การทำ Newsletter เป็นหนึ่งในวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการทำให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจลูกค้าอยู่เสมอ และด้วยเครื่องมือกับเทมเพลตฟรีที่มีให้ใช้งานมากมาย การเริ่มต้นทำอีเมล Newsletter วันนี้จึงง่ายกว่าที่เคย
ลองนึกภาพว่าคุณขายเล็บปลอมแบบตามฤดูกาล แค่ส่งอีเมลแนะนำดีไซน์ใหม่ล่าสุดให้ลูกค้า ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้อแบบไม่ทันตั้งตัวได้ ลูกค้าบางคนอาจกดใส่สินค้าในตะกร้าไปแล้ว ก่อนจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
นี่แหละคือพลังของการทำ Newsletter ในจังหวะที่ใช่ เพราะมันสามารถเปลี่ยนคนที่แค่เข้ามาดู ให้กลายเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์คุณได้
ในส่วนนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีทำ Newsletter ตั้งแต่เริ่มต้น วิธีเขียนอีเมลฉบับแรก การติดตามและวัดผลลัพธ์ในระยะยาว รวมถึงเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้คุณสร้างและเริ่มส่งอีเมล Newsletter ได้อย่างรวดเร็ว
Newsletter คืออะไร
Newsletter คืออีเมลที่คุณส่งเป็นประจำให้กับผู้ติดตาม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและทำให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจลูกค้าอยู่เสมอ โดยเนื้อหาอาจเป็นได้ทั้งอัปเดตสินค้า เคล็ดลับ โปรโมชัน เรื่องราวของแบรนด์ หรือคอนเทนต์ที่คัดสรรมาแล้วเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสนใจและกลับมาติดตามอย่างต่อเนื่อง
การทำ Newsletter ที่ดีมักประกอบด้วย
- หัวข้ออีเมลที่น่าคลิก
- เนื้อหาที่ชัดเจนและน่าสนใจ
- ปุ่มหรือข้อความกระตุ้นแอ็คชั่นของผู้อ่าน (CTA)
สิ่งสำคัญคือควรออกแบบให้ผู้อ่านสามารถตัดสินใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าในคอลเลกชันใหม่ หรือกดเข้าไปอ่านบทความเพิ่มเติม
ต่างจากอีเมลโปรโมชันแบบครั้งเดียว หรืออีเมลธุรกรรม (เช่น การยืนยันคำสั่งซื้อ) เพราะการทำ Newsletter มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว เป็นวิธีทำให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจลูกค้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายของในทุกอีเมล
การทำ Newsletter ดียังไง
การทำ Newsletter เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการเชื่อมต่อกับลูกค้า สร้างความภักดีต่อแบรนด์ และเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจ โดยนักการตลาดสาย B2C จำนวนมากยังมองว่าอีเมลเป็นช่องทางที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงที่สุด เมื่อเทียบกับช่องทางการตลาดอื่น
ตัวเลขยืนยันชัดเจน จากรายงาน State of Email 2025 ของ Litmus พบว่า ทุกๆ $1 (ประมาณ 35–40 บาท) ที่ใช้กับอีเมลมาร์เก็ตติ้ง
- 35% ของนักการตลาดได้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 350–1,200 บาท
- และอีก 30% ได้ผลตอบแทนสูงถึงระมาณ 1,200–1,800 บาท
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายธุรกิจ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์และแบรนด์ eCommerce ถึงให้ความสำคัญกับการทำอีเมล Newsletter มากขึ้นเรื่อย ๆ และต่อไปนี้ คือข้อดีหลักของการทำอีเมลจดหมายข่าวที่ทำให้ช่องทางนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจ
สื่อสารได้ตรงตัวและปรับให้เหมาะกับแต่ละคน
จากผลสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 10,041 คน ในรายงาน Emarsys Customer Loyalty Index พบว่า 69% ของผู้บริโภคเลือกอีเมลเป็นช่องทางหลักในการติดต่อกับแบรนด์ มากกว่า SMS/MMS ที่อยู่ที่ 53%
แม้การทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย คอนเทนต์ หรือโฆษณาแบบเสียเงิน จะเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่การทำ Newsletter ผ่านอีเมลสามารถปรับเนื้อหาให้เหมาะกับผู้รับแต่ละคนได้แบบเฉพาะเจาะจง
