต่อเดือน โดยมีข้อจำกัด เช่น ไม่มีระบบอัตโนมัติ และบริการช่วยเหลือลูกค้าจะมีให้เฉพาะช่วง 30 วันแรก
- เริ่มต้นที่ $13 ต่อเดือน (ประมาณ 455 บาท) รองรับรายชื่ออีเมล 500 ราย และสามารถส่งอีเมลได้สูงสุด 5,000 ฉบับต่อเดือน มาพร้อมบริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7 และระบบอัตโนมัติได้สูงสุด 4 ขั้นตอน
- เริ่มต้นที่ $20 ต่อเดือน (ประมาณ 700 บาท) รองรับรายชื่ออีเมล 500 ราย และสามารถส่งอีเมลได้สูงสุด 6,000 ฉบับต่อเดือน มาพร้อมเครื่องมือ Generative AI และระบบอัตโนมัติได้สูงสุด 200 ขั้นตอน
- เริ่มต้นที่ $350 ต่อเดือน (ประมาณ 12,250 บาท) รองรับรายชื่ออีเมล 10,000 ราย และสามารถส่งอีเมลได้สูงสุด 150,000 ฉบับต่อเดือน พร้อมบริการ onboarding แบบเฉพาะสำหรับธุรกิจ และการสนับสนุนระดับพรีเมียม
ฟีเจอร์
- เทมเพลตอีเมลฟรีและแบบเสียเงินมากกว่า 130 แบบ
- เครื่องมือ AI
- เครื่องมือการตลาดผ่าน SMS
- บริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7
3. Zapier
ที่มา: Zapier
Zapier เป็นซอฟต์แวร์สำหรับระบบอัตโนมัติในการทำงานที่มีเครื่องมือสำหรับการตลาดผ่านอีเมลชื่อว่า Email by Zapier แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้คุณสร้างเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติที่เชื่อมต่อเครื่องมือหรือแอปจากผู้ให้บริการต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาช่วยเขียนโค้ด
อย่างไรก็ตาม Zapier ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์ม Email Marketing โดยตรง และเครื่องมือ Email by Zapier ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่ซอฟต์แวร์ Email Marketing แบบเต็มรูปแบบ แต่จะช่วยจัดการงานบางอย่างได้ เช่น การจัดการอีเมลในกล่องจดหมาย หรือการส่งข้อความตอบกลับอัตโนมัติในงานที่ทำซ้ำเป็นประจำ
จุดเด่นของ Zapier คือ ระบบเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ ที่ช่วยดึงรายชื่อผู้สมัครอีเมลใหม่จากแหล่งต่าง ๆ เช่น โซเชียลมีเดีย หน้าแลนดิ้งเพจ เครื่องมือทำแบบสำรวจ หรือการลงทะเบียนในงานอีเวนต์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่ฐานข้อมูลรายชื่ออีเมลของคุณโดยอัตโนมัติ วิธีนี้ช่วยลดงานที่ต้องจัดการรายชื่อด้วยตัวเองได้มาก นอกจากนี้คุณยังสามารถเชื่อมต่อ Zapier กับร้านค้า Shopify ผ่านแอป Zapier เพื่อทำให้กระบวนการทำงานของคุณราบรื่นยิ่งขึ้น
เหมาะสำหรับ
ธุรกิจที่ต้องการจัดระบบเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ใช้ในการทำงานให้เชื่อมต่อกันมากขึ้น
ราคา
- Free รองรับระบบอัตโนมัติแบบ 2 ขั้นตอน และทำงานอัตโนมัติได้สูงสุด 100 ครั้งต่อเดือน
- Pro เริ่มต้นที่ $29.99 ต่อเดือน (ประมาณ 1,050 บาท) รองรับระบบอัตโนมัติหลายขั้นตอน การใช้งานแอประดับพรีเมียม และบริการช่วยเหลือลูกค้า
- Team เริ่มต้นที่ $103.50 ต่อเดือน (ประมาณ 3,620 บาท) รองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 25 คน พร้อมบริการช่วยเหลือระดับพรีเมียม
- Enterprise ราคาตามการติดต่อ รองรับผู้ใช้งานไม่จำกัด และมีผู้ดูแลบัญชีด้านเทคนิคคอยให้การสนับสนุน
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI
- ระบบอัตโนมัติขั้นสูง
- การเชื่อมต่อกับ Shopify
- บริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7
4. Seguno
ที่มา: Seguno
Seguno เป็นซอฟต์แวร์ Email Marketing ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ Shopify โดยเฉพาะ หลังจากติดตั้งแอป Seguno ลงในร้านค้า คุณสามารถจัดการแคมเปญอีเมลทั้งหมดได้จาก Shopify admin ทำให้สามารถดูแลกลยุทธ์ Email Marketing ของคุณได้จากที่เดียว
Seguno มีเทมเพลตอีเมลให้เลือกมากกว่า 200 แบบ และยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น การแจ้งเตือนเมื่อสินค้ากลับมาสต็อก (restock notifications) และป๊อปอัปสำหรับเก็บรายชื่ออีเมล นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังมีระบบอัตโนมัติสำหรับ รวบรวมรีวิวหรือความคิดเห็นจากลูกค้า ซึ่งสามารถนำไปแสดงบนเว็บไซต์ของคุณได้โดยอัตโนมัติ
