ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังพลิกพฤติกรรมการช้อปปิ้ง ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความคาดหวังมากกว่าเดิมอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงเฉพาะแต่การซื้อขายให้จบไป หากแต่ต้องการความคุ้มค่า ความจริงใจ และประสบการณ์ที่ดีด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินเหตุอะไร เพราะหากแบรนด์พร้อมตอบสนอง สื่อสารให้สอดคล้องกับคุณค่าที่ลูกค้ายึดถือ และมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ลื่นไหล ลูกค้าก็ย่อมคาดหวังในสิ่งเหล่านี้ได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา
การเข้าใจความคาดหวังใหม่ ๆ นี้คือหัวใจสำคัญของเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการเป็นผู้นำในตลาด และสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจกับกลุ่มเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นความต้องการด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความสะดวกในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ก็ตาม ทุกเทรนด์ล้วนบอกใบ้ว่าแบรนด์จะตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคในอนาคตได้ดีขึ้นได้อย่างไร
นิยามของผู้บริโภคแห่งอนาคต
ผู้บริโภคแห่งอนาคตมีทั้งความคล่องตัวด้านการใช้งานโลกดิจิทัล มีความใส่ใจต่อสังคม และความต้องการประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลอย่างชัดเจน โดยคนกลุ่มนี้มักไม่เชื่อถือการตลาดแบบกว้าง ๆ ที่ใช้กับทุกคนเหมือนกันมากนัก และจะให้ค่ากับแบรนด์ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ตัวเองเชื่อถือเป็นส่วนมาก นอกจากนี้ยังคาดหวังความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่มาของสินค้าไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเอง และจะใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก หาข้อมูลเก่ง และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันทีหากรู้สึกว่าไม่จริงใจ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าแบรนด์ต้องปรับตัว รับฟัง และสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อไปในระยะยาว
บริษัทด้านการคาดการณ์เทรนด์ WSGN และรายงาน Future Consumer ได้ระบุโปรไฟล์ผู้บริโภค 4 กลุ่มที่จะมีบทบาทเด่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไว้ดังนี้:
- The Regulators คือกลุ่มที่ต้องการควบคุมทุกอย่างในยุคดิจิทัลให้เป็นระเบียบ เนื่องจากพยายามหาความชัดเจนท่ามกลางข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยคนกลุ่มนี้มักชื่นชอบประสบการณ์ที่ลื่นไหลและคาดเดาได้ จึงเหมาะกับบริการอย่างการรับสินค้าที่จุดจอดรถ click-and-collect รวมถึงการช้อปผ่านคำสั่งเสียง
- The Connectors คือกลุ่มที่นิยามความสำเร็จขึ้นใหม่ โดยลบล้างแนวคิด “ยิ่งมากยิ่งดี” ไปสู่ “เท่าที่มีก็ดีพอ” คนกลุ่มนี้มักใส่ใจการใช้งานทรัพยากรร่วมกันและความยั่งยืนที่ตรวจสอบได้ปรุโปร่ง จึงต้องการฉลากหรือข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนในทุกสินค้าที่ซื้อ
- The Memory Makers คือกลุ่มที่หันกลับไปหาความทรงจำและความคุ้นเคยในอดีตเพื่อใช้เป็นหลักยึดในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน โดยคนกลุ่มนี้นิยามความหมายใหม่ของความเป็นครอบครัว ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า และมองหาสินค้ารวมถึงบริการที่ให้ความสำคัญกับทุกช่วงชีวิต
