ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปใช้เวลารับชมวิดีโอออนไลน์ถึงกว่า 17 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนี้เอง เมื่อพิจารณาว่ามีผู้ชมจำนวนมากที่ใช้งานอุปกรณ์มือถือและสมาร์ตทีวีบ่อยถึงขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่นักการตลาดกว่า 96% รายงานว่าคอนเทนต์วิดีโอช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีทั้ง Instagram, Facebook, TikTok และ YouTube เป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับการเผยแพร่คอนเทนต์วิดีโอ ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน และเมื่อมีผู้ใช้งานกว่า 1,500 ล้านคนต่อเดือนบน TikTok และอีกกว่า 2,500 ล้านคนบน YouTube การเปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มจึงเป็นเรื่องสำคัญในฐานะวิธีการเชื่อมต่อหลัก ๆ กับผู้ชม
ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นสร้างคอนเทนต์หรือกำลังมองหาวิธีขยายกลยุทธ์คอนเทนต์ปัจจุบัน ต่อไปนี้จะเป็นทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์มแชร์วิดีโอชั้นนำทั้งสองนี้ ตั้งแต่รูปแบบคอนเทนต์ ผู้ชม โปรแกรมสร้างรายได้ ไปจนถึงปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย
TikTok คืออะไร
TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่ผู้ใช้จะสามารถเลื่อนดูคลิปสั้น ๆ ได้ในทุกหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นคลิปการเต้น ชาเลนจ์ยอดนิยม ไปจนถึงฉากตลก เคล็ดลับสร้างสรรค์ และเพลงติดหู
พร้อมกันนี้ TikTok ยังกลายเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับ Gen Z ในการหาความบันเทิงและแรงบันดาลใจในการช็อปปิ้งด้วย
โดยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและอัตราการแข่งขันที่สูงลิ่วก็ย่อมหมายความว่าครีเอเตอร์ต้องสร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับผู้ชม มิฉะนั้นก็อาจสูญหายไปในกระแสข้อมูล อย่างไรก็ตามอัลกอริทึมอันทรงพลังของ TikTok ก็ยังมีความสามารถในการนำวิดีโอที่เหมาะสมไปสู่ผู้ชมที่เหมาะสมจึงมักจะผลักดันครีเอเตอร์และสินค้าที่นำเสนอให้กลายเป็นกระแสไวรัลชื่อดังได้ ทำให้ทั้งบัญชีที่ได้รับการยืนยันและผู้ใช้ทั่วไปต่างมีโอกาสเปลี่ยนการปรากฏตัวบน TikTok ให้กลายเป็นความโด่งดังและธุรกิจที่พร้อมเติบโต
นอกจากนี้การสร้างรายได้จาก TikTok ยังเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคยด้วยฟีเจอร์ช็อปปิ้งในแอป ลิงก์โดยตรง รวมถึง Creator Marketplace ที่เชื่อมต่อแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างความร่วมมือแบบมีค่าตอบแทน ดังนั้นแล้วหากกำลังมองหาการเข้าถึงผู้ชม Gen Z และต้องการใช้ประโยชน์จากกระแสโซเชียลคอมเมิร์ซ TikTok จึงจะเป็นทรัพยากรที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง
Sonja Detrinidad ผู้ก่อตั้ง Partly Sunny Projects เปิดร้านต้นไม้บน Shopify ในเดือนมีนาคม 2020 และไม่นานนักก็เริ่มใช้ TikTok เพื่อแชร์เรื่องราวและคำแนะนำในฐานะ "แม่ต้นไม้" ทำให้ ณ จุดหนึ่งต้องจัดการคำสั่งซื้อ ถึง 1,200 รายการในเดือนเดียวเพียงเพราะการเข้าชมและยอดขายผ่าน TikTok เพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม
YouTube คืออะไร
YouTube คือแหล่งรวมตัวหลักของคอนเทนต์รูปแบบยาว โดยหากกำลังมองหาคอนเทนต์แนะนำวิธีการ, วิดีโอเพื่อการศึกษา, คู่มืออธิบาย, วิดีโอตลก หรือ vlog ส่วนตัวก็จะหาได้บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ทั้งนี้ Youtube ก็ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดสำหรับการตลาดด้วยวิดีโอด้วย
ดังนั้นแม้การสร้างวิดีโอ YouTube อาจฟังดูน่ากลัว เพราะใช้เวลาในการตัดต่อวิดีโอนานกว่ามาก และไม่มีเครื่องมือในตัวเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการนี้ หาก ต้องการสร้างฐานผู้ชมที่ภักดีที่กระตือรือร้นจะดูและมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ได้มากก็ควรใช้งาน YouTube นั่นเอง
นอกจากนี้อัลกอริทึมของ YouTube ก็ยังคาดเดาได้มากกว่า TikTok โดยอิงจากวิธีที่ผู้ชมโต้ตอบกับคอนเทนต์ ซึ่งหมายความว่ามีแนวโน้มที่จะมีผู้ติดตามจำนวนน้อยกว่าแต่ทุ่มเทมากกว่าในกลุ่มเฉพาะ พร้อมทั้งรายได้จากวิดีโอยาวบน YouTube ที่จะมากกว่าจาก TikTok ความยาวเพียง 5 วินาทีด้วย นั่นจึงจะหมายความว่าช่องทางดังกล่าวสามารถสร้างผลตอบแทนด้วยผู้ติดตามที่ภักดีซึ่งมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์และซื้อสินค้าและบริการได้มากกว่าช่องทางอื่น ๆ