เมื่อคุณส่งอีเมลเข้าไปถึง inbox ของลูกค้าโดยตรง เท่ากับคุณกำลังสร้างความเชื่อมโยงแบบตัวต่อตัว ซึ่งสำคัญมาก เพราะผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยต้องการรู้สึก “เชื่อมโยงกับแบรนด์” ก่อนตัดสินใจซื้อ
การทำ Newsletter ที่มอบคุณค่าให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด หรือคอนเทนต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และต่อยอดไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด
ดึงความสนใจของลูกค้ากลับมาได้อีกครั้ง
หากลูกค้าเข้ามาที่ร้านออนไลน์ของคุณแล้วตัดสินใจยังไม่ซื้อ มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะไม่กลับมาอีก
แต่ถ้าคุณสามารถเก็บอีเมลของพวกเขาไว้ก่อนออกจากเว็บไซต์ได้ คุณยังสามารถสื่อสารกับพวกเขาต่อผ่านการทำ Newsletter ที่ส่งตรงถึง inbox
การทำอีเมล Newsletter จึงเป็นวิธีต่อบทสนทนากับลูกค้าที่เคยสนใจแบรนด์ของคุณ ช่วยสร้างการพิจารณาและเพิ่มโอกาสในการซื้อในอนาคต
ควบคุมการสื่อสารได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับโซเชียลมีเดียที่โพสต์ของคุณอาจถูกกลืนหายไปในฟีดที่เลื่อนไม่มีที่สิ้นสุด อีเมลถือเป็นช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของ ทำให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง
คุณไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของจำนวนตัวอักษร และสามารถออกแบบเนื้อหาได้ตามต้องการ
เมื่อคุณมีรายชื่ออีเมลของผู้ที่สมัครรับข่าวสาร (opt-in) แล้ว รายชื่อนั้นเป็นของคุณเอง การทำ Newsletter ผ่านอีเมลจึงช่วยให้คุณสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจุด และควบคุมทั้งความถี่และรูปแบบของเนื้อหาที่ส่งได้อย่างยืดหยุ่น
วิธีทำ Newsletter ใน 11 ขั้นตอน
- กำหนดเป้าหมายของการทำ Newsletter
- วางกลยุทธ์อีเมล Newsletter
- เลือกแพลตฟอร์มสำหรับทำ Newsletter
- ปรับแต่งเทมเพลตดีไซน์
- กำหนดตารางการส่งให้ชัดเจน
- เก็บลิสต์อีเมลผู้ติดตาม
- ตั้งค่าอีเมลอัตโนมัติ
- ปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวและแนวทางการส่งอีเมลที่เหมาะสม
- ส่ง Newsletter ฉบับแรกของคุณ
- วิเคราะห์ผลจากข้อมูล
- จัดการการยกเลิกรับอีเมลและรับฟังฟีดแบ็กจากผู้ติดตาม
1. กำหนดเป้าหมายของการทำ Newsletter
ก่อนจะเลือกแพลตฟอร์มอีเมลหรือเริ่มเขียนอีเมล Newsletter ฉบับแรก สิ่งสำคัญคือการกำหนดให้ชัดว่าคุณทำ Newsletter ไปเพื่ออะไร
การทำ Newsletter สามารถช่วยได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ให้ความรู้กับผู้ติดตาม เพิ่มยอดขาย สร้างการบอกต่อ หรือเก็บฟีดแบ็กจากลูกค้า
ให้เลือกเป้าหมายหลักขึ้นมา 2–3 อย่าง แล้วโฟกัสว่าคอนเทนต์แบบไหนจะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นได้
เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าเนื้อหาแบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจ ก็จะสามารถวางกลยุทธ์ Email Marketing และการทำ Newsletter ได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น
2. วางกลยุทธ์อีเมล Newsletter
เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของการทำ Newsletter ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการลงรายละเอียดให้ชัดขึ้น ว่าจะสื่อสารกับใคร และจะทำยังไงให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
-
กลุ่มเป้าหมาย คุณอยากคุยกับใคร ลูกค้าใหม่ หรือคนที่เคยซื้อแล้ว? ลูกค้าในแบบที่คุณอยากได้คือแบบไหน
ยิ่งคุณเห็นภาพชัด เช่น อายุ ไลฟ์สไตล์ หรือกำลังซื้อ การทำ Newsletter ก็จะยิ่งตรงใจมากขึ้น - วิธีเก็บอีเมล แล้วคุณจะได้อีเมลของลูกค้ามายังไง ควรมีหลายจุดให้สมัคร เช่น ฟอร์มบนหน้าเว็บ Pop-up ในบทความ ลิงก์ใน bio หรือแม้แต่ตอนลูกค้ากำลังจ่ายเงิน ยิ่งมีหลายช่องทาง ลิสต์อีเมลก็จะโตเร็วขึ้น