- The New Sensorialists ใช้ชีวิตอยู่ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกดิจิทัล โดยจะเปิดรับทุกอย่างตั้งแต่คริปโตไปจนถึงเมตาเวิร์ส คนกลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (creator economy) และต้องการประสบการณ์ที่ดื่มด่ำได้ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมทั้งช้อปใน meta-mall และสะสมรางวัลความภักดีแบบดิจิทัลไปพร้อมกัน
11 เทรนด์ผู้บริโภคที่ควรจับตาในปีนี้
- ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ต้องการหาดีลที่คุ้มค่า
- โฆษณาบนโซเชียลยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูง
- ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง
- การคอลแลบระหว่างแบรนด์ช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่
- โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือค้นพบสินค้าหลัก
- ลูกค้าต้องการการคืนสินค้าที่ไม่ยุ่งยาก
- แบรนด์ใช้ประสบการณ์แบบ Omnichannel เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น
- การสร้างความสัมพันธ์เริ่มจากชุมชนใกล้ตัว
- ปัญหา ห่วงโซ่อุปทาน ยังไม่จบ แต่แบรนด์รับมืออย่างสร้างสรรค์มากขึ้น
- ความต้องการ การปรับแต่งเฉพาะบุคคล ยังมีอยู่ แต่รูปแบบกำลังเปลี่ยน
- ตัวเลือกซื้อก่อนจ่ายทีหลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักช้อปรุ่นใหม่
หากกำลังวางแผนการตลาดสำหรับปี 2026 เทรนด์เหล่านี้ควรอยู่ในลิสต์ที่ต้องจับตา
1. ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ต้องการหาดีลที่คุ้มค่า
นักช้อปในยุคนี้ไม่ได้ซื้อแบบตามใจเหมือนเดิม แต่มักเลือกมากขึ้นโดยตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้เฉพาะแบรนด์หรือร้านค้าที่ตอบโจทย์จริง ซึ่งรายงานหนึ่งระบุว่า 40% ของผู้บริโภคสับเปลี่ยนจากแบรนด์โปรดไปเลือกสินค้าทางเลือกของร้านค้าหรือสินค้าทั่วไปที่ราคาย่อมเยากว่าแทน
นอกจากนี้ นักช้อป 8 ใน 10 คนก็กำลังปรับเปลี่ยนวิธีใช้จ่ายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ โดย 78% ของผู้บริโภคมักเลือกซื้อแบบรวมให้คุ้มกว่าเดิม นั่นคือไม่เพียงแต่จะซื้อสินค้าน้อยลง แต่ยังจะจับจ่ายอย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น ทั้งค้นหาโปรแกรมสะสมแต้มและใช้สิทธิประโยชน์จาก loyalty program ให้คุ้มค่าที่สุด
ควรทำอย่างไร การเสนอส่วนลดหรือแรงจูงใจด้านราคาเป็นวิธีหนึ่งในการดึงดูดผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ก็อาจไม่เหมาะกับทุกแบรนด์ เพราะต้นทุนที่สูงขึ้นยิ่งจะทำให้กำไรน้อยลงอยู่แล้ว เจ้าของธุรกิจบางรายจึงอาจจะยังหลีกเลี่ยงการลดราคา เพราะอาจกระทบกับภาพลักษณ์แบรนด์อีกด้วย โดนทางเลือกอย่างการจัดชุดสินค้า, การเพิ่มตัวเลือกแบบสมัครสมาชิก รวมถึงการให้บัตรของขวัญเมื่อซื้อครบตามยอดที่กำหนด ล้วนจะช่วยเพิ่มอัตราการคอนเวิร์ตได้
2. โฆษณาบนโซเชียลยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูง
Gen Z และ Gen Y ถือเป็นกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตของโฆษณาบนมือถือ เนื่องจากทั้ง 2 เจเนอเรชันนี้ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียบ่อยกว่าคนรุ่นก่อนถึง 4 เท่า และมากกว่า 1 ใน 3 ก็ยังเคยซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ควรทำอย่างไร ก่อนลงทุนกับโฆษณาโซเชียลมีเดีย ควรทราบก่อนว่าเม็ดเงินโฆษณาลงที่ไหนจึงจะคุ้มที่สุด โดยจุดเริ่มที่ดีคือการเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานมากที่สุด หรือช่องทางที่เคยทำผลงานได้ดีจาก Organic Marketing (การตลาดโดยธรรมชาติ) มาก่อน โดยอาจเริ่มจากงบประมาณจำนวนน้อย ๆ จากนั้นจึงจะทดสอบซ้ำในหลากหลายรูปแบบเพื่อช่วยให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น
3. ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง
มีหลายปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อจากคู่แข่ง เนื่องจากภายในตลาดมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อมีแนวโน้มลดลง ผู้บริโภคจึงคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นขึ้นว่าเงินแต่ละบาทควรจ่ายให้แบรนด์ไหน
อย่างไรก็ตาม ราคาไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ตัวเองเชื่อถือ เริ่มเลือกแบรนด์ที่มีแนวทางธุรกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สะดวก ตอบสนองไว และถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคนด้วย และหากไม่ได้รับประสบการณ์ดังกล่าวนี้จากแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งโดยตรง ก็พร้อมมองหาในแบรนด์อื่นต่อไป ซึ่งมีผู้บริโภคราวครึ่งหนึ่งที่เคยเปลี่ยนสินค้าหรือเปลี่ยนแบรนด์ เพราะหาแบบที่ต้องการจริง ๆ ไม่พบ และในหลายตลาด มากกว่า 1 ใน 3 ก็ยอมรับว่าลองใช้หลายแบรนด์มากขึ้น ขณะที่ 40% เปลี่ยนร้านค้าเพื่อหาราคาหรือส่วนลดที่ดีกว่าเช่นกัน
ควรทำอย่างไร การรักษาลูกค้าเดิมยังมีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่เสมอ ดังนั้นการลงทุนกับความภักดีของลูกค้าจึงยังเป็นเรื่องสำคัญ โดยอาจให้รางวัลลูกค้าประจำด้วยส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์เฉพาะ รวมถึงทบทวนกลยุทธ์การจัดการสต๊อกเพื่อไม่ให้เสียลูกค้าเพราะสินค้าหมด และหากต้องการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น ก็ควรมีแผนด้านความยั่งยืนพร้อมสื่อสารผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน
4. การคอลแลบระหว่างแบรนด์ช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่
เมื่ออัลกอริทึมโซเชียลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และกฎหมายความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับข้อมูลจากบุคคลที่สามมีความเข้มงวดขึ้น การเข้าถึงคนจำนวนมากจึงยากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้แบรนด์จำนวนมากจึงหันมาใช้กลยุทธ์การคอลแลบเพื่ออุดช่องว่างนี้ ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์เองก็ไม่ได้ทำแค่โพสต์แนะนำสินค้าแบบผ่าน ๆ อีกต่อไป แต่ขยับไปสู่โมเดล affiliate ที่มีแรงจูงใจให้ช่วยปิดการขายได้จริง โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่าเม็ดเงินโฆษณาในตลาด อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งจะเพิ่มเป็น 5.628 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 เนื่องจากหากจับคู่ได้เหมาะ แบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์จะสามารถร่วมกันสร้างแคมเปญที่ดูจริงใจ สอดคล้องกับคุณค่าของผู้บริโภค และพาผู้คนจากการค้นพบไปสู่การซื้อได้อย่างลื่นไหล
ควรทำอย่างไร ความสนใจต่อแบรนด์อาจเพิ่มขึ้นได้มากเมื่อมีบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือบุคคลออนไลน์ที่คนติดตามอยู่แล้วช่วยรับรอง ด้วยเหตุนี้จึงควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างรอบคอบ และทำงานกับคนที่มีคุณค่าใกล้เคียงกับแบรนด์ ขอ media kit จากพาร์ตเนอร์ที่สนใจเพื่อเช็กอัตราการมีส่วนร่วม และวางโครงสร้างค่าคอมมิชชันให้จ่ายเมื่อเกิดคอนเวิร์ตจริงเท่านั้น
5. โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือหลักในการค้นพบสินค้า
การซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านโซเชียลมีเดีย (social commerce) กำลังเปลี่ยนเวลาที่คนเลื่อนฟีดให้กลายเป็นเวลาช้อป โดยในปี 2024 social commerce คิดเป็น 6.6% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในสหรัฐฯ และภายในปี 2030 มูลค่าตลาดก็อาจพุ่งไปถึง 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วย