เคล็ดลับ: เปิดใช้งาน YouTube Shopping ผ่านแอป Google & YouTube เพื่อให้สินค้าปรากฏใต้วิดีโอ จากนั้นดูแ ล Followers ใหม่ด้วย Shopify Email และวางลิงก์ Shop Pay ในคำอธิบายเพื่อชำระเงินในคลิกเดียว
TikTok และ YouTube แตกต่างกันอย่างไร
- รูปแบบคอนเทนต์
- สไตล์คอนเทนต์
- โมเดลสร้างรายได้
- สินค้าและการผสานรวมผลิตภัณฑ์
- กลุ่มเป้าหมาย
- อัลกอริทึม
- เทรนด์
- ความสามารถในการไลฟ์สตรีม
YouTube และ TikTok แตกต่างกันอย่างมากในรูปแบบคอนเทนต์ โมเดลสร้างรายได้ รวมถึงด้านอื่น ๆ อีกมากมาย จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะแน่ใจว่าควรให้ความสำคัญกับอันไหน ดังนั้นแทนที่จะเดาว่าควรเน้นที่วิดีโอ TikTok หรือช่อง YouTube ต่อไปนี้จะเป็นสรุปความแตกต่างบางประการที่จะช่วยกำหนดว่าธุรกิจเหมาะสมกับแพลตฟอร์มไหนที่สุด
|
TikTok |
YouTube |
|
|---|---|---|
|
กลุ่มผู้ใช้ |
หนักไปทางกลุ่มผู้ชมอายุน้อย โดยประมาณ 55% ของผู้ใช้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่กลุ่ม Gen Z ครอง |
กลุ่มอายุที่มีผู้ใช้มากที่สุดคือ 25-34 ปี |
|
ประเภทคอนเทนต์ |
วิดีโอสั้น (มีความยาวเฉลี่ย 43 วินาที) แม้แพลตฟอร์มจะสามารถอัปโหลดวิดีโอได้ยาวถึง 60 นาที แต่ก็หาได้ยาก |
คอนเทนต์แบบยาวเป็นหลัก (ความยาวราว 7-10 นาทีเป็นจุดที่ดีที่สุด) พร้อม Shorts เติมเต็มความต้องการสำหรับวิดีโอแบบสั้นด้วย (เฉลี่ย 20-40 วินาที) |
|
ฟีเจอร์ |
อัลกอริทึม For You page ที่ผลักดันคอนเทนต์ออกไปสู่สายตาผู้ใช้ส่วนใหญ่, TikTok Shop ที่มาพร้อมการชำระเงินในแอป |
เครื่องมือแนะนำให้ความสำคัญกับช่องที่ผู้ใช้ติดตาม, การทำงานที่เชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับระบบการค้นหาของ Google |
|
จุดแข็ง |
กระแสไวรัลและการเข้าถึงผู้ชมที่รวดเร็ว, เครื่องมืออีคอมเมิร์ซในตัว, ระบบการแท็กสินค้า พร้อมการเข้าถึงแพลตฟอร์มที่ง่ายดายด้วยอุปกรณ์การตัดต่อในแอป |
คอนเทนต์ที่ไม่ล้าสมัย, ช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลาย, ฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ในทุกกลุ่มอายุ |
|
จุดอ่อน |
คอนเทนต์ที่อาจล้าสมัยได้ง่าย, การจ่ายเงินจาก Creator Fund ที่ต่ำจนเป็นประวัติการณ์ |
รายได้จาก Shorts ต่อวิวต่ำกว่าจากคอนเทนต์แบบยาว, ไม่ลำลองหรือเป็นธรรมชาติเท่า TikTok |
|
ระบบสร้างรายได้ |
Creator Fund, Creativity Program, TikTok Shop, การให้ของขวัญระหว่างไลฟ์, ดีลแบรนด์ผ่าน Creator Marketplace |
รายได้จากโฆษณา, สมาชิกช่อง, Super Chats, การใช้งานชั้นวางสินค้า, คอนเทนต์สปอนเซอร์ |
เคล็ดลับ ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน ให้จับคู่คอนเทนต์กับ Shopify Subscriptions (เพื่อสร้างรายได้ซ้ำ) Bundles (สำหรับ AOV ที่สูงขึ้น) และส่วนลดอัตโนมัติเพื่อสร้างคอนเวิร์สชันจากผู้ชมในขณะที่ความสนใจสูง
รูปแบบคอนเทนต์
YouTube เหมาะสำหรับวิดีโอที่มีความยาวประมาณหนึ่งที่สุด ในขณะที่ TikTok ให้ความสำคัญกับคลิปวิดีโอสั้นและคอนเทนต์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น (User Generated Content หรือ UGC) และแม้จะมีการถกเถียงกันว่าคอนเทนต์แบบใดนับเป็นแบบสั้น และแบบใดนับเป็นแบบยาว แต่ความยาวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวิดีโอ YouTube จะอยู่ที่ระหว่าง 7 ถึง 10 นาที ในขณะที่ TikTok เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 43 วินาที เท่านั้น ผู้สร้างจึงอาจลองพิจารณาว่าจะสร้างวิดีโออย่างไรตามประเภทธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ เช่น สินค้าง่าย ๆ อาจต้องการเพียงคลิปสั้น ๆ ในแต่ละวัน ในขณะที่บริการหรืออุตสาหกรรมที่ซับซ้อนกว่าอาจต้องการวิดีโอที่ยาวยิ่งขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า YouTube จะไม่มีพื้นที่ให้สำหรับคอนเทนต์รูปแบบสั้น (สามารถสร้างและอัปโหลดได้ผ่าน YouTube Shorts) และ TikTok เองก็สามารถอัปโหลดวิดีโอยาวได้ถึง 60 นาทีเช่นกัน แม้ว่า Mimi Ikonn ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียและผู้ประกอบการต่อเนื่องเบื้องหลัง Luxy Hair และ Intelligent Change จะเน้นย้ำว่าต้องเคารพความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มก็ตาม
