หากทำได้ถูกวิธี วิดีโอสินค้าถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ดีและสร้างแรงจูงใจให้คนตัดสินใจซื้อได้จริง เนื่องจากผู้บริโภคกว่า 89% มองว่าการดูวิดีโอทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
ในปัจจุบันวิดีโอสินค้าเป็นส่วนสำคัญของการตลาดสมัยใหม่ เพราะเมื่อการช้อปออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมหลักของผู้บริโภค วิดีโอจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นได้ชัดว่าสินค้าชิ้นนั้นใช้งานอย่างไรและควรคาดหวังอะไรบ้าง
บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า วิดีโอสินค้าคืออะไร มีองค์ประกอบสำคัญอะไรบ้าง วิธีทำวิดีโอที่ช่วยปิดการขาย รวมถึงเคล็ดลับที่จะช่วยให้ทำออกมาได้ผลจริง
วิดีโอสินค้าคืออะไร
วิดีโอสินค้าเป็นรูปแบบหนึ่งของวิดีโอการตลาดที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ อาจใช้เพื่อเน้นฟีเจอร์ของสินค้าใหม่ โปรโมตการเปิดตัว หรือสาธิตวิธีใช้งานสินค้า
วิดีโอสินค้ามีหลายรูปแบบ เช่น
- แบบแนะนำสินค้า เปิดตัวหรือแนะนำสินค้าใหม่สู่ตลาด
- แบบสอนใช้ สาธิตว่าสินค้าใช้งานอย่างไร
- แบบอธิบาย บอกว่าสินค้าคืออะไรและช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
- แบบรีวิวจากลูกค้า ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการใช้สินค้าหรือบริการ
เป้าหมายของวิดีโอสินค้าคือช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าสินค้าคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร และทำไมจึงควรซื้อ
ทำไมวิดีโอสินค้าจึงสำคัญ
วิดีโอสินค้าช่วยเพิ่ม อัตราการสร้างคอนเวิร์สชันได้ เพราะทำให้คนเข้าใจสินค้าได้เร็วและง่ายขึ้น โดยจากรายงานด้านวิดีโอการตลาดของ Wyzowl พบว่า 96% ของผู้บริโภคเคยดูวิดีโออธิบายสินค้าเพื่อทำความเข้าใจสินค้าและบริการมากขึ้น
ต่อไปนี้จึงจะเป็นเหตุผลว่าทำไมวิดีโอจึงควรเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์การตลาด
เสิร์ชเอนจินชอบวิดีโอ
Google ไม่ได้แสดงผลแค่หน้าเว็บ แต่ยังรวมวิดีโอ รูปภาพ ข่าว แผนที่ และคอนเทนต์รูปแบบอื่น ๆ เข้าด้วยกัน โดยตัวอย่างด้านล่างคือหน้าตาที่เห็นในการค้นหา
ผลการค้นหา Google สำหรับคำว่า "วิดิโอสินค้า"
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่า Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีวิดีโอมากกว่าอีกด้วย หมายความว่าหากมีวิดีโอบนหน้าสินค้า โดยเฉพาะเมื่อโฮสต์ผ่าน YouTube ก็จะมีโอกาสติดอันดับการค้นหามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งยังไม่ได้ใช้วิดีโอในร้านค้าออนไลน์ โอกาสในการใช้งานสื่อดังกล่าวของผู้ประกอบการก็ยิ่งเปิดกว้าง
วิดีโอถูกแชร์ง่ายและชวนให้คลิกมากกว่า
วิดีโอที่ผลิตมาดีมักถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงให้กับแบรนด์ โดยผลสำรวจของ Wyzowl ก็สอดคล้องกันเมื่อพบว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าครึ่งแชร์วิดีโอมากกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ และเมื่อแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, YouTube รวมถึง Instagram ยังคงเติบโตต่อเนื่องในฐานะช่องทางการตลาด วิดีโอจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการขยายการรับรู้แบรนด์ที่สุด อีกทั้งผู้ชมก็มักคลิกภาพปกวิดีโอมากกว่าคอนเทนต์ที่ไม่มีภาพหรือองค์ประกอบมัลติมีเดียจึงนับเป็นวิธีการสำคัญในการทำการตลาดปัจจุบัน