นักช้อปมากถึง 82% ใช้โซเชียลมีเดียเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวในการเลือกซื้อสินค้า ซึ่งแพลตฟอร์มที่นิยมก็แตกต่างกันไปตามวัยอย่างชัดเจน โดย Gen Z จะเทใจไปให้ TikTok เป็นหลักเนื่องจากกว่า 55% ของกลุ่มนี้ใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ Gen Y ยังคงคุ้นเคยกับ Facebook มากกว่าเนื่องจาก 52% ยังอยู่ฝั่ง Meta
TikTok จึงถือเป็นช่องทางการขายรองที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจร้านค้าออนไลน์อีคอมเมิร์ซที่ต้องการเข้าถึงกลุ่ม Gen Y ที่ช่วงอายุน้อย, กลุ่ม Gen Z, รวมถึง Gen Alpha ที่เริ่มเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น โซเชียลมีเดียในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ค้นหาสินค้าที่กำลังมาแรงอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์การช้อปแบบครบวงจร เนื่องจากแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok ก็เพิ่มฟีเจอร์ช้อปปิ้งในแอปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ซื้อได้จากโพสต์ วิดีโอ รวมถึงไลฟ์สดโดยตรง โดยมีผู้บริโภคมากถึง 46% ที่เคยซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สดและพร้อมจะซื้ออีกในอนาคต
นอกจากนี้ครีเอเตอร์ยังจะสามารถสร้างรายได้จากผู้ติดตามด้วยการขายผ่าน TikTok และ Shopify Starter Plan โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ตั้งแต่ศูนย์
ควรทำอย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ช้อปผ่านมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนกับคอนเทนต์วิดีโอแนวตั้งสำหรับ TikTok, Instagram Reels รวมถึง YouTube Shorts จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ
6. ลูกค้าต้องการการคืนสินค้าที่ไม่ยุ่งยาก
แม้การคืนสินค้าฟรีจะเป็นบริการพื้นฐานของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มาหลายปี แต่หลายแบรนด์อย่าง Zara และ H&M กำลังกลับมาเก็บค่าจัดส่งสำหรับการคืนสินค้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่คุ้นเคยกับการคืนสินค้าออนไลน์แบบไม่ยุ่งยากก็ยังคาดหวังบริการนี้อยู่ คำถามคือแบรนด์จะออกแบบนโยบายคืนสินค้าที่ลื่นไหลโดยไม่กระทบกำไรมากเกินไปได้อย่างไร
โดยงานวิจัยชี้ว่า 55.76% ของผู้บริโภคต้องการคืนสินค้าฟรีเพื่อให้ตัดสินใจซื้อได้อย่างสบายใจขึ้น และอีก 40.14% ก็มองว่าไม่ควรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคืนสินค้าที่ไม่ต้องการเก็บไว้
ควรทำอย่างไร เมื่อกำไรต่อชิ้นลดลง การคืนสินค้าฟรีอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับธุรกิจขนาดเล็กบางแห่ง แต่ก็ยังมีวิธีทำให้กระบวนการคืนสินค้าง่ายขึ้นได้ โดยลดโอกาสการคืนตั้งแต่ต้นด้วยการทำตารางไซซ์ให้ชัด ถ่ายภาพเสื้อผ้ากับนางแบบหรือโมเดลหลายรูปร่าง เพิ่มบริการผู้ช่วยเลือกซื้อส่วนตัวหรือใช้แอปทดลองสินค้าเสมือน อีกทางเลือกคือการใช้แอป returns portal เพื่อให้ลูกค้าจัดการการคืนสินค้าได้เองอย่างราบรื่น
7. แบรนด์ใช้ประสบการณ์แบบ Omnichannel เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น
เมื่อมีทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความภักดีต่อแบรนด์ที่ลดลง และการแข่งขันที่สูงขึ้น แบรนด์อีคอมเมิร์ซแบบขายตรงสู่ผู้บริโภค (DTC) จึงต้องมองหาวิธีใหม่ในการเข้าถึงลูกค้า เนื่องจากผู้บริโภคเองก็ไม่ได้เริ่มค้นหาสินค้าจากเสิร์ชเอนจินอย่างที่เคยทำมาเสมออีกต่อไป ดังนั้นการค้นหาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าจึงถิอเป็นเรื่องสำคัญ