"[แม้ว่า] สามารถทำวิดีโอคอนเทนต์แบบยาวสำหรับ YouTube แล้วแบ่งออกเป็นวิดีโอสั้น ๆ สำหรับ Instagram หรือ TikTok ได้" เธอกล่าว "แต่คิดว่าตามหลักการแล้ว หากต้องการมีส่วนร่วมและขยายช่องทางจริง ๆ จะดีกว่าหากสร้างคอนเทนต์ออร์แกนิกและคอนเทนต์ต้นฉบับสำหรับแพลตฟอร์มใดก็ตามที่ใช้"
YouTube Shorts กับวิดีโอ TikTok
YouTube Shorts เป็นการโต้ตอบของ YouTube ต่อ TikTok โดยตรง นั่นคือการให้พื้นที่สำหรับคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอสั้นที่ออกแบบมาเพื่อให้ครีเอเตอร์แชร์คอนเทนต์แนวตั้งขนาดพอดี (เมื่อเริ่มต้นถูกจำกัดความยาวไว้ที่ 60 วินาที แต่ปัจจุบันอนุญาตให้ยาวถึง 3 นาทีได้แล้วในหลายพื้นที่)
โดย Shorts ถูกรับชมมากกว่า 70,000 ล้านครั้งต่อวัน และเมื่อกล่าวถึงความยาวและประสิทธิภาพของวิวที่ได้แล้ว YouTube Shorts ส่วนใหญ่มีความยาวเกิน 15 วินาทีและในปัจจุบันสามารถยาวได้ถึง 3 นาที
ซึ่งเทรนด์ประเภทคอนเทนต์ทั่วไปก็โดดเด่นในกลุ่มวิดีโอนี้เช่นกัน เพราะในขณะที่ความบันเทิงคิดเป็นประมาณ 17% ของยอดรับชม Shorts ทั้งหมด (เช่น คลิปวิดีโอการแกล้งกัน ชาเลนจ์ ฯลฯ) กลุ่มอื่น ๆ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เกม กีฬา และงานฝีมือก็ดึงดูดผู้ชมได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน
ในขณะที่ด้านรายได้ ครีเอเตอร์ฝั่ง Shorts แตกต่างจากผู้สร้างวิดีโอแบบยาวมาก เนื่องจากรายได้จาก Shorts มีมูลค่าต่ำกว่า กล่าวคือครีเอเตอร์สำหรับคอนเทนต์ประเภทดังกล่าวจะได้รับรายได้ระหว่าง 1 เซนต์ถึง 6 เซนต์ต่อการดู 1,000 ครั้ง คิดเป็นประมาณ 10 ถึง 60 ดอลลาร์ต่อยอดรับชม 1 ล้านครั้ง (ราว 300-1800 บาท) ซึ่งต่ำกว่าที่ YouTube จ่ายสำหรับคอนเทนต์แบบยาวอย่างเห็นได้ชัด
|
ตัวชี้วัด |
จุดแข็งของ TikTok |
จุดแข็งของ YouTube Shorts |
|---|---|---|
|
อัตราการมีส่วนร่วม |
การมีส่วนร่วมต่อวิดีโอสูงกว่า มีการกดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์มากกว่าเมื่อเทียบกับยอดรับชม |
อัตราการมีส่วนร่วมเฉลี่ยต่ำกว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ TikTok (โดยเฉพาะในจำนวนคอมเมนต์) |
|
การเข้าถึงแบบไวรัล |
อนุญาตให้เกิดกระแสไวรัลได้อย่างรวดเร็วมากสำหรับคอนเทนต์ใหม่ ๆ แม้จะเป็นคอนเทนต์จากครีเอเตอร์เล็ก ๆ ด้วยอัลกอริทึม For You |
การเข้าถึงแข็งแกร่ง แต่การเป็นกระแสไวรัลมักทำได้ช้ากว่า และมักพึ่งพาความเหมาะสำหรับการค้นหาและคำแนะนำของ YouTube ของคอนเทนต์ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน |
|
การค้นพบ |
คอนเทนต์ก็มักได้รับการเปิดเผยอย่างรวดเร็วแล้วจางหายไปเสมอ พร้อมทั้งมีแนวโน้มที่จะล้าสมัยได้รวดเร็วกว่า |
คอนเทนต์จะล้าสมัยช้ากว่า Shorts และสามารถได้รับการรับชมต่อเนื่องตามแต่การค้นหาของผู้รับชม |
|
การสร้างรายได้และแรงจูงใจครีเอเตอร์ |
กองทุนครีเอเตอร์ ความร่วมมือกับแบรนด์ คอมเมิร์ซในแอป ฯลฯ |
Shorts อยู่ภายใต้ Partner Program แล้ว แต่ก็มักได้รับรายได้ต่อวิวต่ำกว่าคอนเทนต์แบบยาว |
สไตล์คอนเทนต์
หากชื่นชอบการสร้างคอนเทนต์วิดีโอที่ผลิตและตัดต่ออย่างประณีต อาจเหมาะสมกับ YouTube ที่ฐานผู้ชมชื่นชอบวิดีโอที่ขัดเกลามาอย่างละเอียด โดยครีเอเตอร์ YouTube ทั่วไปมักวางแผนวิดีโอล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีเครื่องมือถ่ายทำหรือตัดต่อในตัวบน YouTube ทำให้ครีเอเตอร์จำเป็นจะต้องใช้งานซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอจากบุคคลที่สามเพื่อปรับปรุงจังหวะและภาพของคอนเทนต์ จึงจะทำให้ YouTube เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับบริษัทที่มีทักษะและความต้องการที่จะสร้างวิดีโอที่ยาวขึ้น
ในทางกลับกันหากต้องการสร้างคอนเทนต์สไตล์ที่เน้นเบื้องหลัง ที่ดิบกว่าและต้องการการตัดต่อและการเขียนบทน้อยกว่า ก็อาจเลือกทำวิดีโอ TikTok ที่ผู้ติดตามน้อยคนจะคาดหวังคอนเทนต์ที่ตัดต่อมาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มดังกล่าวมักพึ่งพาเครื่องมือตัดต่อในแอปหรือแม้กระทั่งการบันทึกวิดีโอลงบนแอปโดยตรง
กล่าวคือธุรกิจที่ต้องการมุ่งเน้นไปที่ผู้คนและเหตุการณ์ประจำวันที่รายล้อมตัวธุรกิจเองอาจชื่นชอบ TikTok มากกว่า
"ฉันคิดว่า YouTube เป็นแหล่งหารายได้หลักที่เราใช้ ทั้งสำหรับคอนเทนต์ส่วนตัวของฉัน รวมถึงในการส่งมอบความรู้ด้านการดูแลผิวที่แบรนด์และบริษัทของเราสนับสนุนด้วย" Liah Yoo ผู้ก่อตั้ง KraveBeauty กล่าว "YouTube เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเริ่มธุรกิจตอนนี้ ก็อาจเบนเข็มไปเน้นที่ TikTok อย่างเต็มที่แทน"