ทั้งนี้ความยาวที่เหมาะสมของวิดีโอขึ้นอยู่กับแต่ละอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการก็ควรทดลองใช้ทั้งวิดีโอสั้นและยาวเพื่อดูว่าแบบไหนโดนใจกลุ่มเป้าหมายมากกว่า โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าวิดีโอความยาว 2 ถึง 10 นาทีมักทำผลงานได้ดี
วิดีโอดึงความสนใจได้อยู่หมัด
เวลาที่ผู้ใช้ใช้ไปกับการรับชมวิดีโอนับเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้ชมทั่วไปมักรับชมวิดีโอออนไลน์ถึง 17 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเมื่อคนส่วนใหญ่เสพคอนเทนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือ วิดีโอก็ยิ่งน่าสนใจยิ่งขึ้นเพราะเข้าถึงง่ายระหว่างเลื่อนดูคอนเทนต์
ในทำนองนี้เองคลิปสั้นเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์จึงจะสามารถดึงสายตาผู้ชมได้ทันที และเพิ่มโอกาสที่คอนเทนต์จะถูกแชร์ต่อในเครือข่ายของผู้ชมได้
หากภาพ 1 ภาพแทนคำพูดได้เป็นพันคำ วิดีโอก็ยิ่งไปได้ไกลกว่า
วิดีโอสามารถสื่อข้อมูลจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น แทนที่จะต้องอ่านรายงานยาว 20 หน้า หรือไล่อ่านอีเมลการตลาดทั้งชุด ผู้ชมจะสามารถเข้าใจสินค้าและบริการได้แทบจะทันที ประกอบกับในปัจจุบันที่คอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริงมีบทบาทมากขึ้นในการตลาด กลุ่มเป้าหมายก็จะยิ่งได้รับสารจากลูกค้าจริงที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกันว่าทำไมถึงชอบสินค้าเหล่านี้
วิดีโอจึงนับเป็นเครื่องมือทรงพลังที่สามารถกระตุ้นอารมณ์และส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้าโดยไม่รู้ตัวต่อแบรนด์หรือสินค้าได้
5 องค์ประกอบของวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าที่ดึงดูดใจ
อะไรทำให้วิดีโอสินค้าน่าดู น่าแชร์ และโน้มน้าวให้คนลงมือทำต่อ?
นี่คือ 5 องค์ประกอบสำคัญที่วิดีโอสินค้าที่ดีควรมี
1. Hook ที่ดึงคนดูให้อยู่ต่อ
วิดีโอสินค้าควรเปิดเรื่องด้วยช่วงต้นที่สะดุดตา เพื่อดึงผู้ชมให้หยุดดูและอยากรู้ต่อ
โดยอาจลองพิจารณาให้ชัดว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร และอะไรจะทำให้คนกลุ่มนี้อยากซื้อสินค้าหรือสมัครใช้บริการ จากนั้นจึงจะสื่อสารกับความต้องการนั้นโดยตรง
อีกวิธีหนึ่งคือการสร้างความสงสัย นั่นคือการเปิดวิดีโอด้วยความลึกลับหรือชวนติดตาม เพื่อให้ผู้ชมอยากดูต่อจนรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไร ทั้งนี้ก็จำเป็นจะต้องมีจังหวะเฉลยที่น่าสนใจด้วย
ตัวอย่างที่ดีคือแบรนด์ไพ่ Theory11 ที่ทำวิดีโอที่ดึงความสนใจได้ตั้งแต่ต้นและรักษาความน่าสนใจไว้ได้ตลอดทั้งคลิป
โดยผู้ประกอบการอาจลองพิจารณาดูว่าอะไรจะเป็น Hook ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย อะไรจะทำให้คนหยุดดูและอยากดูต่อ เนื่องจากวิดีโอสินค้าที่ดีมักตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนเสมอ
2. ข้อความต้องชัด
วิดีโอควรมีสารที่ชัด กระชับ และสอดคล้องกับน้ำเสียงของแบรนด์