ร้านค้าปลีกจำนวนมากกำลังเปลี่ยนพื้นที่ขายบนช่องทางดิจิทัลให้กลายเป็นพื้นที่โฆษณาที่มีมูลค่าสูง โดยเป็นการต่อยอดที่เหมาะสมจากแนวทางที่แบรนด์นำสินค้าไปลงบนมาร์เก็ตเพลสยอดนิยมอย่าง Amazon ซึ่งเทรนด์ “retail media” นี้ก็คาดว่าจะมีมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาทั่วโลกสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2026
และแม้ว่าภายในปี 2027 การซื้อสินค้าปลีกเกือบ 1 ใน 4 จะเกิดขึ้นบนช่องทางดิจิทัล แต่ Gen Z กลับทำให้ภาพนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะแม้จะถูกขนานนามให้เป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญโลกดิจิทัลมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าครึ่งหรือราว 53% ของกลุ่มนี้ก็ยังชอบเดินซื้อของในร้านจริงอยู่
ควรทำอย่างไร นี่ไม่ใช่การเลือกระหว่างการซื้อสินค้าออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่คือการทำให้ทั้ง 2 ช่องทางทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว เนื่องจากในการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ต่อเนื่องในหลายแพลตฟอร์ม การใช้แนวทางที่บูรณาการช่องทางต่าง ๆ (กลยุทธ์ omnichannel) จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้ดีขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันที่หนาแน่น เพราะนอกจากร้านอีคอมเมิร์ซของตัวเองแล้วก็ควรนำสินค้าไปอยู่บนช่องทางอื่นด้วยเช่นกัน เช่น ผ่าน Amazon ผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ผ่าน social selling รวมถึงหน้าร้านออฟไลน์
8. การสร้างความสัมพันธ์เริ่มจากชุมชนใกล้ตัว
ผู้บริโภคกำลังกลับไปซื้อของที่หน้าร้านกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจท้องถิ่นที่มีพื้นที่ขายจริง แต่ถึงอย่างนั้นธุรกิจเหล่านี้ก็ยังต้องยกระดับตัวเอง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าผ่านประสบการณ์ของแบรนด์มากขึ้น โดยแม้แต่แบรนด์แบบ direct-to-consumer หรือ DTC เองก็ยังหันมาเล่นเกมนี้ ด้วยการเพิ่มจุดสัมผัสแบบออฟไลน์เข้าไปในประสบการณ์ลูกค้าด้วย
ควรทำอย่างไร ไม่ว่าแบรนด์จะมีงบพอเปิดหน้าร้านหรือไม่ ประสบการณ์ของแบรนด์ก็สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการจึงไม่ควรทำเพียงการขายสินค้า แต่ควรขายเรื่องราวของแบรนด์ มอบคุณค่าที่มากกว่าการซื้อ 1 ครั้ง และสื่อสารกับชุมชนโดยตรงด้วย ซึ่งทางเลือกแทนการเปิดร้านเต็มรูปแบบก็อาจเป็นการทำป็อปอัพช็อป การขายส่งให้ร้านอื่น หรือออกบูธตามตลาดและอีเวนต์ในพื้นที่ด้วย
9. ปัญหาห่วงโซ่อุปทานยังไม่จบ แต่แบรนด์รับมืออย่างสร้างสรรค์มากขึ้น
ในการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกปี 2023 ของ Shopify 66% ของแบรนด์ คาดว่าปัญหาห่วงโซ่อุปทานจะยิ่งหนักขึ้นตลอดปี แต่ผู้บริโภคเองก็ไม่ได้รั้งรอให้ปัญหาเหล่านี้คลี่คลาย แบรนด์จึงอาจต้องปรับเกมกันใหม่
ธุรกิจไม่ได้รอให้สถานการณ์ดีขึ้นเองอีกต่อไป แต่กลับเริ่มหาวิธีเอาตัวรอดอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น โดยกว่า 79% เลือกกระจายความเสี่ยงไปยังซัพพลายเออร์หลายราย ในขณะที่ 71% ย้ายห่วงโซ่อุปทานไปใกล้ตลาดมากขึ้น เนื่องจากบางครั้งการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่อยู่ใกล้กว่าก็จะสามารถช่วยควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า
ควรทำอย่างไร รายงาน Shopify Commerce Trends 2023 แนะนำแนวทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่พร้อมรับมือกับอนาคตไว้ดังนี้:
- สต๊อกสินค้าให้มากขึ้นเพื่อลดโอกาสสินค้าหมด
- หาผู้ขายและซัพพลายเออร์เพิ่ม เพื่อกระจายแหล่งที่มาของสินค้า