โมเดลการสร้างรายได้
การสร้างรายได้สามารถทำได้ทั้งบน YouTube และ TikTok แม้กลไกของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย
โดยบน YouTube การสร้างรายได้สามารถทำได้จากทั้งการโฆษณาในฟีดวิดีโอ, การเปิดร้านค้าโดยตรงในแอป, การกระตุ้นให้ผู้ชมจ่ายเงินสำหรับการเป็นสมาชิกช่อง, การเผยแพร่คอนเทนต์สปอนเซอร์ และแม้แต่การรับบริจาคระหว่าง "super chats" ในไลฟ์สตรีม และในส่วนของ Shorts ที่แม้ YouTube จะเปิดตัว Creator Fund ให้ในตอนแรก แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยนไปใช้ระบบรวมรายได้เพื่อแบ่งปันที่ครีเอเตอร์จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้โฆษณาที่สร้างขึ้นจาก Shorts แล้ว
นั่นจึงจะหมายถึง YouTube ที่อาจเป็นแพลตฟอร์มที่ดีกว่าสำหรับบริษัทที่ต้องการนำผู้ชมไปยังเว็บไซต์ หรือสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากโฆษณาในรูปแบบวิดีโอที่หลากหลาย
ในทางกลับกัน TikTok จะเน้นหนักไปที่โซเชียลคอมเมิร์ซ นั่นคือความสามารถในการตั้งร้านค้าภายในแอปเพื่อจำหน่ายสินค้า การรับของขวัญเสมือนจากผู้ชมเมื่อทำการไลฟ์สตรีม และการสร้างรายได้ตามประสิทธิภาพของวิดีโอ TikTok ด้วย
นอกจากนี้ TikTok ยังริเริ่ม Creator Fund เพื่อให้รางวัลแก่ครีเอเตอร์ยอดนิยม แม้ว่าหลายรายจะพบว่าการจ่ายเงินต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการเข้าถึง จนเป็นเหตุผลที่แพลตฟอร์มได้เปิดตัวโครงการใหม่ ๆ เช่น Creativity Program และขยายเครื่องมือช็อปปิ้ง โดยมุ่งหวังที่จะให้ครีเอเตอร์มีวิธีสร้างรายได้จาก TikTok มากขึ้นก็ตาม
โดยผู้ประกอบการอาจใช้งาน Creator Marketplace เครื่องมือจับคู่ที่เชื่อมต่อครีเอเตอร์กับแบรนด์สำหรับการสปอนเซอร์และโปรโมตข้ามแพลตฟอร์มร่วมด้วย ทั้งนี้เนื่องจากจะเป็นการแพลตฟอร์มที่รายได้จากดีลอินฟลูเอนเซอร์และการขายสินค้าโดยตรง มักเหนือกว่ารายได้จากโฆษณานั่นเอง
กล่าวคือ TikTok อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการเน้นการสปอนเซอร์แบรนด์ การคอลแลบ รวมถึงการค้าขายภายในแอป ในขณะที่ YouTube จะเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้จากโฆษณาสูงสุดและสร้างเครื่องมือคอนเทนต์ระยะยาวมากกว่า
สินค้าและการบูรณาการผลิตภัณฑ์กับแพลตฟอร์ม
ในปัจจุบันทั้ง YouTube และ TikTok ก็ได้ก้าวข้ามรายได้จากการโฆษณาและการสปอนเซอร์กันมาแล้วทั้งสิ้น ทำให้ทั้งสองแพลตฟอร์มในขณะนี้กลายเป็นแพลตฟอร์มช็อปปิ้งอย่างเต็มรูปแบบ
ซึ่งในกรณีของ YouTube การบูรณาการสินค้าเข้ากับคอนเทนต์เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการพิมพ์ตามสั่ง รวมถึง แพลตฟอร์มอย่าง Shopify, Spreadshop และ Teespring อย่างลึกซึ้ง เพราะเมื่อครีเอเตอร์ที่ตรงตามคุณสมบัติที่กำหนดแสดง Merch Shelf ใต้วิดีโอโดยตรง แฟน ๆ ก็จะสามารถเรียกดูและสั่งซื้อเสื้อยืดแบรนด์ แก้ว หรือสินค้าอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
และเนื่องจาก YouTube เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ Google จึงจะทำงานได้ดีกับการวิเคราะห์และการนำ Shopify ไปบูรณาการ ทำให้ครีเอเตอร์สามารถซิงค์สินค้าคงคลัง ติดตามประสิทธิภาพการทำงาน และดำเนินแคมเปญได้ เหมาะสำหรับครีเอเตอร์ที่ต้องการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและขายสินค้าจริงควบคู่ไปกับคอนเทนต์ด้วย
ในขณะเดียวกัน TikTok Shop จะช่วยให้ครีเอเตอร์แท็กสินค้าไว้ในวิดีโอ ไลฟ์สตรีม หรือโปรไฟล์ได้ พร้อมกระบวนการชำระเงินโดยตรงที่จะทำให้ผู้ใช้คงอยู่ในแอปทั้งหมด รวมถึงยังมีการร่วมมือกับ Shopify และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น ๆ ทำให้ธุรกิจซิงค์แค็ตตาล็อกและผลักดันสินค้าเข้าสู่ระบบนิเวศ TikTok ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ครีเอเตอร์ยังสามารถแท็กสินค้าในวิดีโอ ซึ่งให้ผู้ชมสั่งซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอป
|
ฟีเจอร์ |
YouTube |
TikTok |
|---|---|---|
|
ประเภทสินค้าที่รองรับ |
สินค้าพิมพ์ตามสั่ง, สินค้าที่เชื่อมต่อ Shopify, สินค้าดิจิทัลผ่านการบูรณาการแอปพลิเคชันเข้ากับแพลตฟอร์ม |
สินค้าจริงผ่าน TikTok Shop, แค็ตตาล็อก Shopify ที่ซิงค์ไว้, สินค้า affiliate ที่ครีเอเตอร์โปรโมต |
|
คุณสมบัติ |