เหมาะสำหรับ
ผู้ขายบน Shopify ที่ต้องการระบบเก็บรีวิวสินค้าและการแจ้งเตือนสินค้ากลับมาสต็อก
ราคา
Seguno ทุกแผนสามารถส่งอีเมลได้ไม่จำกัดจำนวน แต่จะจำกัดจำนวนผู้สมัครในรายชื่ออีเมล
- Starter ฟรี รองรับผู้สมัครสูงสุด 250 ราย
- Standard เริ่มต้นที่ $35 ต่อเดือน (ประมาณ 1,225 บาท) รองรับผู้สมัครสูงสุด 2,500 ราย พร้อมฟีเจอร์สร้างป๊อปอัป แบนเนอร์ แจ้งเตือนสินค้ากลับมาสต็อก และระบบขอรีวิวสินค้า
- Professional เริ่มต้นที่ $215 ต่อเดือน (ประมาณ 7,525 บาท) รองรับผู้สมัครสูงสุด 25,000 ราย พร้อมผู้ดูแลบัญชีลูกค้า (customer success manager) และการสนับสนุนแบบลำดับความสำคัญ
ฟีเจอร์
- เทมเพลตอีเมลมากกว่า 200 แบบ
- ระบบแจ้งเตือนสินค้ากลับมาสต็อก
- ระบบรวบรวมรีวิวสินค้า
- การเชื่อมต่อกับ Shopify
- บริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7
5. Omnisend
ที่มา: Omnisend
Omnisend เป็นซอฟต์แวร์สำหรับการตลาดผ่าน อีเมลและ SMS ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 100,000 รายทั่วโลก นอกจากอีเมลแล้ว แพลตฟอร์มยังรองรับการสร้าง push notifications และแบบฟอร์มสมัครรับข่าวสารอีกด้วย อีกทั้งยังมีเครื่องมือ AI ที่ช่วยร่างเนื้อหาอีเมล หัวข้ออีเมล และข้อความ preheader ได้อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีคลังเทมเพลตและระบบอัตโนมัติที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า ช่วยให้เริ่มใช้งานได้รวดเร็ว
Omnisend สามารถเชื่อมต่อกับ Shopify ผ่านแอป Omnisend ทำให้คุณสามารถนำระบบอัตโนมัติของ Omnisend ไปใช้ร่วมกับ Shopify Flow ได้ อย่างไรก็ตาม ต่างจากแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับ Shopify โดยเฉพาะอย่าง Seguno คุณจะต้องเข้าไปจัดการแคมเปญในแพลตฟอร์ม Omnisend โดยตรง
เหมาะสำหรับ
ผู้ขายที่ต้องการทำการตลาดผ่าน SMS และการแจ้งเตือนแบบพุช
ราคา
- Free รองรับผู้ติดต่อสูงสุด 250 ราย และส่งอีเมลได้ 500 ฉบับต่อเดือน
- Standard รองรับผู้ติดต่อสูงสุด 500 ราย และส่งอีเมลได้ 6,000 ฉบับต่อเดือน
- Pro รองรับผู้ติดต่อสูงสุด 2,500 ราย และส่งอีเมลได้ ไม่จำกัดจำนวน
ฟีเจอร์
- เทมเพลตอีเมลมากกว่า 250 แบบ
- เครื่องมือ AI
- การตลาดผ่าน SMS และ push notifications
- บริการช่วยเหลือลูกค้า 24/7
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีสร้างรายชื่ออีเมล
จะสร้างรายชื่ออีเมลได้อย่างไร?
การสร้างรายชื่ออีเมลเริ่มต้นได้จากการสร้างแบบฟอร์มสมัครรับอีเมล โดยใช้เครื่องมืออย่าง Shopify Forms จากนั้นนำแบบฟอร์มไปแสดงบนเว็บไซต์หรือหน้าแลนดิ้งเพจของคุณ แบบฟอร์มสมัครควรขอข้อมูลพื้นฐานจากผู้สมัคร เช่น อีเมลและชื่อ แต่คุณสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ด้วย เช่น วันเกิด หรือชื่อธุรกิจ หากข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อกลยุทธ์ Email Marketing ของคุณ
รายชื่ออีเมลสร้างฟรีได้หรือไม่?
ได้ ถ้าคุณมีร้านค้า Shopify คุณสามารถสร้างรายชื่ออีเมลได้ฟรีผ่าน Shopify Forms และ Shopify Messaging นอกจากนี้ยังสามารถนำแบบฟอร์มสมัครไปใช้งานบนแลนดิ้งเพจหรือเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของคุณได้อย่างง่ายดาย
จะเพิ่มจำนวนผู้สมัครรับอีเมลได้อย่างไร?
วิธีที่ช่วยให้รายชื่ออีเมลของคุณเติบโตได้ เช่น
- จัดกิจกรรมหรือการแข่งขันที่ผู้เข้าร่วมต้องสมัครรายชื่ออีเมลก่อน
- มอบส่วนลดพิเศษให้กับผู้สมัครใหม่
- เสนอ Lead Magnet เช่น อีบุ๊กฟรี หรือไฟล์ดาวน์โหลดที่มีประโยชน์
- สร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อน
- แจ้งข่าวสำคัญ เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ให้ผู้สมัครอีเมลทราบก่อนใคร