กล่าวคือควรสื่อสารให้สั้นแต่ได้ใจความ พร้อมรักษาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ไว้ ไม่ว่าจะใช้ข้อความบนหน้าจอ นักแสดง เสียงบรรยาย หรือผสมหลายแบบก็ตาม
เช่น BarkBox แบรนด์สมัครสมาชิกของเล่นสุนัขที่ใช้ภาพที่สะท้อนตัวตนแบรนด์ได้ชัด พร้อมส่งสารผ่านข้อความบนหน้าจออย่างตรงประเด็น เนื่องจากข้อความในลักษณะนี้เข้ากับโทนที่เป็นมิตรและสนุกของแบรนด์ได้อย่างพอดิบพอดี ทั้งชัดเจน ตรงประเด็น และเข้าถึงง่าย
3. ชี้ให้เห็นว่าสินค้าช่วยแก้ปัญหาอะไร
สินค้าและบริการมีไว้เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างให้ลูกค้า วิดีโอที่ทรงพลังจึงควรแสดงชัดว่าสินค้าจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างไร โดยอาจเริ่มจากภาพคนที่กำลังเจอปัญหา จากนั้นจึงจะแนะนำสินค้าและสาธิตว่าชีวิตดีขึ้นอย่างไรหลังได้ใช้
ซึ่งการใช้งานวิธีดังกล่าวก็ไม่จำเป็นจะต้องเล่าแบบตรงไปตรงมาเสมอไป เพราะบางครั้งกลุ่มเป้าหมายอาจยังไม่รู้ว่าตนเองมีปัญหานั้นอยู่ จนกระทั่งได้เห็นทางออกที่สินค้านำเสนอนั่นเอง
แบรนด์ BioLite เองก็สามารถสร้างสื่อในลักษณะนี้ได้ดีมาก โดยทางผู้ประกอบการสร้างวิดีโอการวางตำแหน่งเตาผิงไร้ควันให้เป็นคำตอบของปัญหาควันไฟที่น่ารำคาญในแคมป์ปิ้ง ซึ่งช่วยย้ำให้ผู้ชมเห็นชัดถึงปัญหาและแสดงให้เห็นอย่างลื่นไหลว่าทำไมสินค้าดังกล่าวจึงจะเป็นทางออกที่ต้องการ
แปลว่าธุรกิจควรเลือกวิธีเล่าที่เหมาะกับสินค้าและบริการ และทำให้เห็นได้ชัดในวิดีโอว่าสินค้าของตนคือคำตอบ
4. มีข้อมูลที่คนดูเอาไปใช้ต่อได้
วิดีโอสินค้าควรมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสินค้าและบริการ เช่น ฟีเจอร์เด่น วิธีการใช้งาน ประโยชน์ของสินค้า รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ที่การสาธิตผ่านภาพจะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างเช่น แบรนด์กล่องเก็บความเย็น Igloo ที่ใส่ข้อมูลสำคัญของสินค้าใหม่ไว้ในวิดีโอความยาวเพียง 30 วินาทีได้อย่างครบถ้วน
แม้จะเป็นวิดีโอเรียบง่าย แต่ก็อธิบายได้ชัดเจนว่าทำไมคนถึงควรซื้อแก้วทัมเบลอร์รุ่นใหม่ของ Igloo เป็นการทั้งบอกฟีเจอร์และแสดงคุณค่าของสินค้าไปพร้อม ๆ กัน
5. มีคำกระตุ้นให้ลงมือทำ
วิดีโอสินค้าควรมี CTA (Call to Action) ที่ชัดเจน เพื่อบอกผู้ชมว่าควรทำอะไรต่อ
โดยอาจเป็นคำชวนตรง ๆ อย่าง “ซื้อเลย” “ขอเดโม” หรือ “ดูรายละเอียดเพิ่มเติม” หรืออาจจะเป็นฉากปิดที่ใส่เว็บไซต์สำหรับสั่งซื้อสินค้าก็ได้เช่นกัน
10 แนวทางวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าที่ช่วยเพิ่มยอดขาย
เมื่อกำลังเรียนรู้วิธีทำวิดีโอสินค้าสิ่งสำคัญคือเข้าใจว่าอะไรจะช่วยส่งสารให้ชัดและสร้างผลลัพธ์กับผู้ชมได้จริง โดยแนวทาง 10 ข้อต่อไปนี้จะช่วยให้สร้างวิดีโอสินค้าที่ส่งผลต่อยอดขายได้มากขึ้น
- พูดกับกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด
- เขียนสคริปต์ให้แน่น
- กำหนดความยาววิดีโอให้เหมาะ
- ให้ความสำคัญกับคุณภาพภาพ
- ดูแลคุณภาพเสียงให้ดี
- ใส่ใจกับจังหวะและโทนของวิดีโอ
- ใช้คำอธิบาย ซับไตเติล และแคปชันที่มีรายละเอียด
- ใส่ CTA ให้ชัด
- แทรกรีวิวจากลูกค้าเมื่อทำได้
- ศึกษาตัวอย่างวิดีโอสินค้าที่ประสบความสำเร็จ
1. พูดกับกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด
วิดีโอสินค้าต้องสื่อสารในแบบที่กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง
ผู้สร้างจึงอาจลองมองว่าตอนนี้คนกลุ่มนั้นกำลังเจออะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องไหน อยากได้อะไร อะไรเป็นแรงผลักดัน และใช้ภาษาแบบไหนในการเล่าชีวิตประจำวันของตัวเอง
เช่น พ่อแม่มือใหม่อาจอินกับบ้านที่รก ความเหนื่อยล้า และเวลาที่ไม่พอ แต่ก็ให้คุณค่ากับช่วงเวลาดี ๆ กับครอบครัว ขณะที่คนทำงานรุ่นใหม่อาจเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ออกไปข้างนอกตอนดึกได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งคำตอบก็ไม่ได้ชัดเจนมากเสมอไป เนื่องจากมีหลายมุมมองที่เชื่อมโยงกับผู้ชมได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเฟ้นหามุมที่จะเหมาะสมกับสินค้าที่สุด หรืออาจลองใช้งาน A/B testing หลาย ๆ แบบเพื่อให้แน่ใจว่าแบบที่เลือกสุดท้ายแล้วจะดีต่อบริษัทมากที่สุด
2. เขียนสคริปต์ให้แน่น
สคริปต์วิดีโอคือเอกสารที่รวมบทพูดและคำกำกับฉากทั้งหมด โดยหากวิดีโอมีนักแสดงหรือเสียงบรรยาย สคริปต์จะช่วยให้ทีมทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสื่อสารได้ตรงประเด็น และได้วิดีโอตามภาพที่วางไว้
โดยการเขียนสคริปต์ที่ดีควรคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้ให้ครบถ้วน:
- จะมีตัวละครกี่คน
- ตัวละครเป็นใครบ้าง
- ลักษณะประชากรของตัวละคร
- จะมีเสียงบรรยายหรือไม่
- อยากเล่าเรื่องแบบไหน
โดยคร่าวแล้วอาจเริ่มจากเขียนโครงเรื่องก่อนว่าสุดท้ายแล้วจะอยากให้วิดีโอออกมาเป็นแบบไหน จากนั้นจึงจะค่อยเติมบทพูด เสียงประกอบ และรายละเอียดของแต่ละฉาก
นอกจากนี้ก็ควรเขียนทุกคำที่จะพูดออกมาให้ครบถ้วน และลองอ่านออกเสียงระหว่างเขียนเพื่อเช็กว่าฟังดูเป็นธรรมชาติและเหมือนบทสนทนาจริงหรือไม่ รวมถึงควรให้ผู้แสดงและผู้บรรยายยึดตามสคริปต์ ไม่ด้นสดออกนอกประเด็นด้วย
3. กำหนดความยาววิดีโอให้เหมาะ
วิดีโอสินค้าทั่วไปมักยาวประมาณ 15 วินาทีถึง 2 นาที ยกเว้นวิดีโอรีวิวเชิงลึกหรือวิดีโอสอนใช้งานสินค้าที่อาจยาวได้ถึง 10 นาที โดยช่วงที่มักได้ผลดีคือประมาณ 30 ถึง 60 วินาที
ทั่วไปแล้วความยาวของวิดีโอจะขึ้นอยู่กับเรื่องที่อยากเล่าและปริมาณข้อมูลที่ต้องการใส่
จึงอาจเลือกเจาะจงไปที่ฟีเจอร์เดียวในวิดีโอสั้นความยาว 15 วินาที หรือเล่ารายละเอียดสินค้าเพิ่มขึ้นในวิดีโอความยาว 1 นาทีครึ่ง โดยเมื่อเขียนสคริปต์อาจลองตั้งเป้าไว้ที่ 60 วินาทีก่อน แล้วจึงค่อยปรับตามข้อมูลหรือฟีเจอร์สำคัญที่ต้องสื่ออีกครั้งนั่นเอง
อีกวิธีคือการถ่ายทำวิดีโอเวอร์ชันยาวไว้ก่อน แล้วจึงจะตัดออกมาเป็นหลาย ๆ เวอร์ชันที่สั้นลงเพื่อทดสอบว่าความยาวแบบใดทำผลงานได้ดีที่สุด
4. ให้ความสำคัญกับคุณภาพภาพ
กล้องสมาร์ตโฟนเหมาะมากสำหรับคอนเทนต์วิดีโอบนโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับวิดีโอสินค้า คุณภาพอาจยังไม่เพียงพอ การสร้างวิดีโอที่ดีจึงมีอีกหลากหลายทางออกให้เลือกสรร คือซื้อกล้องวิดีโอ เช่าอุปกรณ์ หรือจ้างทีมโปรดักชันมาช่วยผลิต
ทั้งนี้เนื่องจากภาพที่คมชัดและมีคุณภาพจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจกับสินค้าอย่างจริงจัง ในทางกลับกัน ภาพที่แตก มัว หรือไม่ชัด อาจทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพและลดความน่าเชื่อถือในตัวสินค้าลง