ต้องอยู่ใน YouTube Partner Program และมีผู้ติดตามอย่างน้อย 1,000 คน |
TikTok Shop มีให้ใช้งานในบางภูมิภาค โดยครีเอเตอร์มักต้องมีบัญชีธุรกิจและคุณสมบัติที่ตรงตามข้อกำหนดผู้ติดตาม/คอนเทนต์ขั้นต่ำด้วย |
|
ตัวเลือกการผสานรวม |
Shopify, Spreadshop, Spring และแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุมัติอื่น ๆ |
Shopify, Square, BigCommerce และอื่น ๆ รวมถึงการแท็กสินค้าในวิดีโอและไลฟ์สตรีม และแท็บ Shop บนโปรไฟล์ |
|
กระบวนการชำระเงิน |
ชำระเงินภายนอกผ่านไซต์พันธมิตรที่นำมาบูรณาการไว้ |
ชำระเงินในแอปได้อย่างเต็มรูปแบบ |
|
ค่าธรรมเนียม |
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาตรฐาน โดย YouTube จะหักส่วนแบ่งตามแต่การบูรณาการแต่ละแบบ |
ค่าคอมมิชชัน TikTok Shop แตกต่างกันไปตามภูมิภาค โดยปกติจะอยู่ที่ราว 5% หรือน้อยกว่าต่อ 1 ธุรกรรม |
กลุ่มเป้าหมาย
เพื่อกำหนดว่าแอปไหนสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมากกว่า ควรพิจารณาอายุผู้ใช้งานเป็นหลัก โดย TikTok จะมีแนวโน้มไปทางผู้ชมที่อายุน้อยกว่า เนื่องจากกว่า 66% ของผู้ใช้ TikTok มีอายุต่ำกว่า 34 ปี ในขณะเดียวกัน YouTube จะมีฐานผู้ใช้ที่แก่กว่าเล็กน้อย โดยราว 21.7% ของผู้ใช้มีอายุอยู่ระหว่าง 25 ถึง 34 ปี
อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดว่ามีฐานผู้ใช้สำหรับคอนเทนต์บนแอปหรือไม่คือการสำรวจด้วยตนเองอีกครั้ง จึงอาจลองค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบนทั้งสองแอปเพื่อพิจารณาดูว่ามีคอนเทนต์ประเภทใดอยู่บนแพลตฟอร์มแล้วและผู้ชมมีอัตรามีส่วนร่วมเท่าไรในแต่ละประเภทด้วย
อัลกอริทึม
แม้ว่าอัลกอริทึมของทุกแพลตฟอร์มจะยังคงเป็นเรื่องน่าลึกลับอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง แต่แต่ละอัลกอริทึมก็ยังมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่บางประการด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งทั่วไปแล้วอัลกอริทึมของ TikTok จะให้ความสำคัญกับคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ที่ผู้ใช้ไม่ได้ติดตาม จึงจะหมายความว่าทุกวิดีโอมีโอกาสกลายเป็นกระแสไวรัลบน TikTok ได้โดยเฉพาะหากเล่นตามเทรนด์ปัจจุบัน
อีกด้านหนึ่งอัลกอริทึมของ YouTube จะนำเสนอคอนเทนต์จากช่องที่ติดตามให้กับผู้ใช้เป็นหลัก โดยอ้างอิงคำแนะนำจากวิธีที่ผู้ชมโต้ตอบกับคอนเทนต์
โดยรวมแล้ว หากต้องการสร้างฐานผู้ติดตามที่ภักดีและนำเสนอคอนเทนต์ให้กับผู้ชมในกลุ่มเฉพาะ YouTube จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า และสำหรับการสร้างผู้ติดตามที่แข็งแกร่งและกว้างขวางด้วยคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ ๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ (หรือแม้แต่นอกกลุ่มเป้าหมาย) ก็อาจพิจารณาใช้งาน TikTok แทน
"ฟีดแบ็กจากวิดีโอ TikTok ของผมน่าทึ่งมาก" Jacob Winter กล่าว ผู้ก่อตั้ง Mush Studios "รูปแบบการทำพรมอันนั้นใหม่มากในตอนนั้นจนทุกคนแบบว่า ‘นายคนนี้กำลังทำอะไรในโรงรถที่ Long Island เนี่ย?’ เมื่อเห็นว่าผู้คนสนใจจริง ๆ ก็ทำให้ผมตื่นเต้นมาก ผมจึงตัดสินใจทำวิดีโอต่อเนื่อง และภายในปีแรกนั้น เราสร้างการดู 23 ล้านครั้ง"
เทรนด์
เมื่อ YouTube และ TikTok ยังคงเติบโตต่อเนื่อง วัฒนธรรมและบทสนทนาก็กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม นั่นหมายความว่าอะไรก็ตามที่เป็นเทรนด์แพลตฟอร์มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ มุกตลก หรือเสียง อาจไม่โดนใจผู้ชมบนอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ YouTube อาจสนใจดู vlog ของครีเอเตอร์เฉพาะ YouTube ที่ชื่นชอบมากกว่า ในขณะที่ผู้ใช้ TikTok อาจชอบดูคลิปวิดีโอของมุกตลกล่าสุดที่กำลังไวรัลบน TikTok นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ Mimi Ikonn จึงแนะนำให้ผู้สร้างมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความแตกต่างเหล่านี้ โดยให้ลงแรงไปที่ตัวเลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการจริง ๆ
"ผู้สร้างจะเห็นการเติบโตที่แท้จริงเมื่อมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มเดียวและเข้าใจจริง ๆ ว่าอะไรกำลังเป็นเทรนด์ที่นั่น จะดนตรีประเภทไหน คอนเทนต์ประเภทไหน หรืออะไรก็ตาม ซึ่งอย่างที่บอกว่ามันก็พัฒนาอยู่เสมอด้วย" เธออธิบาย "ต้องเจาะลึกจริง ๆ และสังเกต แบบว่ากลายเป็นผู้สังเกตการณ์ของแพลตฟอร์มนั้นจริง ๆ ไปเลย"