- ความถี่ในการส่ง จะส่งบ่อยแค่ไหนดี? ตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัว แต่ควรเลือกความถี่ที่คุณทำได้ต่อเนื่อง เช่น สัปดาห์ละครั้ง หรือเดือนละ 2 ครั้ง และพยายามส่งให้เป็นวันเดิมทุกครั้ง เพื่อให้คนเริ่มคุ้นเคย
ไอเดียคอนเทนต์นิวส์เลตเตอร์
Newsletter ที่ดีไม่ใช่มีแต่ขายของ แต่ต้องมีประโยชน์และน่าอ่านไปพร้อมๆ กัน ลองนำไอเดียพวกนี้ไปใช้ดู
- เปิดตัวสินค้าใหม่ หรือแจ้งว่าสินค้ากลับมาแล้ว
- แชร์ทริคหรือวิธีใช้สินค้าให้คุ้มขึ้น
- เอารีวิวหรือรูปจากลูกค้ามาเล่า
- ทำคอนเทนต์ตามฤดูกาล หรือเทศกาล
- เล่าเบื้องหลังแบรนด์ ให้คนรู้จักคุณมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากขายชุดรับประทานอาหาร นิวส์เลตเตอร์อาจเน้นวิธีจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบไม่เครียด เคล็ดลับเช่น ถ้าคุณขายจานชาม อาจทำ Newsletter เกี่ยวกับวิธีจัดโต๊ะอาหารแบบง่าย ๆ หรือรวมไอเดียของขวัญที่หยิบไปใช้ได้จริง
สุดท้ายแล้ว ให้เลือกคอนเทนต์ที่ช่วยพาธุรกิจไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มยอดขาย ดึงคนเข้าเว็บ หรือทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
3. เลือกแพลตฟอร์มสำหรับทำ Newsletter
ปัจจุบันมีเครื่องมือ Email Marketing ให้เลือกหลายเจ้า แต่ละแพลตฟอร์มก็มีฟีเจอร์ ราคา และความสามารถต่างกันออกไป แม้ช่วงเริ่มต้นคุณอาจยังไม่ต้องใช้ทุกฟีเจอร์ แต่ก็ควรเลือกเครื่องมือที่รองรับการเติบโตในอนาคตได้ด้วย
ลองพิจารณาฟีเจอร์สำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มสำหรับทำ Newsletter
- เทมเพลตสำเร็จรูปและการปรับแต่งดีไซน์ ปรับเลย์เอาต์ สี ฟอนต์ และรูปภาพได้ง่ายด้วยระบบลากวาง
- การปรับเนื้อหาให้เหมาะกับแต่ละคน ใส่ข้อมูลผู้รับ เช่น ชื่อ เพื่อให้อีเมลดูเป็นส่วนตัวมากขึ้น
- การแบ่งกลุ่มลูกค้า แยกผู้ติดตามเป็นกลุ่ม เพื่อส่งคอนเทนต์ที่ตรงความสนใจ
- ระบบอีเมลอัตโนมัติ ตั้งค่าให้อีเมลถูกส่งอัตโนมัติ เช่น อีเมลตะกร้าสินค้าค้าง หรืออีเมลต้อนรับ
- การตั้งเวลาส่ง เขียนอีเมลล่วงหน้าและกำหนดเวลาส่งได้
- การทดสอบอีเมล ส่งอีเมลทดสอบก่อน เพื่อเช็กความเรียบร้อย
- การทดสอบแบบ A/B ทดลองส่งอีเมลคนละเวอร์ชัน เพื่อดูว่าแบบไหนได้ผลดีกว่า
- ระบบวัดผล ดูอัตราการเปิด การคลิก และจำนวนการยกเลิกรับอีเมล
Shopify Messaging เป็นเครื่องมือทำ Newsletter และ Email Marketing ที่ออกแบบมาสำหรับร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะ คุณสามารถสร้างอีเมลที่ตรงกับแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทมเพลตที่ดึงโลโก้ สีของร้าน และข้อมูลสินค้าแบบเรียลไทม์มาใช้ได้ทันที
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเทมเพลตอัตโนมัติ แบ่งกลุ่มลูกค้า และส่ง Newsletter ได้ในไม่กี่ขั้นตอน อีกตัวช่วยคือ Shopify Magic ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI ที่ช่วยคิดหัวข้ออีเมล ปรับข้อความให้น่าสนใจ และแนะนำเวลาส่งที่เหมาะสมจากข้อมูลของคุณ หลังจากส่งอีเมลแล้ว คุณยังสามารถดูผลลัพธ์ เช่น จำนวนคนเปิด คลิก และยอดขาย ได้จากระบบวิเคราะห์ เพื่อดูว่า Newsletter แบบไหนเวิร์กที่สุด
4. ปรับแต่งเทมเพลตดีไซน์
แพลตฟอร์มสำหรับทำ eMail Newsletter ส่วนใหญ่จะมีเทมเพลตและธีมให้เลือก พร้อมให้คุณปรับสี เลย์เอาต์ และฟอนต์ให้ตรงกับแบรนด์ได้ง่าย ๆ เช่น Shopify ก็มีเทมเพลตหลากหลาย ทั้งแบบโชว์สินค้า หรือโปรโมชันตามเทศกาล
เคล็ดลับการออกแบบอีเมลให้ดูโปรและได้ผล
- ความกว้างที่เหมาะสม ควรกำหนดความกว้างของอีเมลอยู่ที่ประมาณ 600–640 พิกเซล เพื่อให้แสดงผลได้ดีบนทุกอุปกรณ์
- สัดส่วนภาพต่อข้อความ ใช้สัดส่วนประมาณ 60% ข้อความ และ 40% รูปภาพ เพื่อให้ดูน่าสนใจและลดโอกาสเข้าโฟลเดอร์สแปม
- รองรับมือถือ ใช้เลย์เอาต์แบบคอลัมน์เดียว ตัวอักษรขนาด 14–16 พิกเซล และปุ่มที่กดง่าย (อย่างน้อย 44×44 พิกเซล) เพราะมากกว่าครึ่งของอีเมลถูกเปิดบนมือถือ
- ใส่คำอธิบายรูปและปรับขนาดไฟล์ เพิ่มคำอธิบายให้รูปภาพ และบีบอัดไฟล์เพื่อให้โหลดเร็วขึ้น และช่วยให้เข้าถึงได้ดีขึ้น
ปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ ตามนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าแคมเปญอีเมลดูสวยงาม
แบรนด์ Our Place จำหน่ายเครื่องครัวดีไซน์สวย รวมถึง Always Pan ที่โดดเด่นทั้งรูปทรงและโทนสีเฉพาะตัว ตั้งแต่สีโทนอุ่นไปจนถึงโทนเขียวเซจ ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูสะดุดตาและจดจำได้ง่าย โดยอีเมล Newsletter ของแบรนด์ก็ใช้ธีมที่ทันสมัยและมีสีสันสอดคล้องกับเว็บไซต์ จึงโดดเด่นขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ในกล่องอีเมลของผู้รับ
Our Place ใช้ฟอนต์ โทนสี และการออกแบบที่สอดคล้องกันทั้งบนเว็บไซต์และใน Newsletter
เลือกเลย์เอาต์และธีมดีไซน์ที่เข้ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณ แพลตฟอร์มสำหรับทำ Newsletter ส่วนใหญ่จะให้คุณอัปโหลด Brand Kit ได้ ทำให้สามารถนำสีและฟอนต์ของแบรนด์มาใช้ในตัวสร้างอีเมลได้อย่างสะดวก
5. กำหนดตารางการส่งให้ชัดเจน
ลองประเมินว่าคุณสามารถส่ง Newsletter ได้บ่อยแค่ไหนแบบสม่ำเสมอ ในช่วงเริ่มต้น อาจตั้งเป้าเป็นสัปดาห์ละครั้ง หรือสองสัปดาห์ครั้ง โดยเลือกวันที่คุณสะดวกและสามารถทำต่อเนื่องได้จริง
แบรนด์ Artisaire จากแคนาดา ซึ่งจำหน่ายตราประทับขี้ผึ้งและอุปกรณ์แฮนด์เมด เลือกส่ง Newsletter ทุกสัปดาห์ โดยเนื้อหาจะมีทั้งไอเดียสร้างแรงบันดาลใจ โปรโมชันพิเศษ และอัปเดตเกี่ยวกับแบรนด์
Artisaire ยังให้ส่วนลด 15% สำหรับลูกค้าที่สมัครรับ Newsletter เพื่อกระตุ้นให้คนเข้าร่วมมากขึ้น
6. เก็บลิสต์อีเมลผู้ติดตาม
การทำ Newsletter ให้ได้ผล เริ่มจากการมีรายชื่ออีเมลที่มีคุณภาพ คุณควรเก็บอีเมลจากจุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์อยู่แล้ว เช่น เว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย โดยเพิ่มฟอร์มสมัครและลิงก์สมัครในจุดต่าง ๆ
การเพิ่มฟอร์มสมัครอีเมลบน Shopify หรือเว็บไซต์ทั่วไปสามารถทำได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะโค้ดดิ้ง
เราแนะนำวิธีต่อไปนี้
Our Place กระตุ้นการสมัครโดยให้ผู้สมัครอีเมลใหม่เข้าร่วมการแข่งขันรายวันเพื่อลุ้นรับ Always Pan มูลค่า 195 ดอลลาร์ (ที่มา Our Place)
- เพิ่มฟอร์มสมัครบนเว็บไซต์ สร้าง pop-up เมื่อมีคนเข้าหน้าเว็บ และวางฟอร์มสมัครแบบถาวรไว้ในส่วน header หรือ footer พร้อมเขียนข้อความชวนสมัครให้ชัดเจนว่าผู้ติดตามจะได้อะไร เช่น คอนเทนต์พิเศษ ส่วนลด หรือสิทธิ์ร่วมกิจกรรม
- เพิ่มฟอร์มสมัครในขั้นตอนชำระเงิน หลังจากลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว ให้มีตัวเลือกสมัครรับ Newsletter จากข้อมูลที่กรอกไว้ วิธีนี้ช่วยให้คุณส่งคอนเทนต์แนะนำการใช้งานสินค้า และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำหรือบอกต่อ
- แชร์ลิงก์สมัครผ่านโซเชียลมีเดีย ใส่ลิงก์สมัคร Newsletter ใน bio Instagram หรือส่วน About ของ Facebook หรือถ้าใช้เครื่องมือรวมลิงก์ (link-in-bio) ก็สามารถเพิ่มลิงก์สมัครเข้าไปได้เช่นกัน
7. ตั้งค่าอีเมลอัตโนมัติ
แม้ว่า Newsletter ที่คุณส่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์หรือเดือน แต่อีเมลบางประเภท เช่น อีเมลต้อนรับ หรืออีเมลเมื่อมีการยกเลิกรับ จะเป็นอีเมลที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า และถูกส่งอัตโนมัติเมื่อผู้ติดตามทำบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น อีเมลต้อนรับ ใช้สำหรับขอบคุณผู้สมัครใหม่ บอกว่าพวกเขาจะได้อะไรจาก Newsletter และแนะนำลิงก์หรือคอนเทนต์สำคัญของแบรนด์
แบรนด์ De La Calle เครื่องดื่มโซดาสไตล์เม็กซิกันสมัยใหม่ ใช้อีเมลต้อนรับที่โดดเด่นทั้งภาพและโทนข้อความ เพื่อแนะนำสินค้า พร้อมมอบส่วนลด 10% และชวนให้ผู้อ่านไปสำรวจรสชาติหรือค้นหาร้านใกล้ตัว
อีเมลต้อนรับของ De La Calle ใช้ภาพสีสันสด ฟอนต์ที่สะดุดตา และข้อความที่สื่อจุดเด่นของสินค้าได้ชัดเจน ทำให้คนอยากลองสินค้าในมุมมองใหม่ ที่มาของภาพ