- ลดอัตราการคืนสินค้า ด้วยการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้จากข้อมูลที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น
- ทำห่วงโซ่อุปทานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้นด้วยแอปและ AI ที่ช่วยทำงานอัตโนมัติและลดขั้นตอนการทำงานลง
10. ความต้องการในการปรับแต่งเฉพาะบุคคลยังมีอยู่ แต่รูปแบบกำลังเปลี่ยน
ผู้บริโภคจำนวนมากยังคาดหวังให้แบรนด์มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบเฉพาะบุคคลทั้งในร้านและออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกัน ความสนใจต่อประสบการณ์ที่ตรงใจก็ตีคู่มากับความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI กำลังเปลี่ยนการปรับแต่งเฉพาะบุคคลไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยในรายงานปีที่ผ่านมาจาก State of Personalization Report แบรนด์มากกว่า 70% ระบุว่า AI จะมีบทบาทสำคัญต่อการทำการปรับแต่งเฉพาะบุคคล และการส่งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
แนวทางที่เหมาะสมจึงจะเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสมดุลเพื่อนำมาสร้างประสบการณ์ที่ดี ลดการพึ่งพาโซลูชันข้อมูลจากบุคคลที่สาม และหันมาเก็บข้อมูลโดยตรงกันมากขึ้น พร้อมสื่อสารอย่างโปร่งใสว่าจะนำข้อมูลไปใช้อย่างไร เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและให้สอดคล้องกับกฎหมายความเป็นส่วนตัว
ควรทำอย่างไร สามารถใช้ AI ทำการปรับแต่งเฉพาะบุคคล ได้ เช่น เพื่อแนะนำสินค้าตามพฤติกรรมการใช้งาน การทดลองใช้แบบทดสอบหรือผู้ช่วยเลือกซื้อผ่าน chatbot รวมถึงการส่งข้อความการตลาดที่ปรับตามพฤติกรรมการซื้อและความชอบของแต่ละคนด้วย
11. ตัวเลือกซื้อก่อนจ่ายทีหลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักช้อปรุ่นใหม่
อีกวิธีรับมือแรงกดดันจากเงินเฟ้อคือการเพิ่มตัวเลือก buy now, pay later หรือ BNPL (ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง) ให้ลูกค้า เนื่องจากวิธีชำระเงินแบบนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มนักช้อปรุ่นใหม่ที่ระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
โดยจากผลสำรวจหนึ่งพบว่า 50% ของผู้ใหญ่เคยใช้ BNPL ในช่วงใดช่วงหนึ่งของปี 2024 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 36% จากช่วงต้นปี 2023
ระบบชำระเงินนี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเกือบ 7 ใน 10 ของคน 2 กลุ่มนี้เคยใช้บริการดังกล่าว
ควรทำอย่างไร เพิ่มตัวเลือก BNPL ให้ลูกค้ามีความยืดหยุ่นในการซื้อสินค้าภายในงบที่มี ด้วยการผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยตามช่วงเวลา ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคก่อนตัดสินใจซื้อได้
เทรนด์ผู้บริโภคแยกตามเจเนอเรชัน
แม้เทรนด์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคข้างต้นหลาย ๆ เทรนด์จะพบได้ในคนทุกกลุ่ม แต่ธุรกิจก็ควรเข้าใจความต้องการเฉพาะของลูกค้าเป้าหมายด้วย ต่อไปนี้จึงจะเป็นเทรนด์เด่นที่เห็นได้ในแต่ละเจเนอเรชัน
เทรนด์ของ Baby Boomer
แบรนด์ที่จับกลุ่ม baby boomer ไม่ควรมองข้ามช่องทางโฆษณาแบบดั้งเดิม เพราะ 62% ของคนกลุ่มนี้ระบุว่ามักค้นพบสินค้าใหม่ผ่านโฆษณาทางเคเบิลทีวีมากที่สุด
ซึ่งอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คนกลุ่มนี้มองว่าแบรนด์ ไม่ควรแสดงจุดยืนต่อประเด็นทางสังคมมากเกินไป
เทรนด์ของ Gen X
Gen X ชอบค้นพบสินค้าใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย การค้นหาบนเสิร์ช รวมถึงร้านค้าปลีก คนกลุ่มนี้เป็นเจเนอเรชันที่ค้นพบสินค้าใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียบ่อยกว่าช่องทางอื่น แม้จะไม่ใช่วิธีที่ชอบที่สุดก็ตาม อย่างไรก็ตามมีเพียง 19% ที่เคยซื้อสินค้าผ่านร้านค้าในแอปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