ความสามารถในการไลฟ์สตรีม
ทั้ง TikTok และ YouTube มีความสามารถในการไลฟ์สตรีมที่แข็งแกร่ง แต่ความสนใจและศักยภาพในการสร้างรายได้จะดูแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับเป้าหมาย
โดยผู้ใช้ทุกคนที่อายุเกิน 18 ปี (และมีผู้ติดตามอย่างน้อย 1,000 คน) สามารถไลฟ์บน TikTok ได้ รวมถึงร่วมแท็กสินค้าผ่าน TikTok Shop ทำให้ครีเอเตอร์สามารถแสดงสินค้าและกระตุ้นการซื้อโดยที่ผู้ชมไม่ต้องออกจากฟีด
ทั้งนี้เครื่องมือการมีส่วนร่วม เช่น โพล, สติกเกอร์คอมเมนต์, การเป็นโฮสต์ร่วม และการให้ของขวัญระหว่างไลฟ์ ก็ยังจะทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้อยู่เสมอ โดย "ของขวัญเสมือน" เหล่านี้จะสามารถแปลงเป็น Diamonds (สกุลเงินในแอปของ TikTok) และถอนเป็นเงินสดได้ ช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการสตรีมได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีสปอนเซอร์ นอกจากนั้น TikTok Live ยังให้ความรู้สึกลำลองและขับเคลื่อนโดยชุมชนด้วย จึงทำให้เหมาะสำหรับ Q&A การสาธิตสินค้า และแฟลชเซลเป็นอย่างยิ่ง
ในทางกลับกัน YouTube Live จะไม่มีขีดจำกัดผู้ชมที่แน่นอน สามารถสตรีมได้ยาวหลายชั่วโมง และรองรับทุกอย่างตั้งแต่การออกอากาศแบรนด์ใหญ่ไปจนถึงการแคสต์เกมแบบมาราธอน
หมายความว่าครีเอเตอร์จะสามารถเพิ่มโอเวอร์เลย์แบบมืออาชีพและการตั้งค่ากล้องหลายตัวที่รู้สึกใกล้เคียงกับการออกอากาศทางทีวีได้มากกว่า โดยมีเครื่องมือการมีส่วนร่วมอย่างแชทสด, คอมเมนต์ปักหมุด, โพล และการโดเนท Super Chat ที่แฟน ๆ จะจ่ายเงินเพื่อเน้นข้อความของตนเอง
และแม้ว่า YouTube จะยังไม่มีการแท็กอีคอมเมิร์ซในตัวเหมือน TikTok แต่ครีเอเตอร์ก็สามารถแสดงสินค้าและลิงก์ออกไปยังร้านค้าผ่านการบูรณาการ Shopify เข้ากับช่องและปลั๊กอินจากบุคคลที่สามได้
คาดการณ์แพลตฟอร์มและเทรนด์ที่กำลังมาแรง
สถิติการตลาดวิดีโอแสดงให้เห็นว่าวิธีที่ผู้คนใช้ YouTube และ TikTok เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ควรจะจับตาดูในปีนี้ ได้แก่
การอัปเดตอัลกอริทึมจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
For You page ของ TikTok เป็นมาตรฐานในการนำเสนอคอนเทนต์ใหม่มานาน แต่ในปัจจุบันกำลังให้ความสำคัญกับเวลาดูที่นานขึ้นและการโต้ตอบที่มีความหมาย (คอมเมนต์, การบันทึก, การแชร์) มากกว่าไลก์แบบรวดเร็ว
ส่วนอัลกอริทึม Shorts ของ YouTube ก็กำลังเข้มงวดขึ้นเช่นกัน โดยกำลังเบนเข็มจากการนับยอดรับชมไปสู่การให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ชม อัตราการเล่นซ้ำ และกิจกรรมข้ามช่องทางมากขึ้น (เช่น Shorts ที่ผลักดันผู้ชมไปยังวิดีโอแบบยาวหรือการติดตาม)
เคล็ดลับ นักการตลาดควรเน้นการไล่ตามเทรนด์ชั่วคราวให้น้อยลง และเน้นไปที่การสร้างคอนเทนต์ที่จุดประกายการสนทนาและดึงดูดความสนใจให้มากขึ้น
การสร้างรายได้จะหลากหลายยิ่งขึ้น
YouTube ยังคงเปิดตัวตัวเลือกรายได้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยการแบ่งปันรายได้จากโฆษณาสำหรับ Shorts ในปัจจุบันถูกรวมเข้าใน Partner Program ในขณะที่การบูรณาการอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับ Shopify กำลังได้รับการพัฒนา
และในส่วนของ TikTok เองก็กำลังปรับปรุงเครื่องมือการสร้างรายได้ โดยเบนไปจาก Creator Fund ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากไปสู่โปรแกรมที่อิงผลงาน เช่น Creativity Program และค่าคอมมิชชัน TikTok Shop
โซเชียลคอมเมิร์ซจะเร่งตัวเติบโตต่อไป
ในปัจจุบัน TikTok เป็นผู้นำในการช็อปปิ้งในแอป และคาดการณ์ว่าน่าจะมีการบูรณาการที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกับเครือข่ายพันธมิตรและตลาดครีเอเตอร์ด้วย
ในขณะที่ YouTube กำลังเน้นไปที่การแท็กสินค้าและชั้นวางสินค้า แต่ข้อได้เปรียบที่แท้จริงของแพลตฟอร์มจะเป็นการผูกอีคอมเมิร์ซเข้ากับการค้นหา และวิดีโอที่ไม่ล้าสมัย เพื่อให้สินค้ายังคงถูกค้นพบได้แม้การรับชมในระยะแรกจะผ่านไปแล้วก็ตาม
เคล็ดลับ สำหรับนักการตลาด กุญแจสำคัญจะเป็นการผสมผสานความบันเทิงกับการศึกษา เช่น การแสดงสินค้าในการใช้งานจริงแทนที่จะพึ่งพาโฆษณาที่ขัดเกลามาแล้วเพียงอย่างเดียว
แนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดกำลังเปลี่ยนไป สู่ยุคของกลยุทธ์แบบข้ามแพลตฟอร์ม
การพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียวถือเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยงเมื่ออัลกอริทึมและกฎการสร้างรายได้เปลี่ยนแปลงไป ครีเอเตอร์จึงกำลังนิยมนำคอนเทนต์กลับมาใช้ใหม่มากขึ้น วิด๊โอ TikTok จึงกลายเป็น Short ซึ่งยังจะสามารถกลายเป็น Instagram Reel และอื่น ๆ ได้
แบรนด์ที่สร้างเส้นทางความสร้างสรรค์ที่ยืดหยุ่นซึ่งรวมถึงเนื้อหาแบบสั้น ไลฟ์สตรีม และเนื้อหาแบบยาวที่จะไม่ล้าสมัยจึงจะอยู่ปลอดภัยกว่าไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนจะปรับอัลกอริทึมต่อไป
AI และระบบอัตโนมัติจะมีบทบาทมากขึ้น
ผู้ใช้งานควรตั้งรับกระแสเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่าจะมีมากขึ้นสำหรับกระบวนการตัดต่อ การใส่คำบรรยาย และแม้แต่การระดมความคิดภายในทั้งสองแอป
ซึ่งสำหรับนักการตลาด นี่อาจหมายถึงการใช้เวลาน้อยลงในขั้นตอนการผลิต และความสนใจที่มากขึ้นสำหรับขั้นตอนการวางกลยุทธ์ การเล่าเรื่อง และการทดสอบรูปแบบคอนเทนต์ใหม่ ๆ
TikTok และ YouTube เลือกอย่างไร
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้ง TikTok และ YouTube ต่างก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนเป็นของตัวเองทั้งสิ้น ผู้สร้างจึงสามารถปรับแต่งแนวทางให้เหมาะกับทั้งสองแพลตฟอร์มได้
"ท้ายที่สุดแล้ว ต้องถามตัวเองว่าชอบใช้เวลาที่ไหน" Mimi กล่าว "จากนั้นค่อยลงทุนเวลา พลังงาน และคอนเทนต์มากขึ้นในแพลตฟอร์มนั้น"
นับได้ว่าเป็นคำแนะนำที่ดี แต่ความชอบก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะการเลือกใช้ยังขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ, ทรัพยากร, ผู้ชม และเป้าหมายด้วย วิธีง่าย ๆ ในการพิจารณาตัวเลือกดังกล่าวจึงจะเป็นไปดังต่อไปนี้
- ประเภทธุรกิจ หากกำลังจำหน่ายสินค้าที่ผู้ซื้อจะซื้อตามใจชอบหรือดำเนินแบรนด์ที่เติบโตจากเทรนด์ ระบบนิเวศที่รวดเร็วและกระแสไวรัลของ TikTok มักเป็นตัวเลือกที่ดี ในขณะที่หากกำลังสร้างแบรนด์ที่อิงความรู้ เสนอบทช่วยสอน หรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงกว่าแล้ว YouTube ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
- ทรัพยากร หากมีเวลาน้อยและไม่มีเครื่องมือการตัดต่ออย่างเต็มรูปแบบ เครื่องมือตัดต่อในตัวของ TikTok ก็อาจทำให้ง่ายต่อการสร้างคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว แต่หากมีเวลา (หรืองบประมาณ) ในการสร้างวิดีโอที่ละเอียดและมีมาตรฐานการผลิตคอนเทนต์ที่สูง YouTube ก็อาจเหมาะสมในแง่ที่จะเป็นวิดีโอที่ล้าสมัยได้ยากกว่าและช่องทางสร้างรายได้หลายช่องทางได้
- กลุ่มเป้าหมาย Gen Z มักใช้งาน TikTok โดยเฉพาะเพื่อเฟ้นหาแรงบันดาลใจในการช็อปปิ้งและคอนเทนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ ในขณะที่ Gen Y และ Gen Z รุ่นเก่ามักใช้เวลาบน YouTube มากกว่า
- เป้าหมายการตลาด หากต้องการกระตุ้นการมีส่วนร่วมทันที เท่าทันประเด็นสังคม และขับเคลื่อนการขายในแอปโดยตรง TikTok มักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเนื่องจากถูกสร้างมาด้วยจุดประสงค์เหล่านี้ แต่หากต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างยอดรับชมจากการค้นหา และสร้างลีดระยะยาวที่มั่นคง อัลกอริทึมและศักยภาพ SEO ภายใน YouTube ก็มักกรุยทางได้ดีกว่า
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกแพลตฟอร์มเพียงอันเดียวเสมอไป เพราะหลาย ๆ แบรนด์ก็ทดสอบคอนเทนต์บน TikTok จากนั้นก็นำวิดีโอที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดมาใช้ใหม่เป็น YouTube Shorts ด้วย ในขณะที่บางรายก็อาจทำตรงกันข้ามโดยสร้างคอนเทนต์ YouTube เชิงลึก จากนั้นค่อยตัดเป็นวิดีโอ TikTok เพื่อการเข้าถึงที่กว้างขึ้น
กล่าวคือ คำตอบที่ "ถูกต้อง" อย่างแท้จริงคือแพลตฟอร์มใดก็ตามที่สอดคล้องกับเป้าหมาย และรู้สึกราวกับว่าจะสามารถทำงานให้แบรนด์ของคุณได้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ
การใช้งานทั้งสองแพลตฟอร์มผ่านกลยุทธ์แบบหลากหลายช่องทาง
โดยสรุปแล้วผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง TikTok หรือ YouTube เนื่องจากสามารถ (และน่าจะควร) ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มควบคู่กันไปได้ โดยอาจปฏิบัติต่อแต่ละแพลตฟอร์มเหมือนเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการเดียวกัน และพาผู้ชมจากการค้นพบอย่างรวดเร็วไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งในทางปฏิบัติอาจหมายถึง