สิ่งสำคัญคือทุกจุดที่คุณสื่อสารกับลูกค้าควรให้ความรู้สึกสอดคล้องกับแบรนด์ นอกจากอีเมลต้อนรับแล้ว คุณยังสามารถเก็บข้อมูลอย่างวันเกิดของลูกค้า และตั้งค่าให้ส่งส่วนลดวันเกิดแบบอัตโนมัติได้
อีเมลอัตโนมัติอื่น ๆ ที่ควรตั้งค่า ได้แก่
- อีเมลแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ได้ชำระ
- อีเมลสำหรับลูกค้าใหม่
- อีเมลสำหรับลูกค้าที่เคยซื้อซ้ำ
- อีเมลใบเสร็จหรือยืนยันคำสั่งซื้อ
- อีเมลกระตุ้นให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง
- อีเมลแจ้งสินค้าเข้าใหม่หรือสินค้ากลับมาสต็อก
- อีเมลแบบสอบถามหรือขอฟีดแบ็ก
8. ปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวและแนวทางการส่งอีเมลที่เหมาะสม
อีเมลก็เปรียบเหมือนข้อมูลส่วนตัวสำคัญ เช่น เบอร์โทรศัพท์ จึงมีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอยู่
ข้อกำหนดด้านอีเมลจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย ธุรกิจที่ทำ Newsletter ควรปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยกำหนดให้ต้องขอความยินยอมจากผู้ใช้งานก่อนเก็บและนำอีเมลไปใช้เพื่อการตลาด
แนวทางสำคัญที่ควรทำมีดังนี้
- ต้องได้รับความยินยอมก่อน (Opt-in) ผู้รับต้องสมัครหรือยินยอมรับอีเมลก่อน การส่งอีเมลโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าเป็นสแปม และไม่สอดคล้องกับกฎหมาย แม้ลูกค้าจะเคยให้เมลตอนสั่งซื้อ ก็ต้องยินยอมแยกสำหรับการรับ Newsletter
- ไม่ควรซื้อรายชื่ออีเมล การซื้อฐานข้อมูลอีเมลไม่ถือว่าเป็นการยินยอม และอาจผิดกฎหมายในหลายประเทศ
- ต้องมีลิงก์ยกเลิกรับอีเมล ผู้รับต้องสามารถกดยกเลิกรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ
- ใส่ข้อมูลติดต่อของธุรกิจ ควรมีข้อมูลติดต่อในส่วนท้ายอีเมล เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต่อต้านสแปม
หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ อาจทำให้ธุรกิจของคุณถูกปรับหรือมีบทลงโทษได้
นอกจากนี้ หากผู้รับกดรายงานว่าเป็นสแปม อีเมลของคุณอาจถูกส่งเข้าโฟลเดอร์ขยะ หรือบัญชีของคุณอาจถูกระงับบนแพลตฟอร์มที่ใช้ทำ Newsletter ได้เช่นกัน
9. ส่ง Newsletter ฉบับแรกของคุณ
เมื่อคุณพร้อมจะเริ่มส่ง Newsletter แล้ว ลองทำตามขั้นตอนนี้
- ตั้งชื่อผู้ส่งและอีเมล เลือกส่งในชื่อแบรนด์ (เหมาะกับคอนเทนต์ทั่วไปหรือโปรโมชัน) หรือใช้ชื่อบุคคล (เหมาะกับการเล่าเรื่องหรือสร้างความใกล้ชิด) ส่วนอีเมลแบบ no-reply จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้าตอบกลับ
- เลือกกลุ่มผู้รับ หากคุณแบ่งกลุ่มลูกค้าไว้แล้ว ให้เลือกกลุ่มที่ตรงกับเนื้อหาที่จะส่ง
- เขียนหัวข้ออีเมลและข้อความพรีวิว ให้สั้น กระชับ และบอกชัดว่าผู้อ่านจะได้อะไร อย่าลืมเช็กว่าขึ้นสวยบนมือถือ
- ทดสอบอีเมลก่อนส่ง ส่งอีเมลทดสอบให้ตัวเอง เพื่อตรวจคำผิด รูปแบบ และดูการแสดงผลทั้งบนคอมและมือถือ
ร่างคอนเทนต์
เมื่อคุณรู้เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายแล้ว ลองใช้เทคนิคเหล่านี้ในการเขียน
- เปิดให้น่าสนใจตั้งแต่ต้น ดึงความสนใจตั้งแต่ประโยคแรก เพื่อให้คนอ่านต่อจนจบ
- เขียนให้กระชับและเข้าใจง่าย ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา เลี่ยงประโยคยาวหรือซับซ้อน
- ใส่ปุ่มชวนคลิก (CTA) กระตุ้นให้ผู้อ่านเข้าเว็บไซต์ อ่านต่อ หรือเลือกซื้อสินค้า
- จัดรูปแบบให้อ่านง่าย แบ่งย่อหน้า ใช้หัวข้อ หรือภาพช่วยให้สแกนอ่านได้เร็ว
- เพิ่มความเป็นส่วนตัว เรียกชื่อผู้รับ หรือใส่รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกเฉพาะตัว
ถ้าเป็นไปได้ ลองให้คนอื่นช่วยอ่านทวนก่อนส่งจริง เพื่อให้ข้อความออกมาชัดเจนและน่าอ่านที่สุด
10. วิเคราะห์ผลจากข้อมูล
หลังจากส่ง Newsletter ไปประมาณ 24 ชั่วโมง ก็ถึงเวลามาดูผลลัพธ์
แพลตฟอร์มสำหรับทำ Newsletter ส่วนใหญ่จะมีระบบวัดผลให้คุณเห็นภาพรวม เช่น อัตราการเปิด อัตราการคลิก หรือจำนวนคนยกเลิกรับอีเมล