5. ดูแลคุณภาพเสียงให้ดี
นอกจากภาพที่ดีแล้ว เสียงที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน
การใช้ boom mic, lavalier หรือไมโครโฟนประเภทอื่นในกองถ่ายจะช่วยให้เก็บเสียงพูดของนักแสดงได้ชัดเจน
และหากมีผู้บรรยายก็ยิ่งจะเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเสียงต้องชัดและสม่ำเสมออยู่ตลอดทั้งวิดีโอ
นอกจากนี้องค์ประกอบด้านเสียงยังรวมถึงดนตรีประกอบและซาวนด์เอฟเฟกต์ด้วย โดยในปัจจุบันเว็บไซต์มากมายมีคลังเสียงสำเร็จรูปสำหรับใช้งานเชิงพาณิชย์ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงไฟล์เสียงคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้
6. ใส่ใจกับจังหวะและโทนของวิดีโอ
จังหวะของวิดีโอคือความเร็วของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนโทนคืออารมณ์หรือความรู้สึกที่วิดีโอส่งออกมา
จังหวะที่เร็วจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นหรือเร่งด่วน เหมาะกับการสื่อสารความฉับไว ขณะที่จังหวะช้าลื่นไหลจะให้ภาพของไลฟ์สไตล์ที่สงบและผ่อนคลาย
โทนก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากควรสอดคล้องกับเสียงของแบรนด์ ทั้งฉาก แสง คำพูด และการกระทำ เพราะจังหวะและโทนของวิดีโอส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกของผู้ชมหลังดูจบ รวมถึงสิ่งที่ผู้ชมจะทำต่อจากนั้นด้วย
7. ใช้คำอธิบาย ซับไตเติล และแคปชันที่มีรายละเอียด
หากอัปโหลดวิดีโอสินค้าไปยังแพลตฟอร์มอย่าง YouTube การทำ SEO ก็สำคัญมาก ผู้ผลิตจึงควรเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับวิดีโอเพื่อให้คนค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น โดยอาจเป็นชื่อสินค้า ฟีเจอร์ที่กำลังเน้นย้ำ หรือคีย์เวิร์ดของแบรนด์
โดยในการใช้กลยุทธ์นี้ อาจใส่คีย์เวิร์ดไว้ในจุดต่าง ๆ เช่น
- ชื่อวิดีโอ
- คำอธิบาย
- แคปชัน
- แฮชแท็ก
- แท็ก
วิธีนี้จะช่วยให้ระบบของแพลตฟอร์มเข้าใจว่าวิดีโอเกี่ยวกับอะไร นอกจากนี้ยังควรเขียนคำอธิบายแบบละเอียดเพื่อบอกผู้ชมว่าจะได้เห็นอะไรในวิดีโอ และสามารถใส่ลิงก์เพื่อพาไปยังหน้าสินค้าได้ทันที ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นด้วย
8. ใส่ CTA ให้ชัด
อย่างที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ CTA เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าที่ดี เพราะวิดีโอจำเป็นต้องบอกผู้ชมให้ชัดว่าควรทำอะไรต่อ ซึ่งทำได้ในหลากหลายรูปแบบ
ตัวอย่างคือ แบรนด์ของแต่งบ้าน Ruggable ที่เลือกวิธีง่าย ๆ ด้วย CTA แบบเสียงพูดว่า “Visit Ruggable.com today” ในขณะที่แบรนด์แก้วอัจฉริยะอย่าง Ember เลือกทำ end screen ปิดท้ายวิดีโอ โดยใส่โลโก้ สโลแกน เว็บไซต์ และข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจลงมือทำต่อได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
9. แทรกรีวิวจากลูกค้าเมื่อทำได้
รีวิวและประสบการณ์จากลูกค้าเป็น Social Proof ที่ทรงพลัง และช่วยกระตุ้นให้ว่าที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ โดยรูปแบบอาจเป็นการสัมภาษณ์หน้ากล้อง กรณีศึกษา ข้อความบนหน้าจอ ไปจนถึงภาพหน้าจอของรีวิวจริง