- ความสม่ำเสมอแต่ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะโพสต์ TikTok ทุกวันหรือ YouTube ทุกสัปดาห์ ข้อสำคัญคือการปรากฏตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้ชมรู้ว่าจะคาดหวังอะไรได้ ในขณะเดียวกันก็ควรคงความยืดหยุ่นไว้ด้วย เช่น ตามเทรนด์ TikTok เมื่อสมเหตุสมผล และพึ่งพา YouTube สำหรับคอนเทนต์ที่จะไม่ล้าสมัยและสร้างรายได้ทบต้นเมื่อเวลาผ่านไป
- นำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ใช่คิดใหม่ ไอเดียวิดีโอเดียวสามารถสร้างคอนเทนต์ได้หลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายคลิปเคล็ดลับ TikTok 45 วินาทีเป็นบทช่วยสอน YouTube 10 นาที หรือการตัดการสาธิตสินค้า YouTube เป็นคลิป TikTok สั้น ๆ ก็ตาม
- คิดถึงการขายแบบหลายแพลตฟอร์ม สามารถขายสินค้าบน TikTok ด้วยการแท็กสินค้าในแอปและผ่าน Live ที่ช็อปได้ ในขณะที่ YouTube เป็นที่ที่สามารถสร้างความไว้วางใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและขายสินค้ามูลค่าสูงกว่าผ่านชั้นวางสินค้า การบูรณาการ Shopify หรือรีวิวแบบยาว เมื่อรวมกันแล้วทั้งสองจึงจะครอบคลุมทั้งสองด้านของเส้นทางผู้ซื้อ นอกจากนี้ Loyalty program ยังจะเชื่อมโยงจุดเหล่านั้นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้ด้วย
- ติดตามเส้นทางทั้งหมด ทั้งสองแพลตฟอร์มมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่แข็งแกร่ง แต่จะดีที่สุดหากนำมาพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน เช่นว่า ผู้คนค้นพบบน TikTok แล้วติดตามบน YouTube หรือไม่ หรือ Shorts นำไปสู่การขายบน Shopify หรือเปล่า การผสานรวมการวิเคราะห์และการติดตาม UTM จะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของกลยุทธ์การตลาดโซเชียลมีเดียโดยรวม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TikTok และ YouTube
TikTok ดีกว่า YouTube หรือไม่
ทั้ง YouTube และ TikTok เป็นแพลตฟอร์มการตลาดโซเชียลมีเดียที่ยอดเยี่ยมสำหรับการขยายธุรกิจและสร้างผู้ติดตาม TikTok โดยทั่วไปจะดีกว่าสำหรับการโปรโมตวิดีโอสั้นที่จะเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง การหาความร่วมมือกับแบรนด์ หรือการขายสินค้าโดยตรงให้กับผู้ติดตาม YouTube เสนอโอกาสสร้างรายได้ที่มากกว่าและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ที่ลึกซึ้งกว่า ซึ่งสามารถนำไปสู่การรักษาลูกค้าที่สูงขึ้นได้ด้วย
YouTube Shorts หรือ TikTok จ่ายมากกว่ากัน
YouTube จะให้ค่าตอบแทนตั้งแต่ 1 ถึง 20 ดอลลาร์ (ราว 30-600 บาท) RPM (Revenue per mille หรือ รายได้ต่อการดู 1,000 ครั้ง) ในขณะที่ TikTok จะให้ค่าตอบแทนระหว่าง 1 ถึง 7 เซนต์ (ราว 0.3-2.1 บาท) RPM ซึ่งหมายความว่าโดยทั่วไปแล้ว YouTube จะให้ค่าตอบแทนสำหรับรายได้จากโฆษณาบนคอนเทนต์ดิจิทัลมากกว่า อย่างไรก็ตาม เครื่องมือความร่วมมือที่แข็งแกร่งและโอกาสการสปอนเซอร์แบรนด์ของแอป TikTok ก็จะสามารถนำไปสู่รายได้ที่มากขึ้นในระยะยาวเช่นกัน
เลือกระหว่าง YouTube และ TikTok อย่างไร
ในการเลือกระหว่าง YouTube และ TikTok ธุรกิจอาจพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น กลุ่มเป้าหมาย รูปแบบคอนเทนต์ที่ต้องการ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา รวมถึงความคาดหวังด้านรายได้ หากแพลตฟอร์มหนึ่งตรงกับเกณฑ์มากกว่าอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วผู้ประกอบการก็ควรเลือกแพลตฟอร์มวิดีโอที่ต้องการใช้งาน และที่ผู้ชมใช้งานอยู่นั่นเอง
สามารถสตรีมทั้งบน TikTok และ YouTube ได้หรือไม่
สามารถไลฟ์บนทั้งสองแพลตฟอร์มได้ แต่ประสบการณ์จะแตกต่างกันเนื่องจาก TikTok Live ออกแบบมาสำหรับเซสชันที่รวดเร็วและโต้ตอบได้ด้วยฟีเจอร์อย่างการแท็กสินค้า การให้ของขวัญ และการเป็นโฮสต์ร่วม ในขณะที่ YouTube Live รองรับการออกอากาศที่ยาวขึ้นและขัดเกลามามากกว่าด้วยโอเวอร์เลย์ Super Chats และตัวเลือกการสร้างรายได้หลากหลายช่องทาง
TikTok หรือ YouTube ดีกว่าสำหรับการขายสินค้า
ขึ้นอยู่กับว่าขายอะไร โดย TikTok มักเหมาะสำหรับการเลือกซื้อตามใจชอบและสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ผ่านร้านค้าในแอปและไลฟ์สตรีมที่ช็อปได้ ในขณะที่ YouTube จะแข็งแกร่งกว่าสำหรับสินค้าราคาสูงกว่าหรือสินค้าที่ต้องการคำอธิบายมากกว่า เนื่องจากวิดีโอแบบยาวและรีวิวจะสามารถสร้างความไว้วางใจและขับเคลื่อนอัตราคอนเวิร์สชันได้เมื่อเวลาผ่านไป