คุณสามารถดูผลลัพธ์เหล่านี้ได้ง่าย ๆ ผ่านหน้าแดชบอร์ด เช่นของ Shopify
ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตาม
- อัตราการเปิด เปอร์เซ็นต์ของผู้รับที่เปิดอีเมล
- อัตราการคลิก เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่คลิกลิงก์ในอีเมลหลังจากเปิด
- การยกเลิกรับอีเมล เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่กดยกเลิกรับข่าวสาร
คำว่า “ผลลัพธ์ที่ดี” อาจแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม เช่น ในสาย eCommerce ค่าเฉลี่ยอัตราการเปิดอยู่ที่ประมาณ 29.81%
นอกจากนี้ ควรดูด้วยว่า Newsletter ของคุณช่วยพาคนเข้าเว็บไซต์ได้มากแค่ไหน และสร้างยอดขายได้หรือไม่ ลองนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงต่อ เช่น ทดลองเปลี่ยนรูปแบบคอนเทนต์ ดีไซน์ หรือวิธีเขียน เพื่อหาแนวทางที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณ
11. จัดการการยกเลิกรับอีเมลและรับฟังฟีดแบ็กจากผู้ติดตาม
กระบวนการยกเลิกการสมัครที่ราบรื่นเคารพการเลือกของผู้ติดตามในขณะที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงความการเปิดให้ยกเลิกรับอีเมลได้ง่าย เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ติดตาม และยังช่วยให้คุณได้ข้อมูลเพื่อนำไปปรับปรุงการทำ Newsletter ด้วย หากขั้นตอนยุ่งยากเกินไป ผู้รับอาจรู้สึกไม่ดี และเลือกกดรายงานว่าเป็นสแปมแทน
เคล็ดลับในการจัดการมีดังนี้
- ทำให้ยกเลิกรับอีเมลได้ง่าย ลิงก์ยกเลิกรับควรมองเห็นชัดในทุกอีเมล (มักอยู่ส่วนท้าย) และควรกดยกเลิกได้ภายในไม่กี่ขั้นตอน
- วิเคราะห์เหตุผลของการยกเลิก อาจเพิ่มแบบสอบถามสั้น ๆ เพื่อเข้าใจสาเหตุ เช่น ได้รับอีเมลบ่อยเกินไป เนื้อหาไม่ตรงความสนใจ หรือไม่ได้ต้องการติดตามแล้ว
- นำฟีดแบ็กมาปรับปรุง ทุกการยกเลิกคือโอกาสในการพัฒนา ปรับเนื้อหาและจังหวะการส่งให้ตรงใจมากขึ้น เพื่อรักษาผู้ติดตามในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น Myles Apparel แบรนด์สายฟิตเนสและไลฟ์สไตล์ ใช้อีเมลกระตุ้นให้กลับมาเปิดอ่านอีกครั้งด้วยโทนสนุกและมีเอกลักษณ์ เพื่อดึงผู้ติดตามที่เงียบหายให้กลับมาสนใจ พร้อมชวนให้อัปเดตสินค้าและโปรโมชันใหม่ ๆ
Myles Apparel เพิ่มบุคลิกภาพให้แคมเปญชนะใจกลับมาด้วยโทนสนทนาที่ขี้เล่น อีเมลตัวอย่างการทำ re-engagement email ที่ออกแบบมาเพื่อดึงผู้ติดตามที่เริ่มเงียบหายให้กลับมาสนใจอีกครั้ง โดยแบรนด์ใช้โทนการสื่อสารที่เป็นกันเองและมีอารมณ์ขัน เพื่อสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับผู้อ่าน พร้อมกระตุ้นให้กดปุ่มเพื่อรับข่าวสารเกี่ยวกับโปรโมชันและสินค้าใหม่ต่อไป คลิกดูที่มาของภาพ
ตัวอย่าง Newsletter ที่ใช้ได้ผล
ถ้าคุณกำลังมองหาไอเดีย นี่คือตัวอย่างการทำ Newsletter จากร้านค้าบน Shopify ที่นำการออกแบบ ภาษาที่ชัดเจน และเอกลักษณ์ของแบรนด์มาผสมกันได้อย่างลงตัว เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มยอดขาย ตั้งแต่ข้อเสนอสำหรับผู้สมัครใหม่ คอนเทนต์ให้ความรู้ ไปจนถึงอีเมลกระตุ้นตะกร้าสินค้า นี่คือวิธีที่แบรนด์ชั้นนำใช้ Email Marketing ให้ได้ผล
1. GIR
GIR เป็นแบรนด์เครื่องครัวที่เน้นการออกแบบอย่างใส่ใจ โดยใช้ Newsletter ฉบับต้อนรับเพื่อแนะนำตัวแบรนด์ผ่านเรื่องราวของผู้ก่อตั้ง พร้อมมอบส่วนลด 17% เพื่อกระตุ้นการสั่งซื้อครั้งแรก
อีเมลเริ่มต้นด้วยหัวข้อที่ชัดและเป็นมิตร “Where It All Started” จากนั้นเล่าเรื่องราวว่า Samantha Rose ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เริ่มต้น GIR จากความไม่พอใจกับอุปกรณ์ในครัวที่ใช้งานไม่ดี เรื่องราวนี้ช่วยสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ พร้อมตอกย้ำจุดเด่นของแบรนด์ในเรื่องคุณภาพ ดีไซน์ และความสนุกในการทำอาหาร
จุดที่ทำให้อีเมลนี้ได้ผล
- เรื่องราวของผู้ก่อตั้งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้แบรนด์เข้าถึงง่าย