ทั้งนี้จะใส่บางช่วงของคำชมไว้ในวิดีโอสินค้า หรือทำวิดีโอที่เน้นรีวิวจากลูกค้าโดยเฉพาะก็ได้ โดยทั้ง 2 แบบจะช่วยจูงใจให้ผู้ชมลงมือทำและตัดสินใจซื้อสินค้าได้ดี
10. ศึกษาตัวอย่างวิดีโอสินค้าที่ประสบความสำเร็จ
แบรนด์อาจลองศึกษาวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าที่คู่แข่งหรือแบรนด์อื่นทำไว้ เพื่อหาแรงบันดาลใจให้กับวิดีโอการตลาดของตัวเอง และแม้ในบทความนี้จะมีตัวอย่างหลากหลายแล้ว แต่ก็ยังจะสามารถสำรวจช่อง YouTube หรือโซเชียลมีเดียของแบรนด์อื่น ๆ ได้เพิ่มเติมเพื่อสำรวจว่าแบรนด์เหล่านั้นเผยแพร่วิดีโอสินค้าแบบไหนบ้าง
โดยข้อสังเกตที่ดีคือ วิดีโอไหนที่มี Engagement และยอดดูสูง รวมถึงเช็คดูว่ามีการใช้วิธีถ่ายวีดีโอสินค้าแบบไหนที่ทำให้สื่อมีประสิทธิภาพและได้ผลกับกลุ่มเป้าหมาย
เคล็ดลับวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าให้น่าสนใจ
หากพร้อมทำวิดีโอการตลาดของตัวเองแล้ว ก็อาจลองใช้เคล็ดลับวิธีถ่ายวีดีโอสินค้าต่อไปนี้ เพื่อให้วิดีโอออกมาตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
- วิธีถ่ายวีดีโอสินค้าแบบ A/B test ทำวิดีโอหลายเวอร์ชัน
- ถ่ายวิดีโอแบบยาวไว้ก่อน แล้วจึงตัดเป็นหลาย ๆ เวอร์ชันเพื่อทดสอบ
- ติดตาม Analytics อย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูว่าวิดีโอไหนทำผลงานได้ดีที่สุด
- ตั้งเป้าหมายและ KPI ให้ชัดเจนสำหรับคอนเทนต์วิดีโอ
- วัดผลตามตัวชี้วัดที่ตั้งไว้เพื่อประเมินประสิทธิภาพ
- ให้วิดีโอการตลาดเป็นส่วนใหญ่ของกลยุทธ์ เพราะคอนเทนต์รูปแบบนี้ยังสำคัญในระยะยาว
การทำวิดีโอสินค้าเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ทั้งยังช่วยเหลือเรื่องอันดับบนการค้นหา และผลักดันยอดขาย โดยสิ่งสำคัญคือมี Hook ที่ดีและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีถ่ายวีดีโอสินค้า
วิดีโอสินค้าคืออะไร
โฆษณาวิดีโอสินค้าเป็นเครื่องมือการตลาดที่ธุรกิจใช้เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย โดยทั่วไปจะใช้วิดีโอเพื่อสาธิตวิธีการทำงานของสินค้า จุดเด่นเฉพาะตัว รวมถึงประโยชน์ที่ลูกค้าอาจได้รับ ซึ่งวิดีโอประเภทนี้สามารถเผยแพร่ได้บนหลายแพลตฟอร์ม เช่น โทรทัศน์ โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ เป้าหมายคือเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ดึงดูดลูกค้าใหม่ และช่วยเพิ่มยอดขาย โดยวิดีโอถือเป็นวิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะคนมักจดจำข้อมูลจากภาพได้ดีกว่าการอ่านข้อความหรือฟังเสียงเพียงอย่างเดียว
วิดีโอสินค้า มีชื่อเรียกอีกแบบว่าอะไร
วิดีโอสินค้าอาจเรียกได้อีกหลายแบบ เช่น Promotional Video, Explainer Video, Demo Video หรือ Product Demo Video โดยเป็นวิดีโอสั้นที่ชวนติดตามและใช้โชว์ฟีเจอร์ ประโยชน์ และการทำงานของสินค้าและบริการ ซึ่งธุรกิจมักใช้วิดีโอเหล่านี้เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ สร้างกระแสช่วงเปิดตัว รวมถึงเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และมักพบได้บนเว็บไซต์ของแบรนด์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และช่อง YouTube ถือเป็นเครื่องมือการตลาดที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผลักดันยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