เทรนด์ของ Gen Y
การคอนเวิร์ตคนรุ่นนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสินค้าที่ดีอย่างเดียว โดยกลุ่มคน Gen Y จำนวนมากใช้การใช้จ่ายเป็นการแสดงจุดยืน และ 47% ระบุว่าชอบสนับสนุนแบรนด์ที่มีสินค้ายั่งยืนหรือกล้าแสดงจุดยืนต่อประเด็นทางสังคม
ในกลุ่ม Gen Y ที่ HubSpot สำรวจ กว่า 43% ซื้อสินค้าผ่านร้านค้าในแอปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ 36% เคยซื้อสินค้าจากคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์
เทรนด์ของ Gen Z
Gen Z ผูกกับการช้อปผ่านโซเชียลอย่างมาก โดยใช้ Instagram, YouTube รวมถึง TikTok เพื่อค้นหาข้อมูลและค้นพบสินค้าใหม่ แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับคำแนะนำจากคนใกล้ตัวด้วย โดย 37% เคยซื้อสินค้าตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และอีก 43% ซื้อสินค้าผ่านร้านค้าในแอป
เทรนด์ของ Gen Alpha
สมาชิกที่อายุมากที่สุดของเจเนอเรชันนี้เข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว และเป็นกลุ่มผู้บริโภคแห่งอนาคตที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม แม้หลายคนจะยังไม่มีรายได้ใช้จ่ายเอง แต่ก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือนเป็นอย่างมาก หากอยากเข้าถึง Gen Alpha ได้จึงควรสื่อสารอย่างโปร่งใส มีความหมาย และจริงใจ
เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค
ไม่น่าแปลกใจที่ AI จะเป็นเทคโนโลยีด้านการช้อปปิ้งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากถือเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่างตั้งแต่ระบบแนะนำสินค้าไปจนถึงการบริการช่วยเหลือลูกค้าแบบเสมือนจริง โดยทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้การช้อปรวดเร็วขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น
AI กำลังยกระดับการช้อปแบบเฉพาะบุคคลไปอีกขั้น ตั้งแต่การคัดเลือกสินค้าแนะนำให้ตรงกับความสนใจ ไปจนถึงการปรับปรุงการโต้ตอบในงานบริการลูกค้า โดยกว่า 92% ของแบรนด์นำ AI เข้าไปอยู่ในกลยุทธ์การขายแล้ว และในปัจจุบัน AI ก็ถูกใช้งานตั้งแต่ระบบสนทนาเพื่อช่วยลูกค้าแบบทันที ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ที่จะช่วยคาดเดาว่าลูกค้าอาจต้องการอะไรต่อไปด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้อีกเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซที่มาแรงคือความเป็นจริงเสริม (augmented reality หรือ AR) ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคลองและตัดสินใจซื้อสินค้าไปมาก โดยมีการประเมินว่า AR อาจช่วยเพิ่มยอดขายได้ราว 30% เพราะทำให้การช้อปออนไลน์ใกล้เคียงกับการซื้อในร้านจริงได้มากที่สุด
ตั้งแต่ห้องลองเสื้อเสมือนจริง ไปจนถึงการแสดงสินค้าแบบ 3D ที่โต้ตอบได้สำหรับสินค้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ บิวตี้ หรือสินค้าอุปโภคบริโภค (CPG) AR ก็สามารถช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจทำการซื้อได้อย่างมั่นใจขึ้นและลดอัตราการคืนสินค้าได้ทั้งสิ้น โดยแก่นสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านประสบการณ์ที่จับต้องได้มากขึ้น
ผลกระทบของเหตุการณ์ระดับโลกต่อเทรนด์ผู้บริโภค
เหตุการณ์ระดับโลกส่งผลต่อเทรนด์ผู้บริโภคอย่างมาก เพราะสามารถเปลี่ยนลำดับความสำคัญและบังคับให้แบรนด์ต้องปรับตัวแบบเรียลไทม์ได้