- มีข้อเสนอชัดเจน (ส่วนลด 17%) ช่วยกระตุ้นการซื้อโดยไม่ดูขายเกินไป
- ภาพสินค้าที่สื่อเอกลักษณ์แบรนด์ได้ชัด
- มี CTA หลายจุด เช่น “Shop Now” และ “About GIR” รองรับความสนใจที่แตกต่างกัน
การผสมผสานระหว่าง storytelling และข้อเสนอที่จับต้องได้ ทำให้ Newsletter ของ GIR ทั้งน่าสนใจ น่าเชื่อถือ และพาคนไปสู่การตัดสินใจซื้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อีเมลต้อนรับของ GIR แนะนำผู้ติดตามใหม่ผ่านเรื่องราวจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ผสมผสานเอกลักษณ์และจุดมุ่งหมายของแบรนด์เข้ากับส่วนลดสำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก พร้อม CTA ที่ชัดเจน (ลิงก์ที่มาของภาพ)
2. Verb Bars
Verb Bars ใช้ Newsletter เป็นเครื่องมือให้ความรู้เรื่องสุขภาพและส่วนผสมของสินค้า แบบที่อ่านแล้วเชื่อและสนใจมากขึ้นไปพร้อมกัน
อีเมลนี้เปิดมาด้วยประโยคที่สะดุดตา “The Science of Feeling Good” (ความลับของการรู้สึกดีในแบบวิทยาศาสตร์) แล้วตามด้วยข้อมูลสั้น ๆ ที่เข้าใจง่าย เช่น “40% ของคนอเมริกันมีปัญหาเรื่องลำไส้” เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวเอง
จากนั้นแบรนด์ค่อยเชื่อมให้เห็นว่า สินค้าของตัวเองเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ยังไง โดยอธิบายบทบาทของส่วนผสมต่าง ๆ เช่น คาเฟอีนจากชาเขียว อัลมอนด์บัตเตอร์ และโกโก้ ที่ช่วยเรื่องการย่อยอาหารและลดการอักเสบ
จุดที่ทำให้อีเมลนี้เวิร์ก
- เล่าแบบมีโครงชัด เริ่มจากปัญหา แล้วพาไปสู่ทางออก
- อธิบายส่วนผสมควบคู่กับภาพสินค้า ทำให้เข้าใจง่าย
- ใช้สีและหัวข้อที่เด่น ทำให้กวาดสายตาอ่านได้เร็ว
อีเมลนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำ Newsletter แบบให้ความรู้ก่อน แล้วค่อยขาย ทำให้คนรู้สึกว่าได้ประโยชน์ ไม่ได้ถูกขายตรงๆ
Verb Bars ใช้อีเมลนี้เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ติดตามเกี่ยวกับสุขภาพลำไส้และการอักเสบ แหล่งที่มาของภาพ Really Good Emails
3. Revival
Revival เป็นตัวอย่างที่ดีของอีเมลตะกร้าสินค้าค้างที่ออกแบบมาได้ลงตัว ทั้งดูเป็นมิตร เข้าถึงง่าย และยังคงภาพลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ชัด
อีเมลเปิดด้วยประโยคชวนกลับมาคิดอีกครั้งว่า “Still thinking about it?” (ยังลังเลอยู่ใช่ไหม) พร้อมภาพสินค้าที่ลูกค้าเคยดูไว้ (ในตัวอย่างคือพรมรุ่น Gambit) ซึ่งช่วยเตือนความสนใจและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
จุดที่ทำให้อีเมลนี้เวิร์ก
- โชว์สินค้าที่ลูกค้าดูไว้แบบชัดเจน ทำให้กลับมาสนใจได้ทันที
- โทนข้อความเป็นกันเอง ไม่กดดัน เช่น “You picked a standout” (คุณเลือกชิ้นที่โดดเด่นมาก) ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ
- CTA ที่ช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ขาย มีข้อเสนอช่วยเหลือ เช่น ให้คำแนะนำด้านการตกแต่งฟรี สำหรับคนที่ยังลังเล
Newsletter หรืออีเมลแบบนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติและใส่ตัวช่วยเล็ก ๆ เข้าไป สามารถเพิ่มโอกาสปิดการขายได้โดยไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกเร่งหรือกดดัน
เเทมเพลตและแพลตฟอร์มทำ Newsletter ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน
ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มทำ Newsletter หรือกำลังมองหาวิธีขยายให้เติบโตมากขึ้น ก็มีแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ในทุกระดับธุรกิจ
เครื่องมือหลายตัวมีแพ็กเกจเริ่มต้นให้ใช้ฟรี ส่วนแพ็กเกจแบบเสียเงินจะปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น ระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และความยืดหยุ่นในการออกแบบมากขึ้น
ด้านล่างนี้คือการเปรียบเทียบแพลตฟอร์มยอดนิยมแบบคร่าว ๆ
|
แพลตฟอร์ม |
แพ็กเกจฟรี |
เหมาะกับ |
ฟีเจอร์เด่น |
เชื่อมต่อกับ Shopify |
|
Shopify Messaging |
✅ |
ร้านค้าที่ใช้ Shopify |
เทมเพลตตามแบรนด์ ระบบอัตโนมัติ บล็อกสินค้า |
✅ มีในตัว |
|
Mailchimp |
❌ |
ร้านขนาดเล็กถึงกลาง |
ตัวแก้ไขแบบลากวาง ระบบวัดผล ระบบอัตโนมัติ |
✅ ผ่านแอป |
|
Klaviyo |
✅ |
แบรนด์ที่กำลังเติบโตหรือเน้นข้อมูล |
การแบ่งกลุ่มลูกค้า SMS วิเคราะห์เชิงลึก ระบบอัตโนมัติ |
✅ ผ่านแอป |
|
Kit |
✅ |
ครีเอเตอร์และร้านขนาดเล็ก |
ระบบอัตโนมัติง่าย หน้าแลนดิ้งเพจ แท็กผู้ติดตาม |
❌ ใช้ผ่านเครื่องมืออื่น |
|
Beehiiv |
✅ |
ครีเอเตอร์ที่เน้น Newsletter |
ดีไซน์เรียบ ฟีเจอร์สร้างรายได้ ระบบแนะนำต่อ |
❌ |
สร้าง Newsletter ของคุณเองด้วย Shopify
ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิก หรือโฆษณาแบบเสียเงิน ก็มีหลายวิธีที่ช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าใหม่และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม
แต่การทำ Newsletter ผ่านอีเมลจะช่วยให้คุณส่งข้อความไปถึงผู้ติดตามได้โดยตรงใน inbox เปิดโอกาสให้สื่อสารต่อเนื่อง แชร์ข้อมูลที่มีประโยชน์ สร้างการรับรู้สินค้า และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ
เมื่อคุณเริ่มเก็บอีเมลจากผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือผู้ติดตามบนโซเชียล คุณก็สามารถเริ่มบทสนทนา และเปลี่ยนคนที่แค่เข้ามาดู ให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ Newsletter
ทำ Newsletter ฟรีได้หรือไม่
ทำไมในการทำธุรกิจถึงควรมี Newsletter
เพราะการทำ Newsletter เป็นช่องทางที่ช่วยให้คุณสื่อสารกับทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิมได้โดยตรง เมื่อคุณสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล อัปเดตสินค้า หรือมอบส่วนลด ก็จะช่วยสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ
แพลตฟอร์มไหนเหมาะกับการทำ Newsletter มากที่สุด
ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์ครบ เช่น เทมเพลตปรับแต่งได้ การใส่ข้อมูลเฉพาะบุคคล การแบ่งกลุ่มลูกค้า ระบบอัตโนมัติ การตั้งเวลาส่ง การทดสอบ และการวัดผล ตัวเลือกยอดนิยม เช่น Shopify Messaging, Mailchimp, Kit, Campaign Monitor, MailerLite รวมถึง Brevo ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับร้าน Shopify ได้
ทำยังไงให้ Newsletter ดูเป็นมืออาชีพ
ใช้เทมเพลตสำเร็จรูป แล้วปรับฟอนต์ สี และเลย์เอาต์ให้ตรงกับแบรนด์ของคุณ จะช่วยให้ Newsletter ดูสวยและมีเอกลักษณ์มากขึ้น
จะเพิ่มรายชื่ออีเมลได้ยังไง
เพิ่มฟอร์มสมัครบนเว็บไซต์ หรือในขั้นตอนชำระเงินของร้านค้าออนไลน์ และแชร์ลิงก์สมัครผ่านโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญคือส่ง Newsletter อย่างสม่ำเสมอ และทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่า เพื่อให้ผู้ติดตามอยากแชร์ต่อ
โปรแกรมไหนดีที่สุดสำหรับทำ Newsletter
ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ แต่ตัวเลือกยอดนิยม เช่น Shopify Messaging, Mailchimp รวมถึง Klaviyo ซึ่งมีทั้งระบบลากวาง เทมเพลต และเครื่องมืออัตโนมัติ เหมาะทั้งมือใหม่และธุรกิจที่กำลังเติบโต
การทำ Newsletter ต้องเริ่มจากตรงไหน
เลือกแพลตฟอร์ม เลือกเทมเพลต ใส่คอนเทนต์ เช่น อัปเดตสินค้า ทริค หรือโปรโมชัน แล้วส่งไปยังรายชื่อผู้ติดตาม เริ่มจากง่าย ๆ แล้วค่อยพัฒนาต่อ
สามารถใช้ MS Word ทำ Newsletter ได้หรือไม่
ได้ Word มีเทมเพลตให้ใช้งาน แต่ไม่เหมาะสำหรับการส่งอีเมลจริง หากต้องการดีไซน์ที่สวย ส่งได้จริง และวัดผลได้ แนะนำให้ใช้แพลตฟอร์ม Email Marketing เช่น Shopify Messaging หรือ Mailchimp
Google มีเทมเพลต Newsletter ฟรีมั้ย
มี เช่น Google Docs และ Google Slides ที่มีเทมเพลตให้ปรับแต่ง แต่จะเหมาะกับงานพิมพ์หรือ PDF มากกว่า และถ้าต้องการทำ Newsletter สำหรับส่งอีเมล แนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง Shopify Messaging หรือ Mailchimp จะเหมาะกว่า