โดยที่เห็นชัดเจนคือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น เนื่องจากจะไม่ได้มองแค่ความสะดวกหรือราคาถูกอีกต่อไป แต่เริ่มคิดถึงความยั่งยืนของสิ่งที่เลือกซื้อ จริยธรรมของแบรนด์ที่สนับสนุน รวมถึงความทนทานของสินค้าอีกด้วย
การเปลี่ยนไปสู่การบริโภคอย่างมีสตินี้ ทำให้เกิดความต้องการในด้านความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งเรื่องแหล่งที่มา วิธีการผลิต และแม้แต่วิธีจัดส่ง แบรนด์ที่สื่อสารผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง จึงมักได้รับความเชื่อมั่นและความภักดีมากขึ้น
เพราะในขณะที่ผู้บริโภคเองก็กำลังมองหาวิธีซื้อของที่มีความหมายกว่าเดิม เหตุการณ์ด้านสุขภาพระดับโลกและความสะดุดของห่วงโซ่อุปทานก็เร่งให้การใช้งานมิติดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเกิดขึ้นเร็วขึ้น พร้อมสร้างความต้องการใหม่ในเรื่องความสะดวกและความยืดหยุ่นนั่นเอง
นอกจากนี้แล้วเมื่อผู้บริโภคเอนมาทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้น พวกเขาก็ยังจะต้องการตัวเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่น การจัดส่งที่เร็วขึ้น รวมถึงบริการลูกค้าที่ดีขึ้นด้วย
ปรับตัวให้ทันความต้องการผู้บริโภคในปี 2026
ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังคงรับแรงกระแทกจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ไม่น้อย โดยธุรกิจที่อยู่รอดมาได้ ส่วนใหญ่ทำได้เพราะปรับปรุงโมเดลธุรกิจใหม่และเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้ามากขึ้น
เมื่อเทรนด์ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง แบรนด์ก็ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และมองหาช่องทางการขายใหม่ ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้โดยที่ยังดูแลกำไรของธุรกิจไปพร้อม ๆ กัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทรนด์ผู้บริโภค
ทำไมเทรนด์ผู้บริโภคจึงสำคัญ
เทรนด์ผู้บริโภคสำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าให้กับความสำคัญกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากเมื่อแบรนด์ตามเทรนด์เหล่านี้ได้ทัน ก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น กระตุ้นความภักดี และแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เทรนด์ผู้บริโภคคืออะไร
เทรนด์ผู้บริโภคคือรูปแบบพฤติกรรมการช้อปปิ้งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์จากข้อมูล แบบสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค และงานวิจัยที่ศึกษาว่าผู้คนใช้เงินและตัดสินใจซื้ออย่างไร
ตัวอย่างของเทรนด์ผู้บริโภคมีอะไรบ้าง
- เทรนด์บน TikTok มีอิทธิพลต่อไอเดียสินค้าและพฤติกรรมการช้อปของผู้บริโภครุ่นใหม่
- มีการใช้ตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้น เช่น digital wallet รวมถึงมาตรการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
- ความภักดีต่อแบรนด์เปลี่ยนไป เพราะผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นและมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น
- ผู้บริโภคเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแบรนด์ที่มีจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- ผู้คนกลับไปซื้อของที่ร้านจริงมากขึ้น
ผู้บริโภคต้องการอะไรในปี 2026
พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปสู่การตัดสินใจซื้อที่รอบคอบขึ้น เพราะเงินเฟ้อกดดันงบที่จะสามารถใช้จ่ายได้ ผู้ซื้อจึงมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น และในขณะเดียวกันก็ยังต้องการประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ ทางเลือกที่ยั่งยืน และรูปแบบการซื้อที่ยืดหยุ่นด้วย

